เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 02/01/2017
สถิติผู้เข้าชม 376,174
Page Views 498,885
สินค้าทั้งหมด 1
 

แนวทางเจริญวิปัสสนา

แนวทางเจริญวิปัสสนา


แนวทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

โดย...พระอาจารย์มหาสีสยาดอ

                                            
      การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ผู้ปฏิบัติหรือที่เรียกว่าโยคีนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจ ให้ถูกต้อง ถึงสภาวะของรูปนามที่เกิดขึ้นในร่างกายของผู้ปฏิบัติเอง สภาวะของรูปนั้นเป็นรูปร่าง ซึ่งเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนรอบๆตัวเรา ร่างกายของคนเราทั้งหมดที่มองเห็นได้ชัดเจนนั้น เรียกว่า รูป สภาวะของนามมีหน้าที่ในการรับรู้อารมณ์ นามรูปนี้สามารถเห็นได้เด่นชัด เมื่อใด ก็ตามที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ใจนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้อารมณ์ทั้งหลายด้วยตนเอง โดยกำหนดว่า เห็นหนอ ได้ยินหนอ กลิ่นหนอ รสหนอ ถูกหนอ คิดหนอ เป็นต้น ทุกขณะที่โยคีผู้ปฏิบัติเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้อง สัมผัส นึกคิดเรื่องราวต่างๆ ก็ควรกำหนดรู้อารมณ์เหล่านี้ตามความเป็นจริง แต่ว่า

ในกรณีของผู้เริ่มปฏิบัติใหม่ก็ไม่สามารถกำหนดได้ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรเริ่มกำหนดสภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะที่สามารถรู้ได้ง่ายและชัดเจนเท่านั้น เมื่อมีการหายใจเข้าอยู่ ท้องจะพองขึ้นและยุบลง โดยปกติการเคลื่อนไหวจะปรากฏชัดเจน อาการที่ท้องพองยุบนี้เรียกว่า วาโยธาตุ ผู้ปฏิบัติควรเริ่มต้นด้วยการกำหนดรู้อาการที่ท้องพองยุบนี้โดยตั้งใจกำหนด ผู้ปฏิบัติจะพบว่า เมื่อหายใจเข้า ท้องจะพองขึ้น เมื่อหายใจออกท้องจะยุบลง เมื่อท้องพองขึ้นก็ให้กำหนดรู้ด้วยใจว่า พองหนอ เมื่อท้องยุบลง ก็ให้กำหนดรู้ว่า ยุบหนอ ถ้าหากว่า ในขณะที่กำหนดรู้อาการพองยุบอยู่ด้วยใจนั้น อาการพองยุบไม่ชัดเจน ก็ให้เอาฝ่ามือแตะที่แผ่นท้อง โดยไม่ต้องบังคับลมหายใจ ไม่ว่ามันจะช้าลง ก็ไม่ต้องทำให้มันไวขึ้น อีกทั้งไม่ต้องหายใจแรงขึ้น ถ้าผู้ปฏิบัติบังคับลมหายใจ ก็จะทำให้รู้สึกเหนื่อย ให้หายใจอย่างธรรมดาตามปกติ แล้วกำหนดอาการพองอาการยุบของท้อง ให้กำหนดอาการพองอาการยุบด้วยใจ ไม่ใช่ท่องด้วยปาก ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติ จะเรียกชื่อว่าอย่างไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่จริงแล้วสาระสำคัญอยู่ที่ การกำหนดรู้ ขณะที่กำหนดรู้อาการพองของท้องให้กำหนดตั้งแต่ท้องเริ่มพองไปจนถึงสุดพอง เหมือนกับว่าผู้ปฏิบัติเห็นอาการพองด้วยตาตนเอง การกำหนดอาการยุบของท้องก็ให้กำหนดเช่นเดียวกัน คือให้กำหนดตั้งท้องเริ่มยุบไปจนถึงสุดยุบ ประหนึ่งว่าผู้ปฏิบัติเห็นอาการยุบของท้องด้วยตาตนเองฉะนั้น การกำหนดอาการพองของท้องนั้น อาการที่ท้องพองขึ้น กับใจที่รู้ว่าท้องพองขึ้น ให้ดำเนินไปพร้อมกัน กล่าวคือให้ทันกันพอดี  คล้ายกับว่าปาก้อนหินไปกระทบที่เป้า ฉะนั้นการกำหนดอาการยุบของท้องก็มีนัยเช่นเดียวกัน

         ขณะที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อาการพองยุบของท้องอยู่นั้น จิตใจก็จะฟุ้งซ่านไป ผู้ปฏิบัติก็ต้องกำหนดสภาวะที่จิตฟุ้งซ่านไปนี้ โดยกำหนดรู้ด้วยใจว่า ฟุ้งซ่านหนอ หรือ ฟุ้งหนอๆๆ เมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดรู้จิตที่ฟุ้งซ่านนี้ไปสักครั้ง สองครั้ง จิตก็จะหยุดฟุ้งซ่าน เมื่อจิตหยุดฟุ้งซ่านแล้ว ผู้ปฏิบัติก็กลับมากำหนดรู้อาการพองยุบของท้องใหม่ เมื่อจิตนึกคิดไปที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็ให้กำหนดว่า ถึงหนอๆ แล้วก็ให้กลับมากำหนดรู้อาการพองยุบของท้องอีก ถ้าผู้ปฏิบัตินึกคิดไปพบคนบางคน ก็ให้กำหนดว่า พบหนอๆๆแล้วก็กลับมากำหนดอาการพองยุบ ถ้าหากผู้ปฏิบัติหวนรำลึกถึงไปพบพูดคุยกับคนบางคน ก็ให้กำหนดว่า พูดหนอๆๆ

