เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 02/01/2017
สถิติผู้เข้าชม 393,232
Page Views 520,756
สินค้าทั้งหมด 1
 

แนะวิธีเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

แนะวิธีเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ชื่อ file : ให้กรรมฐาน 2

ผู้บรรยาย :   พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ

บรรยายเรื่อง การปรับอินทรีย์ในส่วนของศรัทธาและปัญญา ,  วิริยะและสมาธิ

       การปรับอินทรีย์ระหว่างศรัทธาและปัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  หากศรัทธาและปัญญาไม่เท่ากัน  สมาธิญาณจะไม่บังเกิด   ตัวอย่างเช่น  หากโยคีได้รับกรรมฐานพื้นฐาน เรียกว่า วิปัสสนานุบาล โดยการให้กำหนดพองยุบ  2  ระยะ  และเดินจงกรม  2 ระยะ  คือ  พองหนอ  ยุบหนอ   พองหนอ  ยุบหนอ    และเดิน  ขวาย่างหนอ  ซ้ายย่างหนอ   ขวาย่างหนอ  ซ้ายย่างหนอ   และกำหนด  กาย  เวทนา  จิต  ธรรม  ซึ่งต้องกำหนดตามหลักของสติปัฏฐาน  4    มีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย  เวทนาปรากฏในอารมณ์   จิตที่นึกคิดน้อมไปในอารมณ์ต่างๆ  สภาวธรรมที่เกิดขึ้น  เป็นกุศลที่เกิดขึ้นต้องมีสติกำหนดรู้ 

การนั่งสมาธิกำหนดพองหนอ  ยุบหนอ  เป็นสมาธิได้  4  ส่วน  ซึ่งแยกออกมาแล้วจะได้ สมาธิ  3  ส่วน และวิริยะ  1  ส่วน   คือ เวลานั่งจะไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย  วิริยะจะไม่ได้ทรงร่างกาย  คือ ยันเอาไว้ ? (ฟังไม่ถนัดเจ้าค่ะ )  วิริยะจึงมี 1 ส่วน สมาธิ  3  ส่วน

เมื่อโยคีกำหนดอาการพองหนอ  ยุบหนอ  ไม่ได้หมายความว่าจะได้สมาธิ  3  ส่วนและวิริยะ  1  ส่วนเสมอไป  ถ้ากำหนดพองหนอ  ยุบหนอ  แต่ใจไม่จับอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน    อาจกำหนดพองหนอ  ยุบหนอ  เห็นหนอ  ได้ยินหนอ  เจ็บหนอ  ปวดหนอ  เมื่อยหนอ  คันหนอ  คิดหนอ  นึกหนอ  หรืออื่นๆ  แต่กำหนดเหมือนเป็นการท่องบาลี   จิตไม่อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน  ใจจะฟุ้งซ่าน  ไม่ได้สมาธิ  3  ส่วนเหมือนที่กล่าวมาเบื้องต้น

สำหรับการเดินจงกรม  ขวาย่างหนอ  ซ้ายย่างหนอ   จะได้วิริยะ  3  ส่วนและสมาธิ  1  ส่วน  ถ้าตั้งใจกำหนด  ขวาย่างหนอ  ซ้ายย่างหนอ  โดยจดจ่อต่อเนื่องกับอารมณ์  ก็จะได้สมาธิ  1 ส่วนและวิริยะ  3 ส่วน  แต่หากเดินกำหนดไปและอาจจะใจลอย  ไปคิดเรื่องต่างๆ   เดินแต่ไม่รู้ว่าตัวเองเดิน  จะมีแต่วิริยะ   เมื่อเป็นเช่นนี้  สมาธิกับวิริยะจะเกิดความไม่สม่ำเสมอกัน  เหลื่อมล้ำกัน  สมาธิญาณจะเกิดขึ้นได้ยาก

 

