เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 02/01/2017
สถิติผู้เข้าชม 376,221
Page Views 498,932
สินค้าทั้งหมด 1
 

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

พระครูปลัดประจาก สิริวณฺโณ

วัดปรินายก แขวงบ้ายพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โทร. ๐๒-๒๘๒๖๑๕๖

บรรยายระหว่างการปฏิบัติธรรม (คอร์สเข้ม)

ณ ศูนย์ อุทยานธรรม

อ. สันป่าตอง  จ. เชียงใหม่

เมื่อวันที่  ๒๔ เมษายน  พ.ศ. ๒๕๔๔

------------------------------------

           ในวันนี้เป็นวันแรกที่ท่านทั้งหลายได้มาปฏิบัติธรรม เบื้องต้นเราก็ต้องสละก่อน ที่ว่าสละคือปฏิโพธ เครื่องกังวลต่าง ๆ พระมีหน้าที่สอน รับนิมนต์ต่าง ๆ พระก็ต้องปล่อยวาง โยมมีครอบครัว มีภาระในครอบครัว การงานก็ต้องสละ เมื่อเราสละทุกอย่างมาแล้ว ใจก็จะไม่วิตกกังวล ก็จะทำให้การปฏิบัติของเราดีขึ้น มันทุ่มเทให้กับการปฏิบัติได้เต็มที่ แต่ถ้าเรามีเรื่องกังวลอยู่ ใจมันจะแวบ ๆ ไปหาสิ่งที่เรากังวลอยู่ นั้นเราต้องสละก่อน เมื่อเราวางทุกอย่างมาแล้ว อะไร ๆ จะมีอยู่ข้างหลัง ก็ไม่ต้องคิดถึงแล้ว ตัดทิ้งให้หมด เรามาตั้งใจกันใหม่

            เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว สิ่งที่เราต้องสละอีกอย่างหนึ่ง คือ การสละทิฏฐิมานะ มานะเพราะเหตุแห่งการศึกษา หรือมานะเพราะยศถาบรรดาศักดิ์ก็ตาม มานะต่าง ๆ นี้เราจะต้องทิ้ง ตัวนี้สำคัญ ถ้าเราไม่ทิ้งแล้วมานะจะเป็นตะปูตรึงใจ ถ้าเราไม่ถอนออก มันจะขวางการปฏิบัติของเรา แม้แต่ในสมัยที่สมเด็จพ่อทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้ประทับอยู่ใต้ต้นไม้พญารัง ในสวนสุภควัน ในเมืองอุกกัฏฐา ที่ปรากฏอยู่ในมัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ เหตุที่ทำให้เกิดการแสดงธรรมที่เรียกว่า มูลปริยายสูตรนี้ ท่านบอกว่า มีพราหมณ์ 500 คน ในเมืองสาวัตถี มาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใส ก็เห็นโทษของการเป็นฆราวาสนี้ว่ามีโทษมาก แล้วเราจะทำใจให้บริสุทธิ์เป็นดุจสังข์ที่ขัดแล้วทำได้ไม่ง่าย ก็เลยพร้อมใจกันออกบวชทั้ง 500 ปรกติตอนที่เป็นฆราวาสก็จบไตรเภท เป็นคนที่มีความรู้ดีมาก พอมาบวชก็เริ่มศึกษาพุทธวัจนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่นานก็ สำเร็จการศึกษาในพระไตรปิฎก ท่านก็เกิดทิฏฐิมานะขึ้นเพราะเหตุมาจากการศึกษา ดังที่ท่านอรรถกถาแสดงไว้ว่า “ปรยตฺตึ นิสฺสาย มานํ อุปฺปาเทสุ” ท่านบอกว่าภิกษุเหล่านี้ก็อาศัยปริยัติที่ตนเองศึกษาเล่าเรียนแล้วเกิดมานะขึ้นมา ยกตัวเองไปเทียบพระพุทธเจ้าบอกว่า “โอ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเราเรียนหมดแล้ว พระพุทธเจ้าเทศน์อะไรคงไม่เหนือไปจาก ลิงค์ 3 บท 4 วิภัตติ 7 บท 4 ก็คือ นามบท กิริยาบท คืออาขยาตบท อุปสัคคบท และนิปาตบท วิภัตติ 7 ก็มีปัฐมาวิภัตติ เป็นต้น จนถึงสัตตมีวิภัตติเป็นเป็นที่สุด เงื่อนงำที่สงสัยในบทต่าง ๆ เหล่านั้นเราไม่มีเลย “พระภิกษุ 500 รูป ก็เลยยกตัวไปเทียบกับพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้ารู้อะไร เราก็รู้อย่างนั้นแหละก็เลยไม่ไปฟังธรรม เพราะถือว่าตัวเองเข้าใจแล้ว ไม่ไปอุปัฏฐานพระพุทธเจ้าตามกาลตามเวลา องค์สมเด็จพ่อรู้วาระจิตของภิกษุเหล่านั้น ทรงดำริว่า ภิกษุเหล่านี้ยังมีมานะคือตะปูตรึงใจอยู่ ตราบใดก็ไม่สามารถจะบรรลุธรรมได้ตราบนั้น ท่านก็เลยแสดงธรรมเพื่อหักรานมานะ หรือข่มมานะของภิกษุเหล่านี้ ท่านแสดงมูลปริยายสูตร ซึ่งปรากฏเป็นสูตรแรกในมัชฌิมนิกาย พอพระองค์ตรัสจบแล้ว ภิกษุทั้งหลายไม่รู้เรื่องเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ฟังไม่รู้เรื่อง ปกติพระพุทธเจ้าสอนคน เทศน์ธรรมะ จะต้องให้คนเข้าใจว่าธรรมะที่พระองค์ทรงแสดงเป็นอย่างไร แต่สูตรนี้ในบรรดา 84,000 พระธรรมขันธ์ หรือบรรดาสูตรต่าง  ๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก สูตรนี้เป็นสูตรพิเศษ คือเป็นการแสดง เพื่อไม่ให้รู้เรื่องลงท้าย “อิทมโวจ ภควา น อตฺตมนา เต ภิกฺขฺ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ” หมายความว่า ภิกษุทั้งหลายไม่มีความชื่นชมยินดีในพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าเลยในเทศน์กัณฑ์ นี้ เพราะภิกษุทั้งหลายฟังไม่รู้เรื่อง พอเทศน์จบ พระฟังไม่รู้เรื่องก็เกิดอัศจรรย์ใจว่า “เราเข้าใจ ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเรารู้แล้ว เรามีความสามารถเท่า ๆ กับท่าน แต่วันนี้เราฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงตั้งแต่ต้นจนจบ เราฟังไม่รู้เรื่องเลย พระพุทธเจ้านี่น่าอัศจรรย์จริง ๆ ทิฏฐิมานะที่มีอยู่ในตัวก็ถูกข่มด้วยพระสูตรกัณฑ์นี้

            ใน ศาสนาเรานี่ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสให้รู้เสมอไป บางกัณฑ์ก็เทศน์ให้ไม่รู้เรื่อง แต่การให้กรรมฐานวันนี้ให้แบบไม่รู้เรื่องไม่ได้ เดี๋ยวปฏิบัติไม่ถูกอีก พอพระพุทธเจ้าเทศน์จบพระท่านก็ถอนหักมานุของตัวเองได้ที่ไปยกตัวเทียบพระ พุทธเจ้า ข่มมานะของท่านได้ ก็เลยน้อมใจเข้ามาหาพระพุทธเจ้า ไม่นานพระพุทธเจ้าก็เทศน์กัณฑ์อื่นต่ออีก ท่านก็เลยสำเร็จเป็นอรหันต์ เราจะมาปฏิบัติธรรมเราต้องทิ้งตัวนี้ มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีความรู้ขนาดไหน ต้องวางไว้ก่อน เพราะธรรมะที่เรามาปฏิบัติไม่ใช่ของอาจารย์ อาจารย์ไม่มี ไม่อาจ ไม่สามารถที่จะไปตรัสธรรมะให้วิปัสสนาอย่างนี้ได้ เพราะนี้เป็นของพระพุทธเจ้าโดยตรง ผู้ที่ตรัสวิปัสสนากรรมฐานได้ก็มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ฉะนั้นที่มาน้อมปฏิบัตินี้ เราปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า