เมื่อกล่าวโดยย่อ ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดทุกสภาวะ  ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการพิจารณาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ถ้าผู้ปฏิบัตินึกคิด ก็ให้กำหนดว่า นึกคิดหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติคิด ก็ให้กำหนดว่า คิดหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติคิดวางแผนก็กำหนดว่า วางแผนหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติสังเกตเห็นก็ให้กำหนดว่า สังเกตหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติพิจารณาก็ให้กำหนดว่า พิจารณาหนอๆ ถ้าผู้ปฏิบัติมีความรู้สึกเป็นสุข ก็ให้กำหนดว่า สุขหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติรู้สึกเบื่อ ก็ให้กำหนดว่า เบื่อหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติดีใจ ก็ให้กำหนดว่า ดีใจหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติมีรู้สึกท้อแท้ใจ ก็ให้กำหนดว่า ท้อหนอๆๆ การกำหนดสภาวะที่จิตรับรู้อารมณ์ทุกอย่าง เรียกว่า จิตตานุปัสสนา เพราะว่าคนเราขาดการกำหนดสภาวะจิตที่นึกคิดและรู้อารมณ์เหล่านี้ตามความเป็นจริง ดังนั้นคนเราดูเหมือนว่า ตัวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เรานึกคิดและคิดว่ามีอัตตาตัวตนอยู่ เช่นฉันเป็นผู้นึกคิด และเป็นผู้คิด เป็นผู้วางแผน เป็นผู้รู้ เป็นต้นโดยคิดว่ามีตัวตน ที่จริงแล้วตั้งแต่เด็กเล็กเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และก็กำลังคิดอยู่ในขณะนี้ ความจริงแล้วความมีตัวมีตนเช่นนั้นไม่มีอยู่เลย มีแต่เพียงอาการที่จิตรับรู้อารมณ์ต่อเนื่องไม่ขาดสายเข้ามาแทนที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คนเราจึงต้องกำหนดอาการที่จิตนึกคิดอารมณ์เหล่านี้ตามที่มันเป็นจริง โดยกำหนดอารมณ์แต่ละอย่างและทุกๆสภาวะที่จิตนึกคิดตามที่มันเกิดขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดรู้สภาวะต่างๆอยู่เช่นนั้น สภาวะที่ถูกกำหนดก็จะค่อยๆหายไป แล้วให้กลับมากำหนดรู้อาการพองยุบของท้องต่อไป

        เมื่อผู้ปฏิบัตินั้นกำหนดวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลานานๆ ความรู้สึกว่าร่างกายแน่น ตึง ร้อน ก็จะเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติก็ต้องกำหนดว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ อย่างตั้งใจเหมือนกัน และเมื่อมีความรู้สึกเจ็บปวด เบื่อหน่าย ก็ให้กำหนดว่า เจ็บหนอๆๆ เบื่อหนอๆๆ ความรู้สึกเหล่านี้ทั้งหมดเรียกว่า ทุกขเวทนา การกำหนดทุกขเวทนาเรียกว่า เวทนานุปัสสนา การขาดการกำหนดทุกขเวทนา จะทำให้ผู้ปฏิบัติคิดว่า เราตึงแน่น เรารู้สึกร้อน เรารู้สึกเจ็บปวด เมื่อสักครู่นี้เรารู้สึกดีขึ้นแล้ว ขณะนี้เรารู้สึกกระวนกระวายใจ กับความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจเหล่านี้ ความรู้สึกว่าตัวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารมณ์ที่ไม่น่าใคร่น่าพอใจ เป็นความคิดที่นับว่าผิด ความจริงแล้วไม่มีตัวตนรวมอยู่กับความรู้สึกไม่พอใจเลย เป็นแต่เพียงการสืบต่อเนื่องกันของความรู้สึกที่ไม่พอใจ ในแต่ละขณะจิตหนึ่งๆเท่านั้น เปรียบประดุจการสืบต่อเนื่องกันของกระแสไฟฟ้าใหม่ ซึ่งทำให้ไฟสว่างขึ้นฉะนั้น ดังนั้นทุกเวลาในชีวิตของเรา ก็มักจะประสบกับอารมณ์ไม่น่าพอใจ จึงทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจแล้วๆเล่าๆ ผู้ปฏิบัติจึงควรกำหนด ความรู้สึกเช่นนี้ว่า ไม่พอใจหนอๆๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกตึงแน่น หรือความเจ็บปวดก็ตาม ก็ให้กำหนดว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ ปวดหนอๆๆ ในกรณีของโยคีที่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ความรู้สึกตึงแน่นเจ็บปวด ดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และก็จะทำให้อยากเปลี่ยนท่านั่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดรู้จิตที่อยากเปลี่ยนนั้นด้วยว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆ แล้วหลังจากนั้นโยคีก็ควรกลับมากำหนดรู้อาการว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ เป็นต้นต่อไป

มีคำสุภาษิตที่ว่า ความอดทนนำไปสู่พระนิพพาน  คำพูดนี้ตรงกันมากกับกรณีความพยายามในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงต้องมีความอดทน ถ้าหากผู้ปฏิบัติเปลี่ยนท่านั่งอยู่บ่อยๆ เนื่องจากไม่สามารถอดทนต่อความรู้สึกตึงแน่น หรือความรู้สึกร้อนที่เกิดขึ้นได้ สมาธิที่ดีก็ไม่แก่กล้า ถ้าสมาธิไม่แก่กล้า วิปัสสนาปัญญาก็จะไม่เผลิตผล และก็จะไม่มีการบรรลุมรรคญาณผลญาณและพระนิพพานได้ ด้วยเหตุนี้ความอดทนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติวิปัสสนา จริงอยู่ นับว่าเป็นการอดทนอย่างมาก ที่ต้องประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา เช่นความรู้สึกตึง แน่น ความรู้สึกร้อน ความรู้สึกเจ็บปวด และความรู้สึกอื่นๆในตัวผู้ปฏิบัติ ความรู้สึกเหล่านี้นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะอดทนได้ แต่ผู้ปฏิบัติก็ไม่ควรเลิกการกำหนดรู้ทุกขเวทนา หรือแม้แต่เปลี่ยนท่านั่งในขณะปฏิบัติกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติควรอดทนกำหนดทุกขเวทนาไปโดยกำหนดว่า ตึงหนอๆ ร้อนหนอๆ ในที่สุดทุกขเวทนาทั้งหลายจะค่อยๆทุเราเบาบางลงไป ขอเพียงให้ผู้ปฏิบัติ อดทนกำหนดทุกขเวทนาต่อไปเรื่อยๆ เมื่อสมาธิดีแก่กล้าแล้ว แม้แต่ทุกขเวทนาที่รุนแรงก็จะค่อยๆหายไปเอง แล้วผู้ปฏิบัติก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป

แน่นอนที่สุด ถ้าผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องเปลี่ยนท่านั่ง ในกรณีที่ทุกขเวทนาไม่หาย แม้ผู้ปฏิบัติได้กำหนดเป็นเวลานานแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งผู้ปฏิบัติ อดทนต่อทุกขเวทนาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติ ก็ต้องกำหนดต้นจิตว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆ ถ้ายกมือขึ้น ก็กำหนดว่า ยกหนอๆๆ  ถ้าเหยียดมือหรือแขนออกไปก็กำหนดว่า เหยียดหนอๆๆ ควรเหยียดอย่างช้าๆ พร้อมกับกำหนดว่า ยกหนอๆๆ เหยียดหนอๆๆ ถูกหนอๆๆ เป็นต้น ถ้าเอนตัวไปก็กำหนด เอนหนอๆๆ  ถ้าเท้ายกขึ้นก็กำหนดว่า ยกหนอๆๆ ถ้าเท้าเคลื่อนไหวไปก็กำหนดว่า เคลื่อนหนอๆๆ ถ้าเท้าตกลงไปก็กำหนดว่า ตกหนอๆๆ แต่ถ้าไม่มีสภาวะอื่นแทรกซ้อนผิดปกติธรรมดาก็ให้ผู้ปฏิบัติกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป

        การกำหนดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องไม่มีการหยุดพักการกำหนดในระหว่าง เพราะว่าอาการกำหนดก่อนและการกำหนดทีหลังต้องต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย สภาวะของสมาธิแรกกับสมาธิหลัง ก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน สภาวะของปัญญาแรกกับปัญญาหลัง เป็นปัจจัยหนุนเนื่องซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ลำดับขั้นที่ต่อเนื่องกันสูงขึ้น ก็จะแก่กล้าขึ้นในจิตใจของโยคี โยคีผู้ปฏิบัติจะบรรลุมรรคญาณและผลญาณได้ ก็โดยการรวมกำลังของศีลสมาธิปัญญา

      กระบวนการของวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็เช่นเดียวกับการก่อไฟ คือต้องเอาไม้สองท่อนมารวมกันแล้วสีไฟโดยใช้กำลังมาก และไม่หยุดหย่อนในระหว่างจนกระทั้งว่า ความร้อนได้ที่ หรือเมื่อเปลวไฟลุกขึ้น ในทำนองเดียวกันในการกำหนดวิปัสสนากรรมฐานนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนดติดต่อ ไม่หยุดหย่อนในระหว่าง ไม่หยุดพักผ่อน ไม่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ผู้ปฏิบัติจะต้องกำหนดรู้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีอาการคันเกิดขึ้นในระหว่าง โยคีมีความประสงค์ที่จะเกา เพราะว่ามันอดทนได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้โยคีจะต้องกำหนดทั้งสองสภาวะ คือความรู้สึกคันและใจที่อยากจะเกา ไม่ใช่ว่าพอมีอาการคันก็เกาทันที ถ้าผู้ปฏิบัติมุ่งกำหนดต่อไปอย่างบากบันอดทน โดยทั่วไปอาการคันก็จะค่อยๆหายจางหายไป เมื่ออาการคันหายไปแล้ว ผู้ปฏิบัติก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป ถ้าหากว่าอาการคันไม่ได้หายไป ผู้ปฏิบัติก็ต้องเกามันให้หายคันเป็นธรรมดา แต่ก่อนอื่นผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดว่า อยากเกาหนอๆๆ ถ้าผู้ปฏิบัติกำลังเกา ก็กำหนดว่า เกาหนอๆ สภาวะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในขณะที่โยคีกำลังเกาที่คันอยู่ ก็ควรกำหนดรู้อาการ โดยเฉพาะเวลามือแตะก็ควรกำหนดว่า แตะหนอๆๆ เกาหนอๆๆ เป็นต้น แล้วก็ค่อยกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป ทุกเวลาที่ผู้ปฏิบัติเปลี่ยนท่า ก็ต้องกำหนดรู้ต้นจิตก่อนว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆ แล้วก็กำหนดอาการเคลื่อนไหวทุกๆอย่างติดต่อกันไป เช่นเวลาลุกขึ้นจากท่านั่งก็กำหนดว่าลุกหนอๆๆ เวลายกแขนขึ้นก็กำหนดว่า ยกหนอๆๆ เวลาแขนเคลื่อนไหวก็กำหนดเคลื่อนหนอๆๆ เวลาเหยียดแขนออกไปก็กำหนดว่าเหยียดหนอๆๆ ในขณะที่ผู้ปฏิบัติเปลี่ยนอิริยาบถ ก็ให้กำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นด้วย เช่นร่างกายเอนไปข้างหน้า ก็ให้กำหนดว่า เอนหนอๆ ขณะที่ลุกขึ้นรู้สึกว่าตัวเบา ก็ให้กำหนดว่า เบาหนอๆ ผู้ปฏิบัติควรกำหนดลุกหนอๆอย่างช้าๆ โยคีผู้ปฏิบัติควรทำตัวเหมือนคนอ่อนแอ คนเจ็บไข้ คนป่วย คนมีสภาพร่างกายปกติ จะลุกขึ้นก็ลุกขึ้นโดยง่าย รวดเร็วคล่องตัว อันบุคคลผู้ลุกขึ้นอย่างช้าๆค่อยๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเจ็บไข้ไร้พละกำลังเสมอไป เหมือนกับกรณีคนทนทุกข์เพราะเจ็บหลัง ก็ต้องลุกขึ้นอย่างช้า ด้วยเกรงว่าหลังจะเจ็บและเป็นเหตุให้ปวดเจ็บ โยคีผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เช่นเดียวกัน เมื่อจะเปลี่ยนท่าก็ต้องเปลี่ยนอย่างค่อยๆ ช้าๆ และเปลี่ยนอย่างมีสติ สมาธิและวิปัสสนาปัญญาจึงจะแก่กล้า ดังนั้นจึงต้องเริ่มกำหนดอาการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เมื่อลุกขึ้นโยคีต้องลุกขึ้นอย่างช้าๆ เหมือนกับคนเจ็บไข้ ในเวลาเดียวกันก็กำหนดว่า ลุกหนอๆๆ

