เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 02/01/2017
สถิติผู้เข้าชม 376,173
Page Views 498,884
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิธีเจริญวิปัสสนา (แบบพองยุบ)

วิธีเจริญวิปัสสนา (แบบพองยุบ)

แนวทางการเจริญวิปัสสนา (แบบพองหนอ ยุบหนอ)

         การเจริญสติปัฏฐาน(แนวพองยุบ) การเจริญสติปัฏฐาน หรือการเจริญวิปัสสนาแนวพองยุบ เป็นเทคนิควิธีการหนึ่ง ที่มีต้น แบบของการปฏิบัติมาจากท่านพระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ) โดยยึดหลักการเจริญสติปัฏฐานที่ พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ท่านเป็นพระที่เชี่ยวชาญทั้งด้าน ปฏิบัติและ ปริยัติ เป็นวิปัสสนาจารย์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย มีสำนัก ปฏิบัติในประเทศพม่าไม่ต่ำกว่า ๓๐๐แห่ง และอีกมากมายในประ เทศอื่นๆ ด้านปริยัติท่านได้รับตำแหน่งผู้ตั้งปุจฉาในการสังคายนา พระไตรปิฎกครั้งที่๖ ของประเทศพม่า ท่านมรณภาพแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๒๔


       วิธีการปฏิบัติที่จะกล่าวถึง เป็นการปฏิบัติแบบเข้าสำนัก ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อได้เรียนรู้เทคนิควิธีการโดยละเอียด ด้วยประสพการณ์ของผู้ปฏิบัติ(ต่อไปจะเรียกว่า โยคี ซึ่ง แปลว่า ผู้เพ่งเพียรเผากิเลส มิได้หมายถึงโยคีแบบฤาษีชีไพร)ก็ควรนำมา ประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากน้อยตามควรแก่โอกาสในฐานะที่เป็นฆราวาสเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันพร้อมกับเป็น การ สั่งสมไว้เป็นนิสสัย เพื่อการปฏิบัติในขั้นอุกฤตต่อไปตามแต่โอกาส จะอำนวยเริ่มต้นเมื่อโยคีได้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ และสำนัก ที่เป็นที่สัปปายะ(เหมาะสมกับจริตของตน) พยายามสะสางการ งาน และฝากฝังธุระทั้งหลายไว้กับใครสักคน ตัดปลิโพธ คือ ความกังวลใจต่างๆให้ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการงานที่ทำงาน และความรับผิดชอบที่บ้าน ตัดเล็บมือเล็บเท้า โกนหนวด ตัดผม อาจชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์อย่างจริงจังสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็น การเตรียมตัวก่อนเข้าปฏิบัติ ไม่ตั้งเจตนาในการปฏิบัติโดยการ คาดหวังว่าจะได้เห็นโน่นเห็นนี่ หรือหวังว่าจะต้องได้เห็นสภาวะดี ขึ้นกว่าที่เคยปฏิบัติมาแล้ว แต่ทำใจให้สบายๆ โดยอาจคิดว่าการ ปฏิบัติคือการเจริญมหากุศล เป็นการบูชาคุณพระพุทธองค์ตาม ที่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาที่พระพุทธ องค์สรรเสริญที่สุด แล้วจึงถวายตัวกับอาจารย์ เพื่อให้ท่านได้สั่ง สอนสมาทานศีลห้าหรือศีล๘ถวายตัวกับพระรัตตนตรัยเจริญมรณุสติสักห้าหรือสิบนาทีเจริญอสุภะกรรมฐานสักห้าหรือสิบนาทีเจริญเมตตากรรมฐานสักห้าหรือสิบนาที การปฏิบัติในแนว "พองหนอ ยุบหนอ " จะเน้นมากเรื่องความต่อเนื่องของการกำหนดรู้ ตามหลักฐานที่มีมาในตอนท้ายว่าด้วยอานิสงค์ของการเจริญสติปัฏฐานว่า "ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใด อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็น พระอนาคามี ๑ ฯ" ข้อนี้ท่านกล่าวเป็นอย่างเร็วที่สุด แต่อย่างช้าที่สุดก็ต้องต่อเนื่องจริงๆถึง๗ปีตามพระสูตรดังนั้นเราจะต้องกำหนดรู้อย่างละเอียดตลอดทั้งวันตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่ตื่นนอน จนกระทั่งความรู้สึกสุดท้ายก่อนจะหลับไป