ศรัทธาและปัญญา

                        เมื่อเรากำหนดไป  ความคิดต่างๆ อาจจะเกิดขึ้น  ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่  ไม่ควรจะคิด  ถ้าเป็นคนช่างคิด ก็ต้องห้ามคิด  ห้ามนึก  ห้ามพิจารณา   ยกตัวอย่างเช่นตัวอาจารย์เคยศึกษาเล่าเรียนมา  ก็ไม่ได้คิด  ไม่ได้นึก  คือ  ไม่คายของเก่าออกมา    หากเราคิดถึง นึกถึงสิ่งที่เราได้เคยศึกษามา เล่าเรียนมาแล้ว  จะเปรียบเหมือนเรานั่งแล้วคายของเก่าออกมา  เปรียบเทียบเหมือนวัวที่เคี้ยวเอื้อง  ไม่ได้นำหญ้าใหม่มากิน แต่กินหญ้าเก่าที่เรอออกมา  การกระทำเช่นนี้ผู้ปฏิบัติควรจะรู้ว่าอาจารย์ไม่ได้ยินดี พอใจในการคิด การนึกเช่นนี้เลย ควรจะฉุกคิดได้ และควรตั้งใจกำหนด   เมื่อตั้งใจกำหนดจะทำให้เมื่อนั่งสมาธิก็จะได้สมาธิ  3  ส่วนและวิริยะ  1 ส่วน  ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่วงไป  ศรัทธา  ปัญญาก็มีส่วนปรับไปด้วยกัน

                        กรณีที่ผู้ปฏิบัติเชื่อฟัง  กำหนดอย่างจดจ่อต่อเนื่องในอารมณ์ที่กำหนดอยู่  วิริยะ  สติ  สมาธิ  ปัญญา จะเกิดขึ้นในทุกขณะ   พยายามตั้งใจกำหนด  เห็นหนอ  ได้ยินหนอ  พองหนอ  ยุบหนอ  ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำหนด  พยายามกำหนด  เรียกว่า วิริยะ   วิริยะเจตสิก  

การกำหนดรู้เห็นอารมณ์ตามความเป็นจริง  รู้เท่า รู้ทัน  คือการมีสติ  สติเป็นตัวระลึกรู้   เมื่อรู้ทันก็จะเห็น    จิตจะจดจ่ออยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่ตนกำหนดอยู่  จัดว่าเป็นสมาธิ     จิตจะตั้งมั่นอยู่ชั่วขณะ  เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว  ในขณะที่กำหนดอยู่  จะเห็นรูปนามเสื่อมสลายไป   เกิดแล้วดับ   ตั้งอยู่แล้วเสื่อมไป    อนิจจานุปัสสนา  ทุกขานุปัสสนา  อนัตตานุปัสสนาจะเกิดขึ้น   พระไตรลักษณ์จะชัดเจน      วิริยะ  สติ  สมาธิ  ปัญญาจะเกิดขึ้น คือ รู้เห็นตามความเป็นจริง  เรียกว่า ปัญญินทรีย์เจตสิก  เป็นส่วนแห่งปัญญาซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เรากำหนด    หากกำหนดได้เช่นนี้   อินทรีย์ทั้ง  5  จะมีความสม่ำเสมอกัน  แต่โดยทั่วไปของผู้ปฏิบัติแล้ว จะไม่เป็นอย่างนั้น   