ไม่ใช่แต่เพียงเท่านี้ แม้แต่ตาเห็นรูป ผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติเหมือนกับว่าไม่ได้เห็น เมื่อหูได้ยินเสียงก็เช่นเดียวกัน คือผู้ปฏิบัติจะต้องทำเหมือนว่าหูหนวก ดังนั้นในกรณีที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ความใส่ใจของผู้ปฏิบัติก็คือต้องกำหนดรู้เท่านั้น ผู้ปฏิบัติจะได้เห็นได้ยินอะไรก็ตาม ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะไปสนใจดู สนใจฟัง หรือไม่ว่าจะเป็นสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจก็ตาม ที่ผู้ปฏิบัติได้เห็นได้ยิน ก็ต้องปฏิบัติเหมือนกับว่า ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน ต้องกำหนดอย่างตั้งใจเท่านั้น เมื่อเคลื่อนไหวร่างกาย โยคีควรเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เหมือนกับว่าเป็นคนอ่อนกำลัง เป็นคนเจ็บไข้ เช่นเหยียดแขนขา ก็เหยียดช้าๆ คู้เหยียดแขนขาอย่างช้าๆ ก้มศีรษะลง เงยศีรษะขึ้นอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวทุกอย่างทั้งหมด โยคีจะต้องทำอย่างช้าๆ แม้เมื่อลุกขึ้นจากที่นั่ง โยคีก็ต้องค่อยๆลุกขึ้น โดยกำหนดว่า ลุกหนอๆๆ  เมื่อทำตัวให้ตรง ยืนขึ้นก็ให้กำหนดว่า ยืนหนอๆๆ เมื่อมองดูที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง ก็กำหนดว่ามองหนอๆๆ เห็นหนอๆๆ และเมื่อเดินไปก็ให้กำหนดที่เท้าที่ก้าวไป ไม่ว่าจะก้าวเท้าข้างขวาไป หรือก้าวเท้าข้างซ้ายไปก็ตาม โยคีจะต้องมีความรู้สึกทุกๆการเคลื่อนไหวที่เนื่องด้วยกัน ตั้งแต่ยกเท้าขึ้นไปจนถึงเหยียบเท้าลงไป กำหนดรู้เท้าแต่ละเท้าที่ก้าวไป ไม่ว่าจะเป็นเท้าข้างขวาหรือเท้าข้างซ้ายก็ตาม นี้เรียกว่าวิธีการกำหนดเมื่อผู้ปฏิบัติเดินเร็ว  

       ถ้าโยคีปฏิบัติได้เช่นที่กล่าวมานี้  ก็นับว่าเป็นการเพียงพอ เมื่อโยคีเดินไวๆ หรือเดินทางไกล แต่เมื่อเดินช้าๆหรือเดินจงกรม โยคีก็ควรกำหนดการเคลื่อนไหว  ๓ ระยะในแต่ละก้าวคือ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ แต่ถ้ากำหนดตอนแรกก็ให้กำหนด ยกหนอ เหยียบหนอ โยคีจะต้องกำหนดรู้อย่างเท่าทัน ขณะที่เท้ายกขึ้น เช่นเดียวกันขณะที่เท้าเหยียบลง ก็ต้องกำหนดรู้ตามความเป็นจริง ถึงสภาวะที่เท้าหนักในขณะเหยียบลง โดยกำหนดว่า หนักหนอๆๆ โยคีจะต้องเดินไปโดยกำหนดว่ายกหนอ เหยียบหนอ ในการเดินก้าวไปแต่ละก้าว การกำหนดเช่นนี้จะกำหนดง่ายขึ้นหลังจาก ๒ วันไปแล้ว เมื่อโยคีมุ่งกำหนดการเคลื่อนไหว ๓ ระยะตามที่อธิบายแล้วว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ในการเริ่มต้นการกำหนดการเคลื่อนไหว   ระยะที่ ๑ หรือระยะที่ ๒ เท่านั้นก็เป็นการเพียงพอ  คือขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ในเวลาที่เดินไวและที่เดินช้าๆ ก็ให้กำหนดว่า ยกหนอ เหยียบหนอ ถ้าเมื่อเดินไปอย่างนั้น ผู้ปฏิบัติต้องการที่จะนั่งก็ให้กำหนดต้นจิตว่า อยากนั่งหนอ ๆๆ เมื่อจะนั่งลงถ้าเกิดตัวมีอาการหนัก ขณะย่อลงก็ให้กำหนดว่า หนักหนอ ๆๆ อย่างตั้งใจ  เมื่อผู้ปฏิบัตินั่งลงก็ให้กำหนดอาการเคลื่อนไหวทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในการจัดเท้าจัดแขน เมื่อมีการเคลื่อนไหวใด ๆ คือเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ร่างกายอยู่ในภาวะปกติ  ก็ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดพองหนอ ยุบหนอต่อไป  ขณะที่กำหนดอาการอารมณ์หลักอยู่นั้น ถ้าแขนขาเกิดอาการตึงและเกิดความรู้สึกร้อนอวัยวะบางส่วนของร่างกาย ก็ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดว่า ตึงหนอๆๆ ร้อนหนอๆๆ แล้วก็กลับมากำหนด พองหนอ ยุบหนอ ขณะที่กำหนด พองหนอยุบหนออยู่นั้น  ถ้าเกิดอยากนอนลงก็ให้กำหนดว่า อยากนอนหนอ ๆๆ ตลอดถึงการเคลื่อนไหวของเท้า แขน ขณะที่ผู้ปฏิบัตินอนลงก็ควรกำหนดไปด้วย  การยกแขนขึ้นก็ดี การยืดแขนออกก็ดี การวางศอกลงที่พื้นก็ดี  การก้มลงก็ดี การงอขาก็ดี การเอียงตัวไปก็ดี ซึ่งเป็นอาการที่ผู้ปฏิบัติเตรียมนอนลงอย่างช้า ๆ ก็ควรกำหนดรู้ทุกอย่างโดยการกำหนดว่า ยกหนอๆๆ ยืดหนอๆๆ วางหนอๆๆ ก้มหนอๆๆ เป็นต้น การกำหนดอาการที่ผู้ปฏิบัตินอนลงนั้น เป็นสิ่งสำคัญ ในอิริยาบถนอนนี้ผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุมรรคญาณและผลญาณได้ เมื่อสมาธิและญาณแก่กล้าก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ชั่วขณะคู้แขนหรือชั่วขณะเหยียดแขน มรรคญาณ ผลญาณก็สามารถเกิดขึ้นได้ เหมือนกับการบรรลุเป็นพระอรหันต์ของพระอานันทเถระ

       พระอานันทเถระเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างหนักเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ตลอดคืนในตอนเย็นของวันปฐมสังคายนา  ท่านปฏิบัติกายคตาสติตลอดคืน โดยกำหนดย่างก้าวแต่ละก้าวว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ  และกำหนดสภาวะที่เกิดขึ้นแต่ละอย่าง  กำหนดต้นจิตก่อนเดิน กำหนดอาการเคลื่อนไหวของกายทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในเวลาเดินจงกรม   แม้ว่าการปฏิบัติกรรมฐานได้ดำเนินมาถึงเวลาใกล้รุ่งอรุณแล้วก็ตาม  ท่านพระอานันทเถระก็ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ทราบว่าท่านพระอานันทเถระได้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยการจงกรมมากและเพื่อที่จะทำให้สมาธิกับวิริยะเสมอกัน ท่านจึงได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรม ฐานในท่านอนชั่วขณะหนึ่ง  โดยท่านได้เข้าไปในห้องนอน  ท่านได้นั่งลงบนที่นอนและเอนตัวลงนอน  ขณะที่ท่านปฏิบัติอยู่อย่างนั้นก็กำหนดว่า นอนหนอ ๆ  แล้วในที่สุดท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ในทันทีทันใด  ท่านพระอานันทเถระได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันก่อนที่จะเอนตัวลงถูกพื้น  ท่านได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคามี และเป็นพระอรหันต์  ได้ทราบว่าความเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามีและพระอรหันต์  เกิดขึ้นมาติด ๆ กันชั่วขณะเดียว  