            ภิกษุเหล่านั้นสามารถข่มมานะของตัวเองได้แล้ว ภิกษุทั้งหลายก็มาโจษจันว่า “โอ น่าอัศจรรย์จริง ๆ พระพุทธเจ้าสามารถถอนมานะ ข่มมานะของภิกษุ 500 รูปนี้ได้” ทีนี้พระพุทธเจ้าเสด็จมาก็ถามว่า “กายนุตถ” (เออ พวกเธอทั้งหลายสนทนาอะไรกันอยู่) ในพระบาลีจะมีคำนี้อยู่เป็นประจำ พอพระพุทธเจ้าตรัสถามอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายตอบว่า “พูดถึงพระพุทธองค์ว่าน่าอัศจรรย์ที่สามารถข่มมานะของภิกษุ 500 รูปนี้ได้” พระพุทธเจ้าก็บอกว่า “โอ ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะในปัจจุบันนี้ ในอดีตตถาคตก็ข่มมานะของภิกษุเหล่านี้ได้แล้วครั้งหนึ่ง” ภิกษุทั้งหลายก็เลยอาราธนาให้พระพุทธเจ้าเล่าถึงอดีตชาติ ความเป็นไปของภิกษุ 500 ปรากฏในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาก์อรรถกถา คือสมัยนั้นพระพุทธเจ้าเราเป็นทิศาปาโมกข์ เป็นอาจารย์ใหญ่ อยู่ในเมืองพาราณสี แล้วภิกษุ 500 ก็มาเป็นมานุ 500 พระพุทธองค์ทรงยกบุพกรรมของภิกษุเหล่านี้ว่า เมื่อก่อนมานพ 500 นี้มาเรียนหนังสือ เรียนได้ไว เรียนเก่ง อาจารย์คือพระโพธิสัตว์ สอนอะไรสอนแล้วก็จำ ไม่มีผิดพลาดเลย ไม่นานเท่าไรมานพก็คิดว่า “เอ! เรามันจบรึยังก็ไม่รู้ เรียนก็ตั้งนานแล้ว” วันหนึ่งก็มาหาครูบาอาจารย์ คือพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็บอกว่า เอตฺตกมิทํ สิปฺปํ ทิฏฺฐธมฺมสมฺปรายหิตํ (ศิลปะเพียงเท่านี้ ก็เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและภายภาคหน้า) พออาจารย์พูดเท่านี้ หมายความว่า เท่าที่พวกเธอเรียนมา มันจบแล้ว สามารถใช้ได้ทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้า มานพเหล่านั้นก็เกิดทิฏฐิมานะขึ้นมาทันที ภาษาบาลีท่านว่า

      “ยํ อมฺหากํ อาจาริโย ชานาติ, มยมฺปิ ตํ ชานาม, มยมฺปิ อาจริยา เอว. (อาจารย์ของเรารู้อย่างไร พวกเราก็รู้อย่างนั้น) บัดนี้เราทั้งหลายก็เป็นอาจารย์แล้ว ยกตัวเทียบอาจารย์ แล้วภายหลังก็เลยไม่สนใจที่จะเข้ามาหาครูบาอาจารย์ ออกไปทำอะไรต่ออะไร ไม่มาอุปัฏฐากอุปถัมภ์อาจารย์ ภายหลังอาจารย์รู้ว่าลูกศิษย์มีมานะอย่างนี้เกิดขึ้น วันหนึ่งลูกศิษย์พร้อมกันมาหาอาจารย์ อาจารย์ก็เลยถมว่า ตาตา ปัญหัง ปุจฉิสสามิ กัตจิตถะสมัตถา กเถตุง (อ้อ! ลูก ๆ ทั้งหลายเอย อาจารย์จะถามปัญหาสักข้อหนึ่ง พวกเธอพอจะตอบได้ไหม) เพราะลูกศิษย์มีมานะว่า ตัวเองมีความรู้เท่ากับอาจารย์ อาจารย์ถามอะไรคงไม่มีปัญหาสำหรับเรา ๆ ตอบได้ ก็เลยแย่งกันพูดเลย ปุจฉถะ อาจาริยะ ปุจฉถะ อาจาริยะ (อาจารย์ถามมาเลย อาจารย์ถามมาเลย ผมจะตอบ) ต่างคนต่างแย่งกันพูด ผลที่สุดอาจารย์ก็เลยถามปัญหาว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ, สพฺพาเนว สหตฺตนา.  โย จ กาลํ ฆโส ภูโต, ส ภูตปจนึ ปจิ.

