เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 02/01/2017
สถิติผู้เข้าชม 385,462
Page Views 510,625
สินค้าทั้งหมด 1
 

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์
บทนำ
ท่านมหาสีสยาดอ ได้รจนาหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก อาทิ ปฏิจจสมุปบาท สีลวันตสูตร ภารสูตร ตุวฏกสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สัลเลขสูตร อริยอัฏฐังคิกมรรค อริยวสสูตร วิปัสสนานัย อนัตตลักขณสูตร มหาสติปัฏฐานสูตรนิสสัย วัมมิกสูตร หนทางแห่งวิปัสสนา และอื่น ๆ
ผมเลื่อมใสศรัทธาท่านเป็นอย่างยิ่ง ในความอาจหาญ ความแม่นยำ ความเด็ดขาด และภูมิปัญญาอันเฉียบแหลมของท่านพระอาจารย์  อรรถาธิบายของท่านล้วนลุ่มลึกและพึงจดจำใส่ใจยิ่งนัก  ผมจึงเรียบเรียงเป็นหนังสือเล็ก ๆ เล่มนี้ และใช้ชื่อว่า “Mahasi Sayadaw’s Analysis of Today’s Vipassana Techniques” (วิเคราะห์วิธีเจริญวิปัสสนากรรมฐานในปัจจุบัน โดย มหาสีสยาดอ) ซึ่งยกประเด็นคำถามต่างๆที่ท่านพระอาจารย์ได้แสดงทัศนะและวิสัชนาไว้ดีแล้ว
สามเณรจ่อ 
(Tharmanaykyaw)
๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓

ถาม : หากไม่เคยเรียนอภิธรรมและปฏิจจสมุปบาท จะเจริญวิปัสสนาได้หรือ ?
จูฬตัณหาสังขยสูตร ที่ว่าด้วยข้อปฏิบัติเพื่อความสิ้นตัณหา ชี้ชัดว่า เราสามารถเจริญวิปัสสนาได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเรียนพระอภิธรรม หรือ ปฏิจจสมุปบาท (ว่าด้วยการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น)  หากเรารู้ว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่จริงนั้นหาใช่อื่นใดนอกจากใจและกาย ซึ่งไม่เที่ยงถาวร บีบคั้นทนได้ยาก และปราศจากความเป็นตัวตน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ส่วนเรื่องปฏิจจสมุปบาท สิ่งเดียวที่เราต้องรู้ก็คือว่า ไม่มีปัจเจกบุคคลใด ๆ อยู่จริง เป็นแต่เพียงปฏิสัมพันธ์ของเหตุและผล  ไม่จำเป็นจะต้องศึกษาแจกแจงตามนัยแห่งองค์ ๑๒ หรืออาการ ๒๐ แต่อย่างใด  มิฉะนั้น พระจูฬปันถกเถระ คงไม่อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์ผู้รู้แจ้งได้  เพราะเพียงพระบาลีคาถาเดียวที่ประกอบด้วย ๔ บาท บาทละ ๑๑ พยางค์ รวมเป็น ๔๔ พยางค์ ท่านก็ยังท่องจำไม่ได้ แม้จะพยายามอยู่นานถึง ๔ เดือนแล้วก็ตาม  ท่านจึงไม่เคยเรียนปฏิจจสมุปบาทหรือพระอภิธรรมเลย  ถึงกระนั้นท่านกลับสามารถบรรลุอรหัตตผลได้ในช่วงเช้าวันเดียว ด้วยการลูบคลำผ้าขาวผืนหนึ่งพลางบริกรรมว่า “รโชหรณํ รโชหรณํ” (เช็ดฝุ่น เช็ดฝุ่น)
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ นางมาติกมาตา มหาอุบาสิกา  นางไม่เคยรู้เลยว่าคณะภิกษุสงฆ์ที่นางอุปัฏฐากอยู่นั้นเจริญภาวนาอย่างไร  ทว่า ขณะที่นางกำลังทำงานบ้าน พร้อมกับเจริญกรรมฐานที่ภิกษุเหล่านั้นสอนให้ ในภายหลัง นางก็ได้บรรลุอนาคามีมรรค (มรรคญาณขั้นที่ ๓) ก่อนพระอาจารย์ทั้งหลายของนางเสียอีก  ทั้งนี้ นางซึ่งเป็นเพียงแม่บ้าน ย่อมไม่มีโอกาสได้เรียนอภิธรรมหรือปฏิจจสมุปบาทมาก่อนเป็นแน่  ในพระไตรปิฎก ยังมีกรณีตัวอย่างอีกมาก ที่สร้างความกระจ่างในประเด็นนี้ได้
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า แม้มิได้เรียนพระอภิธรรมและปฏิจจสมุปบาทอย่างลึกซึ้ง ก็สามารถเจริญวิปัสสนาจนสำเร็จได้ ถ้าหากผู้นั้นเฝ้าสังเกตใจและกาย ณ ขณะที่ปรากฏ ตามคำแนะนำของวิปัสสนาจารย์
(“ปฏิจจสมุปบาท” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : แล้วกรณีพระฉันนะที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์เมื่อได้เรียนปฏิจจสมุปบาทเล่า ? 