       ดังนั้นขอให้ระลึกถึงการบรรลุถึงพระอรหันต์ของท่านพระอานันทเถระเป็นตัวอย่าง  ซึ่งการบรรลุเกิดขึ้นชั่วขณะเดียวกัน  ไม่ได้ใช้เวลายาวนานแต่อย่างใด  เพราะเหตุนี้โยคีจึงควรกำหนดด้วยความพากเพียรตลอดเวลา  ไม่ควรลดหย่อนในการกำหนดโดยคิดว่า มีการพลั้ง เผลอเล็กน้อยบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก  การเคลื่อนไหวทุกอย่างที่ปรากฏในระหว่างการนอน ตลอดถึงการจัดแจงแขน เท้า ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดอย่างตั้งใจไม่หยุดหย่อน  ถ้าไม่มีอาการเคลื่อนไหวใด ๆ ร่างกายอยู่ในภาวะปกติ  ก็ให้ผู้ปฏิบัติกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  แม้ว่ามันเป็นเวลาดึกดื่นได้เวลานอนหลับแล้วก็ตาม  โยคีก็ไม่ควรขึ้นไปนอนโดยหยุดพักการปฏิบัติ  แท้ที่จริงโยคีควรเจริญสติปัฏฐานอย่างาตั้งอกตั้งใจจริง ๆ อย่างกับว่าจะยกเลิกการหลับนอนเลยทีเดียว  และควรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนกระทั่งหลับไป  ถ้าการปฏิบัติกรรมฐานก้าวหน้าดี ผลการปฏิบัติก็จะสูงขึ้น  ผู้ปฏิบัติก็จะไม่ง่วงเหงาหาวนอน  อีกประการหนึ่งถ้าความง่วงเหงาหาวนอนมีกำลังส่งสูงขึ้น  ผู้ปฏิบัติก็จะหลับไปเอง  แต่เมื่อผู้ปฏิบัติรู้สึกง่วงควรกำหนดว่า ง่วงหนอ ๆ ถ้าหากหนังตาหย่อนลง ก็ให้กำหนดว่า หย่อนหนอ ๆ  แต่ถ้าหากหลังตาหนักก็ให้กำหนดว่า หนักหนอ ๆ  หรือรู้สึกเจ็บปวดตาก็ให้กำหนดว่า เจ็บหนอ ๆ  โดยการกำหนดเช่นนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนก็จะจางหายไป  ตาก็จะกลับแจ่มใสขึ้นดังเดิม  โยคีควรกำหนดด้วยว่า แจ่มใสหนอ ๆ หรือ แจ้งใสหนอ ๆ  แล้วก็มุ่งกำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  อย่างไรก็ดีโยคีต้องมุ่งกำหนดวิปัสสนากรรมฐานอย่างบากบั่น ถ้าหากความง่วงเหงาหาวนอนจริง ๆ เกิดขึ้นในระหว่าง  โยคีก็จะหลับไปเองหรือหลับไม่ยาก  ความจริงหลับง่ายถ้าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในท่านอนก็จะค่อย ๆ ม่อยหลับในที่สุด  ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติใหม่ไม่ควรกำหนดกรรมฐานส่วนมากในท่านอนกำหนด  แต่ควรกำหนดกรรมฐานให้มากในอิริยาบถนั่งและอิริยาบถเดินจงกรม  แต่ถ้ามันเป็นเวลาดึกดื่นแล้ว  ได้เวลานอนก็ควรกำหนดกรรมฐานในท่านอน  โดยกำหนดอาการพองยุบของท้อง  แล้วในที่สุดก็จะหลับไปตามธรรมชาติ  เวลาที่ผู้ปฏิบัติหลับไปนั้นถือว่าเป็นเวลาพักผ่อนของโยคีผู้ปฏิบัติ  แต่จริง ๆ แล้วสำหรับโยคีผู้ปฏิบัติแบบเอาจริงเอาจังก็จะกำหนดเวลานอนเพียง ๔ ชั่วโมงเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเวลาเที่ยงคืนนี้ไว้  เวลา ๔ ชั่วโมงนับว่าเป็นเวลาเพียงพอแล้ว  ถ้าผู้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคิดว่า เวลา ๔ ชั่วโมง ไม่เพียงพอแก่ความต้องการของสุขภาพ ก็อาจจะเพิ่มเป็น ๕ ชั่วโมงหรือ ๖ ชั่วโมง  ก็นับว่าเหมาะสมและเพียงพอแก่ความต้องการของสุขภาพแล้ว  เมื่อใดก็ตามเมื่อโยคีผู้ปฏิบัติตื่นขึ้นมา  เมื่อนั้นก็ควรกำหนดต่อไป  โยคีผู้มุ่งหวังบรรลุมรรคญาณ ผลญาณจริง ๆ ก็ควรพักจากการกำหนดกรรมฐานเฉพาะในเวลาที่หลับไปเท่านั้น  เวลาอื่นชั่วขณะที่ตื่นขึ้นมาก็ควรจะกำหนดอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนผ่อนพัก  เพราะเหตุนั้น ขณะที่โยคีตื่นขึ้นมาในทันทีก็ควรกำหนดสภาวะจิตที่ตื่นขึ้นมาว่า ตื่นหนอ ๆ  แต่ถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติไม่สามารถกำหนดรู้สภาวะจิตที่พึ่งตื่นได้ทันทีพอดี  ก็ควรเริ่มกำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  ถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจลุกขึ้นจากเตียงนอน ก็ควรกำหนดว่า ตั้งใจลุกหนอ ๆ แล้วก็มุ่งกำหนดการเปลี่ยนแปลงอาการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในร่างกายอย่างเวลาที่ผู้ปฏิบัติกำหนดในการจัดแขนจัดขา เมื่อผู้ปฏิบัติยกศีรษะขึ้น ก็ให้กำหนดว่า ยกหนอ ๆ  เมื่อลุกขึ้นก็ให้กำหนดว่า ลุกหนอ ๆ  เมื่อลุกนั่งก็ให้กำหนดว่า นั่งหนอ ๆ  ถ้าผู้ปฏิบัติจัดการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตาม ก็ให้กำหนดทุกอย่างเหมือนกับเวลาที่กำหนดในการจัดแขนขา  ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นใด ๆ มีแต่อาการนั่งอย่างสงบ  ผู้ปฏิบัติก็ควรกลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  ผู้ปฏิบัติควรกำหนดเช่นเดียวกันในเวลาล้างหน้าและเวลาอาบน้ำ  แม้ว่าอาการเคลื่อนไหวทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเวลาล้างหน้าและอาบน้ำจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างเร่งรีบก็ตาม  แต่โยคีผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดอาการเคลื่อนไหวทุกอย่างที่สามารถกำหนดได้  เวลาแต่งตัวก็ดี เวลาจัดเตียงนอนให้เรียบร้อยก็ดี  เวลาเปิดประตูปิดประตูก็ดี