โดยทั่วไปก็ประมาณวันละ ๑๘ถึง๒๐ ชั่วโมง การปฎิบัติแนวพองยุบ จะมีการกำหนด แบ่งเป็น ๓ ส่วนหลักๆ คือการกำหนดอิริยาบทใหญ่ ได้แก่ การยืน เดิน(จงกรม) นั่ง นอนการกำหนดอิริยาบทย่อยได้แก่เวลาที่นอกจากการกำหนดหลักข้างต้นการกำหนด นามธรรมทั้งหมดที่เหลือ ได้แก่ เวทนา จิต ธรรม ที่เกิดขึ้นระหว่างการกำหนดอิริยาบทใหญ่และอิริยาบทย่อยโดยทั่วไปของการปฏิบัติหลักในแต่ละวันคือการเดินจงกรมสลับกับการนั่งในช่วงวันแรกๆของการปฏิบัติ ท่านจะกำหนดให้เริ่มจากการเดินจงกรมหนึ่งชั่วโมง นั่งหนึ่งชั่วโมงสลับกันไปตลอดทั้งวันแต่เวลาหนึ่งชั่วโมงอาจจะยาวไปสำหรับโยคีที่ไม่ได้ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันก่อนเข้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องนี้ ก็อาจเริ่มในวันแรกที่เดินจงกรมสลับนั่งอย่างละครึ่งชั่วโมง และเพิ่มขึ้นเป็น๔๕นาทีในวันที่สอง และเป็นหนึ่งชั่วโมงในวันที่สาม โดยแบ่งเป็นช่วงเช้าก่อนอาหารเช้า ช่วงเช้าก่อน อาหารกลางวัน ช่วงบ่ายตลอดบ่าย ช่วงเย็นมักมีการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ หลังจากฟังธรรมก็เดินจงกรมและนั่งอีกหนึ่งรอบ ก่อนเข้านอน แต่ในกรณีที่เป็นการเก็บอารมณ์จริงๆ วิปัสสนาจารย์จะงดการฟังธรรมของโยคีผู้นั้น แม้แต่การส่งหรือสอบอารมณ์ วิปัสสนาจารย์จะเข้าหาโยคีเอง เพื่อให้อารมณ์ที่กำหนดของโยคีผู้นั้นต่อเนื่องไปอย่างเงียบๆและให้มีการรบกวนอารมณ์ของโยคีน้อยที่สุด การกำหนดจะไม่มีคำว่าพักจากการกำหนด ในระหว่างที่เว้นจากการเดินจงกรมและนั่งกำหนด จะเป็นการกำหนดอิริยาบทย่อยร่วมกับการ กำหนดเวทนา จิต ธรรม ที่อาจเกิด โดยตลอด ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยปฏิบัติอาจฟังดูแล้ว รู้สึกว่าจะไม่เครียดไปหรือ แต่โดยความเป็นจริงของผู้ที่มีประสพการณ์ จะรู้ว่า ถ้าการกำหนดเป็นไปอย่างต่อเนื่องและกำหนดอย่างถูกต้องแล้วจะไม่รู้สึกว่าเครียด แต่จะรู้สึกว่าเราทำงานตลอดทั้งวัน การที่เรากำหนดอย่างต่อเนื่องนี้มันเป็นทั้งการทำงาน และเป็นการพักไปในตัว เช่นขณะที่นั่งกำหนดเมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็เป็นการพักไปในตัว แต่การพักนี้เราจะไม่ปล่อยให้จิตขาดสติสัมปชัญญะ ระยะสามถึงสี่วันแรก ย่อมเป็นธรรมดาที่เราจะมีความเคยชินปล่อยใจให้เป็นไปตามกิเลสตัณหาต่างๆ จิตจะดิ้นรน กายจะกระสับกระส่าย แต่จากการที่เราตั้งเจตนาไว้ตั้งแต่ต้น ว่าจะปฏิบัติบูชาบ้าง คิดถึง ความเพียรของพระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้ ที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรมาอย่างยิ่งยวด จนค้นพบทางสายเอก เราเป็นเพียงแค่ปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ชี้ไว้แล้ว ซึ่งเป็นการง่ายกว่ากันมาก กลับมัวชักช้าอยู่ใย บางทีอาจคิด ตอนเราตั้งใจมาปฏิบัติ ก็มิได้มีใครบังคับให้มาปฏิบัติ เราตัดสินใจมาด้วยตัวเอง แล้วใยจะต้องให้ใครมาบังคับให้กำหนดอีกเล่าจึงควรตั้งใจใหม่ ว่าเราจะเพียรกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคิดดังนี้ ก็กำหนดความคิดนี้ด้วยแล้ว จึงเพียรกำหนดอารมณ์ต่างๆต่อไปการสำรวมอินทรีย์เป็นอีกประเด็นที่เราควรทำในระหว่างปฏิบัติ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในสังยุตตนิกาย ว่า".พ. ดูกรกุณฑลิยะ สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์. ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญ แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์?