(กาลย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ พร้อมกับตัวมันเอง ใครเล่าสามารถกินกาลพร้อมกับทำลายตัณหาที่เผาไหม้สรรพสัตว์ทั้งหลายไปได้ด้วย) พออาจารย์ตั้งปัญหานี้ ลูกศิษย์เงียบเลย คิดแล้วคิดอีก เอ! มันอะไรหนอ คิดไม่ออก เลยนั่งก้มหน้ากันอยู่ตรงนั้น อาจารย์รู้แล้วพวกนี้มันตอบเราไม่ได้หรอก ก็เลยบอกว่า “เอาอย่างนี้ดีกว่า พรุ่งนี้มาเฉลยให้อาจารย์” อาจารย์ให้โอกาส ลูกศิษย์กลับไปแล้วก็จับกลุ่มกันคนละ 10 บ้าง 20 บ้าง จับกลุ่มกันมาพิจารณาปัญหาของอาจารย์ว่ามันเป็นอย่างไร คิดไม่ออก จะจับกลุ่มอย่างไรก็คิดไม่ออก ในที่สุดรุ่งขึ้นก็มาหาอาจารย์ นั่งก้มหน้ากันเลย ไม่ยอมสบตาอาจารย์ อาจารย์ก็รู้แล้วพวกนี้มีหัวแต่หัวมันเหมือน กะลามะพร้าว มันทำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก มีแต่หัวแต่ไม่มีปัญญา ไม่มีความคิด เรื่องนี้ถ้าโยคีอยากจะรู้เรื่องพิสดาร กลับออกไป ไปอ่านกันเอาเองในมัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ ในพระไตรปิฎกเขาจะมีขยายไว้ วันนี้อาจารย์ไม่ขยาย เพียงแต่ยกมาให้รู้เฉย ๆ ว่า ถ้าเรามีมานะเพราะ เหตุแห่งการศึกษา มีมานะเพราะเหตุยศฐาบรรดาศักดิ์ หรือมีมานะเพราะชาติตระกูลก็ดี มานะเหล่านี้ถ้ามีแล้วเราไม่ถอน ไม่ข่ม เรานำมาในที่นี้ ก็จะเป็นเหตุกางกั้นการปฏิบัติธรรมของเรา วิปัสสนาญาณจะเกิดไม่ได้แม้แต่ในสมัยองค์สมเด็จพ่ออย่างที่บอกไว้นี้ พระภิกษุเหล่านั้น ถึงแม้จะเรียนจบพระไตรปิฎก แต่มีมานะกระด้างกระเดื่องขึ้นมา ลำพองใจว่าตนเองมีความรู้เท่าเทียมกับองค์สมเด็จพ่ออย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ต้องถอนทิฏฐิมานะเหล่านั้น ฉะนั้นของเราไม่จบพระไตรปิฎกก็อย่าไปลำพองตัว มีอะไรก็ข่มไว้ก่อนโยคีที่มาปฏิบัติต้องพยายาม ใครจะมีชาติสูง ตระกูลสูงอย่างไร ตอนนี้ขอให้เราทำตัวเป็นปกติธรรมดา เราเคยเป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐี เป็นคุณหญิง เป็นคุณนาย เป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ตอนนี้ถอดยศถอดศักดิ์ไว้ที่บ้านก่อน อย่าเอาตามมา ถ้าตามมาแล้วมันจะยุ่ง

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view