ผู้ปฏิบัติควรกำหนดทุกอย่างอย่างตั้งใจเท่าที่เป็นไปได้   เมื่อผู้ปฏิบัติรับประทานอาหาร ขณะมองดูโต๊ะอาหารก็ควรกำหนดว่า มองหนอ เห็นหนอ ๆ  เมื่อผู้ปฏิบัติเอื้อมมือไปที่อาหาร ก็กำหนดว่า เอื้อมหนอ  มือแตะอาหารก็กำหนดว่า แตะหนอ ๆ  รวบรวมอาหารมาจัดเตรียมก็กำหนดว่า รวบรวมหนอ จัดหนอ ๆ  นำอาหารใส่ปากก็กำหนดว่า มาหนอ ๆ  ก้มศีรษะนำอาหารใส่ปากก็กำหนดว่า ก้มหนอ ใส่หนอ วางมือก็ให้กำหนดว่า วางหนอ เงยศีรษะขึ้นก็ให้กำหนดว่า เงยหนอ  สรุปก็คือควรกำหนดทุกสภาวะให้เท่าทันตามสมควร  วิธีการกำหนดนี้เป็นไปตามวิธีการรับประทานอาหารของชาวพม่า  โยคีที่ใช้ช้อนส้อม ตะเกียบก็ควรกำหนดอาการเคลื่อนไหวในลักษณะท่าทางที่เหมาะสม  เมื่อโยคีเคี้ยวอาหารก็กำหนดว่า เคี้ยวหนอ ๆ  เมื่อรู้รสอาหารก็กำหนดว่า รู้หนอ ๆ  เมื่อโยคีชอบใจรสอาหารก็กำหนดว่า ชอบใจหนอ ๆ  เมื่อกลืนอาหารลงไปในลำคอก็กำหนดว่า กลืนหนอ ๆ   สรุปก็คือโยคีควรกำหนดทุกสภาวะที่เกิดขึ้น นี้เป็นวิธีการกำหนดที่ควรกำหนดในเวลารับประทานอาหารแต่ละคำข้าว   ขณะที่โยคีรับประทานแกงก็เช่นเดียวกัน ทุกๆอาการเคลื่อนไหวที่เกิดมีขึ้น เช่นการเอื้อมมือก็ให้กำหนดว่า เอื้อมหนอ  จับช้อนก็ให้กำหนดว่าจับหนอ เวลาตักก็กำหนดว่า ตักหนอ เป็นต้น  อาการเคลื่อนไหวสภาวะทุกอย่างโยคีควรกำหนดทั้งนั้น  ความจริงการกำหนดเช่นนี้ในเวลารับประทานอาหารค่อนข้างจะยุ่งยาก เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่จะต้องคอยสังเกตและกำหนด  โยคีผู้เริ่มปฏิบัติอาจเป็นไปได้ที่จะพลาดพลั้งหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรกำหนด  แต่ถึงอย่างไรก็ควรตั้งใจกำหนดอาการทุกสภาวะ  แน่นอนล่ะ ถ้าผู้ปฏิบัติเผอเรอขาดสติไปก็ไม่สามารถที่จะกำหนดได้เลย  แต่ถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติมีสมาธิแก่กล้าก็จะสามารถกำหนดทุกสภาวะที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที  อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าได้อรรถาธิบายมาหลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อให้โยคีทั้งหลายได้กำหนดรู้  แต่เมื่อสรุปแล้วก็มีบางอย่างบางสิ่งที่จะต้องกำหนดเพิ่มเติมกล่าวคือ เมื่อโยคีเดินไว ๆ พึงกำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ซ้ายหนอ ขวาหนอ  ในกรณีที่เดินช้า ๆ ให้กำหนดว่า ยกหนอ เหยียบหนอ  ถ้านั่งลงอย่างสงบแล้วก็ให้กำหนดอาการพองยุบของท้อง  ในเวลานอนก็เช่นเดียวกัน ให้กำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ  ถ้าไม่มีสภาวะอันใดเป็นการเฉพาะที่จะต้องกำหนด  ในเวลาที่กำหนดอาการพองยุบอยู่นั้น ถ้าเกิดว่าใจฟุ้งซ่าน ให้กำหนดว่า ฟุ้งหนอ และก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  เมื่อเกิดความรู้สึกตึงก็ให้กำหนดว่า ตึงหนอ ปวดหนอ  ให้กำหนดว่าเจ็บหนอ ปวดหนอ  อาการคันก็ให้กำหนดว่า คันหนอ  แล้วก็กลับคืนมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  แม้เมื่อเกิดอาการงอแขนขาก็ให้กำหนดว่า งอหนอ คู้หนอ  เหยียดแขนขาก็ให้กำหนดว่า เหยียดหนอ  เคลื่อนไหวแขนขาก็ให้กำหนดว่า เคลื่อนหนอ  โค้งศีรษะก็ให้กำหนดว่า โค้งหนอ  ถ้าเงยศีรษะขึ้นก็ให้กำหนดว่า เงยหนอถ้าเอนตัวไปข้างหน้าก็กำหนดว่า เอนหนอ  ตัวตรงก็ให้กำหนดว่า ตรงหนอ แล้วก็กลับมากำหนดอาการพองยุบของท้องต่อไป  ถ้าโยคีมุ่งกำหนดอาการดังที่กล่าวมานั้นจะสามารถกำหนดสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้มากขึ้นโดยลำดับ  ในช่วงที่ปฏิบัติใหม่ ๆ จิตใจของโยคีก็จะฟุ้งไปที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง  จนลืมการกำหนดสภาวะต่าง ๆ แต่โยคีก็ไม่ควรท้อถอย ทุกคนที่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากที่คล้าย ๆ กันนี้  แต่ถ้าหากโยคีปฏิบัติมากขึ้นก็จะสามารถกำหนดรู้อาการที่คิดฟุ้งซ่านได้ทุกขณะ  จนในที่สุดกระทั่งว่าจิตใจไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหนอีกเลย  จิตใจอยู่ตรึงแน่นกับอารมณ์กรรมฐาน  อาการที่จิตมีสติได้กำหนดรู้เท่าทันอารมณ์กรรมฐาน เช่น รู้เท่าทันอาการพองยุบของท้อง กล่าวคือ อาการพองของท้องจะเกิดขึ้นพร้อมกับอาการที่จิตกำหนดรู้  อาการยุบของท้องก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับจิตที่รู้อาการยุบของท้อง  รูปารมณ์กับสภาวะจิตที่กำหนดรู้เกิดขึ้นพร้อมกันคล้ายเป็นคู่ แต่ในการเกิดขึ้นพร้อมกันนี้ไม่มี สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา รวมอยู่ด้วยเลย  มีแต่รูปกับนามเท่านั้น  ในเวลาปฏิบัติโยคีก็จะได้ประสบพบเห็นสภาวะเหล่านี้ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงเฉพาะผู้ปฏิบัติเอง  ขณะที่โยคีกำหนดอาการพองยุบของท้องอยู่นั้น  ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าอาการพองขึ้นของท้องเป็นรูป และใจที่กำหนดรู้อาการพองขึ้นของท้องนั้นเป็นนาม  