      [๓๙๖] พ. ดูกรกุณฑลิยะ อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์..........."จากพุทธพจน์นี้ได้ความว่า การสำรวมอินทรีย์ ยังความบริบูรณ์แก่สุจริต๓ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต สุจริต๓ ยังความบริบูรณ์ แก่สติปัฏฐาน ความสมบูรณ์ในสติปัฏฐาน ทำให้โพชฌงค์๗ บริบูรณ์ โพชฌงค์ที่บริบูรณ์ ยังให้มรรคมีองค์๘บริบูรณ์ ดังนี้ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน การสำรวมอินทรีย์จึงมีความจำเป็น การสำรวมอินทรีย์ คือการสำรวม ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในทางปฏิบัติจริง ตากับหู จะเป็นทวารที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ท่านจึงมักจะเน้นให้เราหลบตาลงต่ำ เวลาเดินจงกรม หรือแม้เวลาเดินปกติ ไม่สอดส่ายสายตา ไม่พยายามเงี่ยหูฟังคนอื่นเขาพูด หรือแม้แต่เสียงอื่นที่ผ่านเข้ามา ซึ่งอาจเป็นเสียงที่ชอบ และการกำหนดที่ถูกต้อง หรือเรียกว่าการมีสตินั่นเอง เป็นเครื่องมือ เช่น แม้หลบสายตาลงต่ำแล้ว ถ้าตายังเห็นอยู่ก็กำหนดว่า เห็นหนอๆที่อาการเห็น เมื่อกำหนดมากเข้า จะเป็นการเห็นสักแต่ว่าเห็นได้เองได้ยินก็ทำนองเดียวกัน การพูดก็เป็นข้อหนึ่ง ต้องพูดให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น เช่นการส่งอารมณ์กับวิปัสสนาจารย์ แม้การส่งอารมณ์ก็ต้องกระชับ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ขณะพูดก็ต้องมีสติตามรู้อาการที่พูดด้วย

 

วิธีเดินจงกรม

     การเดินจงกรมนั้นเริ่มต้นยืนขึ้นเอามือวางซ้อนกันด้านหน้าหรือด้านหลังหรือยืนกอดอกก็ได้ขอให้เป็นท่ายืนที่รู้สึกสบายการเก็บมือทั้งสองเพื่อไม่เป็นการรบกวนสมาธิเวลาก้าวเดินให้รู้สึกถึงอาการยืนหมายถึงเรารู้ว่า เรายืนอยู่โดยรวมอย่างไรก็กำหนดรู้ที่ความรู้สึกนั้นว่ายืนหนอๆๆ การกำหนดให้กำหนดด้วยใจมิใช่กำหนดด้วยปากที่พอจะเทียบได้คือเวลาเราอ่านหนังสือถ้าเราอ่านโดยเอาความเข้าใจในความหมายเรียกว่าอ่านด้วยใจ แต่ถ้าอ่านโดยเอาใจใส่กับคำที่เราอ่านเราก็จะอ่านไม่รู้เรื่องแต่ทั้งสองแบบก็ต้องมีการอ่านฉันใดการกำหนดด้วยคำว่ายืนหนอๆหรือคำอื่นๆที่จะกล่าวต่อไปก็ทำนองเดียวกันคือขณะที่กำหนดนั้นใจจะต้องจดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกถึงอาการยืน ส่วนคำที่ใช้กำหนดเหมือนกับการสำทับกับจุดที่ใจกำหนดอยู่ เหมือนเป็นพยานว่า เรากำลังมีสติในการกำหนดรู้อยู่เป็นปัจจุบันนั้นๆ เป็นการยังความเพียรและสติให้ตั้งอยู่ขณะนั้นๆ