สมาธิ มี  3  ระดับ  ได้แก่

  1. อุปจารสมาธิ
  2. อัปปนาสมาธิ
  3. คณิกสมาธิ

ในเรื่องสมาธินี้   เมื่อก่อนโดยทั่วไปเราจะรู้จักกันเฉพาะส่วนของอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ  สมเด็จพระพุฒาจารย์ขณะยังดำรงตำแหน่งเป็นพระพิมลธรรมได้เคยแย้งท่านอาจารย์ (พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ) เมื่อท่านอาจารย์สอนว่าสมาธิมี  3  ระดับ  ว่าทำไมสมาธิมี  3  ระดับ   ท่านอาจารย์ชี้แจงว่า นอกจากอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิแล้ว  ยังมีคณิกสมาธิด้วย   ซึ่งมีกล่าวถึงไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคอรรถกถาหมายรวม คือ โดยอนุโลมเข้าเหมือนกัน    เมื่อท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรมเข้าใจจึงอนุโมทนาสาธุ    ดังนั้นสิ่งที่เรากำหนด  และสอนว่า  สมาธิเกิดในทุกขณะจิตที่เราจดจ่ออยู่กับอารมณ์ในขณะนั้นๆ  ก็  ไม่ใช่ทั้งอุปจารสมาธิและไม่ใช่ทั้งอัปปนาสมาธิ  แต่เป็น วิปัสสนาคณิกสมาธิ  ซึ่งเกิดขึ้นนั่นเอง      

เมื่อสมาธิเช่นนี้เกิดขึ้น  เรากำหนดให้ทันปัจจุบันโดยจดจ่อต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย  การกำหนดเช่นนี้เป็นการข่มเอาไว้ชั่วขณะ  เรียกว่า  ตทังคประหาร  แต่เมื่อต่อมาเรากำหนดอย่างต่อเนื่องมากขึ้น  จะเรียกว่า  วิขัมยนประหาร ( ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือเปล่าเจ้าค่ะ )  คือ ข่มเอาไว้ระยะยาวออกไปอีก    จิตของเราจะบริสุทธิ์  นิวรณ์ทั้ง  5  ไม่สามารถเข้ามากลุ้มรุมจิตใจเราได้     เมื่อจิตบริสุทธิ์ ปัญญินทรีย์เจตสิก  คือ  ปัญญารู้เห็นรูปนามเกิดดับในปัจจุบันขณะที่เกิดขึ้น  ดังคำบาลี  ตีตังนันวา กัมมยะ( ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือเปล่าเจ้าค่ะ )   คือ กำหนดที่อารมณ์ปัจจุบัน  ไม่กำหนดที่อดีตหรืออนาคต   เช่น ถ้านั่งสมาธิ  30  นาที  เดินจงกรม  30  นาที    หากกำหนดเช่นนี้อินทรีย์ทั้ง  5  จะมีความสม่ำเสมอกันไปโดยลำดับ    ซึ่งท่านเจ้าคุณโชดก  ( ตำแหน่งสุดท้าย  พระธรรมธีรราชมหามุนี ) ได้สอนและอธิบายในลักษณะเช่นนี้ แต่จะไม่ขอกล่าวถึงโดยละเอียด

เมื่อศรัทธาและปัญญาเท่ากัน  สมาธิญาณจะเกิดขึ้น    เมื่อสมาธิกับวิริยะเท่ากัน  สมาธิญาณจะเกิดขึ้นเช่นกัน  แต่หากส่วนใดส่วนหนึ่งเหลื่อมล้ำ  เกิดความไม่สมดุล  ไม่สม่ำเสมอกัน  จะกลายเป็นความฟุ้งซ่าน  จิตไม่เกาะ ไม่ยึดกับอารมณ์  เมื่อนั้น สมาธิญาณจะไม่เกิดขึ้น    ดังนั้น ผู้ที่เป็นวิปัสสนาจารย์จำเป็นจะต้องรู้  เข้าใจ และใส่ใจในเรื่องนี้อย่างมาก  ต้องคอยปราม คอยเตือน คอยให้สติ ในการปรับหรือแต่งอินทรีย์  เพราะผู้ปฏิบัติบางคนมีศรัทธามาก  มีปัญญามาก  หรือเหลื่อมไปอย่างใดอย่างหนึ่ง  ถ้ามีพระวิปัสสนาจารย์คอยเตือนหรือคอยให้สติอยู่  ผู้ปฏิบัติก็จะสามารปฏิบัติไปในแนวทางที่ถูกต้อง  เมื่ออินทรีย์สม่ำเสมอกันแล้ว  สมาธิญาณจะเลื่อนขึ้นโดยลำดับ

 