อาการยุบของท้องก็ดุจเดียวกัน กล่าวคือ อาการยุบลงของท้องเป็นรูป และใจที่กำหนดรู้อาการยุบของท้องเป็นนาม   ดังนั้นโยคีก็จะรู้ชัดแจ้งถึงการเกิดขึ้นพร้อมกันในคู่ของสภาวะรูปนามเหล่านี้  ในการกำหนดทุกครั้งโยคีก็จะทราบชัดอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า มีเพียงรูปนามเท่านั้นซึ่งเป็นอารมณ์ของความรู้  และนามเป็นผู้กำหนดอารมณ์นั้น ความรู้ที่แยกแยะนามรูปออกจากกันได้นี้ เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ ซึ่งเป็นปัญญาเบื้องต้นของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้บรรลุญาณนี้อย่างถูกต้องความรู้ในนามรูปปริจเฉทญาณนี้จะเป็นผลสำเร็จก็ต่อเมื่อโยคีกำหนดสืบต่อกันไปจนสามารถรู้โดยแยกแยะเหตุและผลของนามรูปได้  ซึ่งความรู้ชนิดนี้เรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณ  ขณะที่โยคีมุ่งกำหนดอยู่นั้นก็จะพบเห็นด้วยตนเองว่า  สภาวะที่เกิดขึ้นดับไปชั่วขณะ ๆ  คนสามัญธรรมดาจะทึกทักเอาว่า สภาวะที่ปรากฏทางรูปนามสืบต่อคงทนตลอดชีวิต  กล่าวคือ จากความเป็นหนุ่มไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ในความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่  และก็ไม่มีสภาวะที่ปรากฏชนิดใด ๆ เลยที่อยู่ยงคงกระพันนิรันดร์กาล  สภาวะที่ปรากฏทุกอย่างทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งว่า ไม่ได้คงที่อยู่แม้ชั่วขณะการกระพริบตา  โยคีจะรู้ชัดถึงความจริงนี้ด้วยตนเองขณะที่มุ่งกำหนดต่อไป และก็จะมีความมั่นใจในความเป็นอนิจจังของสภาวะปรากฏเช่นนั้นทั้งหมด  ความมั่นใจแน่แน่วเช่นนี้เรียกว่า อนิจจานุปัสสนาญาณ  ญาณนี้ก็จะทำให้ทุกขานุปัสสนาญาณเป็นผลต่อเนื่องกัน  ซึ่งเป็นญาณที่ทราบชัดว่า ความเป็นอนิจจังนี้ทั้งหมดก็คือสภาวะที่ทนอยู่อย่างเดิมไม่ได้  โยคีดูเหมือนว่าจะเผชิญกับความยุ่งยากลำบากมาทุกชนิดในชีวิตเช่นกัน  ซึ่งมันเป็นที่รวมลงแห่งกองทุกข์ทั้งมวล  นี้เรียกว่า ทุกขานุปัสสนาญาณเช่นเดียวกัน  ต่อมาโยคีก็จะมีความแน่ใจว่า สภาวะที่ปรากฏทางนามรูปเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย  โดยเป็นไปตามความปรารถนาของผู้ใดผู้หนึ่งก็หาไม่  และจะบ่งบอกว่าใครเป็นผู้คอยควบคุมบงการก็หาได้ไม่เช่นเดียวกัน  แท้ที่จริงสภาวะที่ปรากฏทั้งหมดนั้นล้วนเป็นอนัตตา  ความรู้แจ่มแจ้งเช่นนี้เรียกว่า อนัตตานุปัสสนาญาณ  ขณะที่โยคีมุ่งกำหนดวิปัสสนากรรมฐานต่อไป  เมื่อได้รู้ชัดอย่างไม่หวั่นใจสงสัยว่า  สภาวะที่ปรากฏเหล่านี้ทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะบรรลุนิพพานซึ่งเป็นสภาวะที่อดีตพระพุทธเจ้า พระอรหันต์และพระอริยสาวกทั้งหลายได้ทรงรู้แจ้งแล้ว  โดยการเจริญสติปัฏฐาน  ผู้เป็นโยคีนักปฏิบัติทุกท่านควรทำไว้ในใจว่า ขณะนี้ตนเองกำลังอยู่บนเส้นทางสติปัฏฐาน  บนทางสายนี้เท่านั้นที่จะทำให้ความประสงค์ที่จะบรรลุมรรคญาณ ผลญาณนิพพานธรรม  และความสุกงอมของบารมีของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสมบูรณ์บริบูรณ์ได้  นักปฏิบัติทั้งหลายจึงควรรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มาเจริญสติปัฏฐาน  และได้มาประสบพบเห็นอริยสมาธิและวิปัสสนาญาณที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยสาวกทั้งหลายได้ทรงประสบพบเห็นมาแล้ว  และก็เป็นสภาวะที่ท่านทั้งหลายเหล่านี้มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อนเลย  นับว่าเป็นเวลาไม่นานนักก่อนที่โยคีทั้งหลายจะได้ประสบพบเห็นมรรคญาณผลญาณนิพพานธรรมด้วยตนเอง  ดุจดังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยสาวกทั้งหลายได้ทรงประสบพบเห็นมาแล้ว  ความจริงผู้ปฏิบัติอาจจะบรรลุมรรคญาณผลญาณในระยะของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียง ๑ เดือน ๒๐ วัน หรือ ๑๕ วันเท่านั้น  สำหรับบุคคลผู้มีบารมีแก่กล้าก็จงยกไว้เถิด  อาจจะบรรลุธรรมเหล่านี้แม้ภายใน๗วัน                

           ดังนั้น โยคีผู้ปฏิบัติควรมีความพอใจไม่หวั่นไหวโดยเชื่อว่า จะต้องบรรลุธรรมเหล่านี้ตามเวลาที่ระบุข้างบนแน่  และเมื่อบรรลุธรรมเหล่านั้นแล้วก็จะละสักกายทิฏฐิ ความเข้าใจผิดว่ามีตัวตน และวิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจเสียได้ และพระธรรมก็จะรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ไปเกิดในอบายภูมิ  ขอให้โยคีจงมีศรัทธาควรมุ่งมั่นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของตนต่อไป  ขอให้ผู้ปฏิบัติทุกท่านจงมีความสามารถปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ดี  จงบรรลุพระนิพพานอย่างเร็วพลัน ดุจดังพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลาย พระอริยสาวกทั้งหลายที่ได้ทรงบรรลุแล้วด้วยเถิด  สาธุ ๆ ๆ

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view