       พระพุทธองค์ ตรัสย้ำเป็นเบื้องต้นของการเจริญสติปัฏฐานว่า เราต้อง มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติในฐานที่เรากำหนดรู้อยู่ การที่เรากำหนดว่า ยืนหนอๆ ด้วยคำที่กำหนดนั้น เป็นการยังความเพียรและสติให้ตั้งอยู่ขณะนั้นๆ ส่วนสัมปชัญญะคือ การที่เรารู้ชัดถึงอาการยืนนั้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัสในอิริยาบถบรรพว่า" ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน" อาจมีคำถามว่า การเจริญวิปัสสนา เราจะต้องรู้ อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ คือ ธรรม ที่มีอยู่จริงมิใช่หรือ การใช้คำกำหนด ว่ายืนหนอๆ ยังเป็นสมมุติ การกล่าวดังนี้ ก็ถูกต้อง แต่ขอให้ทราบว่า การที่จะรู้อารมณ์ปรมัตถ์อย่างชัดเจนนั้นไม่ได้เป็นการ ง่ายเลย เพราะเราอยู่ในโลกสมมุติมานาน และเป็นส่วนใหญ่ สติสมาธิปัญญายังไม่ เจริญ ความเห็นก็ย่อมเจือด้วยสมมุติเป็นธรรมดา สมมุติที่สำคัญที่เราต้องการทำลายคือ สมมุติที่เป็นเรา เป็นสัตว์บุคคล มิใช่หรือ แม้นเรามิได้ใช้คำกำหนด เช่นตามรู้อาการเฉยๆ ก็ยังมิสามารถทำลายสมมุติอันนี้ได้ ในเมื่อยังไม่สามารถทำลายได้ ก็ต้องยอมรับสมมุติไปก่อน แต่สังเกตว่า การกำหนด ว่ายืนหนอๆ เป็นต้นนั้นตรง กับอาการที่เป็นปรมัตถ์ หาได้กล่าวโดยความเป็นสมมุติซ้อนสมมุติเลย ทั้งยังเป็นอุบาย สอนใจ ว่า อาการของวาโยธาตุที่เคร่งตึงตั้งอยู่นั้น คือการยืน เท่านั้น มิได้มีคนยืน เรายืน แต่อย่างใด เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ย่อมเห็นได้ประจักษ์ชัดว่า มีเพียงอาการยืน กับใจที่กำหนดรู้ว่ายืนเท่านั้น เป็นต้น และเมื่อปัญญาญาณ เจริญขึ้นถึงระดับหนึ่ง แม้จะพยายามกำหนดด้วยคำใดๆก็กำหนดไม่ได้ ถึงตรงนั้น การกำหนดรู้จึงเป็นปรมัตถ์โดยแท้ แต่ขณะนั้นจิต จะมีสติสมาธิและความเพียรที่มีกำลัง จิตที่กำหนดจะจดจ่อ ด้วยตัวเองเหมือนเป็นอัตโนมัติ รู้โดยความเป็นสภาวธรรมจริงๆ ซึ่งจะเด่นออกมาในลักษณะของความไม่เที่ยงบ้าง เป็นอาการที่ไม่ทนต่อการตั้งอยู่บ้าง เป็นอาการที่ปราศจากตัวตนอย่างชัดเจน หรือบังคับบัญชาไม่ได้บ้าง การใช้คำกำหนด ณ ขณะนั้นที่พอทำได้คือ รู้หนอๆ เท่านั้น ที่คอยกำกับอยู่

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view