วิริยะและสมาธิ

                        วิริยะและสมาธิเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติเช่นกัน  วิริยะและสมาธิจะต้องสม่ำเสมอกัน  ถ้าผู้ปฏิบัติมีความไม่สม่ำเสมอกันแห่งวิริยินทรีย์และสมาธินทรีย์  จะทำให้สมาธิญาณบกพร่องหรือไม่เจริญก้าวหน้า  เมื่อมีการปรับแต่งวิริยินทรีย์หรือสมาธินทรีย์  อย่างมีความสม่ำเสมอและสมดุลกันแล้ว  สมาธิญาณก็จะเกิดขึ้น

                        วิริยะมี  2  ประเภท 

  1. สามัญวิริยะ หรือ ปกติวิริยะ  คือ ความเพียรโดยปกติ หรือ โดยธรรมดา  ซึ่งหมายถึงการประกอบสัมมาอาชีพ  การศึกษาเล่าเรียน หรือทำอาชีพต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นความเพียรโดยทั่วไป
  2. ภาวนาวิริยะ  หรือ วิปัสสนาวิริยะ  คือ เจริญสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐาน  เกิดจากความตั้งใจ  การฝึกฝนอบรมตนในขณะที่กำหนดรูปนามหรือกำหนดสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าผู้ปฏิบัติเพียรพยายามกำหนดรู้อย่างต่อเนื่อง  จะเรียกว่า ภาวนาวิริยะ

เปรียบเทียบสามัญวิริยะเหมือนกุลี  จับกังที่ขนของ ยกของตามท่าเรือ  อาศัยพลังแห่งตนยกหรือแบกหามสิ่งของโดยเหงื่อจะโทรมกายไหลลงมาที่เท้าหรือพื้นดินก็ตาม  ถึงจะมีความพยายามมากน้อยเพียงใด ก็จัดอยู่ในสามัญวิริยะ  

สำหรับภาวนาวิริยะ หมายถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  เช่น  ผู้ปฏิบัติที่พยายามตั้งใจกำหนด อาจจะสามารถรู้เห็นรูปนามหรือเหตุปัจจัยของรูปนาม  หรือพยายามกำหนดความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไปของรูปนาม  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  พระไตรลักษณ์นั้นปรากฏชัดเจนอยู่เสมอ  คือ มีความตั้งใจในการกำหนด เรียกว่า วิริยะ

วิริยะนั้นหากมีมากเกินไปจะทำให้ใจฟุ้งซ่าน   เมื่อใจฟุ้งซ่าน จิตไม่เกาะ ไม่ยึดกับอารมณ์  สมาธิญาณจะไม่เลื่อนขึ้น หรือไม่ก้าวหน้าเป็นลำดับ  เมื่อเป็นเช่นนี้  วิริยะจึงควรเท่ากับสมาธิ  คือ มีมัชฌิมาปฏิปทา คือ จะต้องเป็นกลาง     เปรียบเทียบเหมือนการสีไวโอลิน   ผู้เชี่ยวชาญด้านไวโอลินจะรู้จักปรับแต่งสายไวโอลินให้มีความพอเหมาะพอดี   เมื่อสีไวโอลินครั้งใด  เสียงที่ออกมาจะมีความไพเราะ  ขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือไม่เข้าใจอาจจะหมุนสายให้ตึง   เมื่อนำไปสี ถึงแม้เสียงนั้นจะไพเราะอยู่บ้าง  แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ   สายไวโอลินอาจจะขาดลงได้ในไม่ช้า  หรือหากหย่อนสายไวโอลินให้ผ่อนลง  เมื่อนำไปสี  เสียงที่ออกมาจะอู้อี้  ไม่ชวนฟัง  ถึงแม้สายนั้นจะไม่ขาด  ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงควรขึงให้พอดี  เมื่อสีแล้วจึงจะเกิดความไพเราะ ฉันใด  วิริยะในการปฏิบัติก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความพอดี  ซึ่งเรียกว่ามี มัชฌิมาปฏิปทา นั่นเอง

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view