มีครูบาอาจารย์บางท่านแสดงทัศนะว่า เราไม่อาจเจริญวิปัสสนาจนสำเร็จได้เลย หากไม่ได้เรียน ปฏิจจสมุปบาท โดยนัยต่าง ๆ  การกล่าวเช่นนี้เป็นการบั่นทอนกำลังใจของผู้ปฏิบัติ (โยคี) อย่างยิ่ง และถือเป็นการทำลายพระศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าอีกด้วย  พระสูตรที่ท่านเหล่านั้นยกมาอ้างอิงปรากฏใน ขันธวรรค แห่งพระสุตตันตปิฎก
พระสูตรมีว่า หลังพุทธปรินิพพาน พระฉันนะจำต้องรับพรหมทัณฑ์ (กล่าวคือ เพื่อนภิกษุทั้งหลายจะไม่พึงปราศรัยหรือตักเตือนสั่งสอนท่าน)  ต่อมาท่านสำนึกตนจึงคลายความถือตัว และเจริญภาวนาตามที่เหล่าพระเถระแนะนำ โดยให้พิจารณาความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์  และความไร้ซึ่งตัวตน ของปรากฏการณ์ทั้งปวง ทั้งที่เนื่องด้วยรูปธรรม ความรู้สึก ความจำได้หมายรู้ ความจงใจ และการรับรู้ต่าง ๆ  แต่ด้วยความหลงยึดในความเป็นตัวตนอย่างเหนียวแน่น พระฉันนะจึงไม่อาจน้อมยอมรับความว่างเปล่าจากตัวตนได้  ท่านกลับสับสนและหวาดกลัวเมื่อพบว่าไม่มีตัวตนใด ๆ อยู่เลย  ท่านสงสัยว่า หากผู้กระทำ (อัตตา) ไม่มีอยู่จริง แล้วใครเล่าจะเป็นผู้รับผลของกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำไว้  ดังนั้นท่านจึงหวนกลับไปยึดถือความเชื่อว่ามีตัวตนเช่นเดิม  พระอรรถกถาจารย์ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ไว้ ดังต่อไปนี้
ว่ากันว่า เมื่อพระฉันนะเริ่มเจริญวิปัสสนา ท่านยังไม่ประจักษ์ในเหตุปัจจัยของปรากฏการณ์ หรือกฎแห่งเหตุและผล  ในขั้นวิปัสสนาที่หย่อนกำลัง (ทุพพลวิปัสสนา) นี้ นอกจากท่านจะยังไม่สามารถขจัดความยึดมั่นในอัตตาได้แล้ว ครั้นท่านได้ประสบกับความว่างเปล่าของปรากฏการณ์ทั้งปวง  ท่านกลับเกิดความเห็นว่าขาดสูญ [อุจเฉททิฏฐิ–ผู้แปล] และเกิดความสะดุ้งกลัวว่า เราจักพินาศขาดสูญ  คำว่า “วิปัสสนาที่หย่อนกำลัง” หมายถึง ยังไม่จัดเป็นวิปัสสนาที่แท้จริงซึ่งจะต้องเจริญขึ้นจากการสังเกตเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของปรากฏการณ์อย่างต่อเนื่องจากขณะหนึ่งสู่อีกขณะหนึ่ง  แต่เป็นแค่วิปัสสนาจากการคาดคิดจินตนาการเอาเท่านั้น
ในอรรถกถาเรียกวิปัสสนาจากจินตนาการเช่นนี้ว่า ทุพพลวิปัสสนา (วิปัสสนาที่หย่อนกำลัง)  วิปัสสนาที่แท้จริงนั้นจะต้องเจริญขึ้นโดยลำดับ เริ่มจาก นามรูปปริจเฉทญาณ (ปัญญาหยั่งรู้จำแนกนามและรูป) และ ปัจจยปริคคหญาณ (ปัญญาหยั่งรู้ความเป็นเหตุปัจจัย) เป็นต้น  วิปัสสนาเบื้องต้นเรียกว่า ตรุณวิปัสสนา (วิปัสสนาอย่างอ่อน) คืออยู่ในขั้นแรกเริ่ม แต่ไม่ใช่ทุพพลวิปัสสนา  ในเมื่อความสับสนของพระฉันนะเกิดในขั้นวิปัสสนาที่หย่อนกำลังนี้เท่านั้น จึงไม่สมควรสรุปว่าโยคีไม่อาจเจริญวิปัสสนาได้โดยปราศจากความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท   เพราะเป็นการบั่นทอนกำลังใจของผู้ที่กำลังเจริญวิปัสสนาโดยการสังเกตรูปนามในปัจจุบันขณะตามแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง  หากผู้ใดกล่าวเช่นนั้นก็เท่ากับว่าผู้นั้นกำลังทำลายพระศาสนา
เมื่อสมาธิแก่กล้าขึ้นจากการตามดูปรากฏการณ์ของใจและกายในทันทีที่ปรากฏ โยคีจะเริ่มจำแนกใจ (นาม) และกาย (รูป) ได้  จากนั้นปัญญาหยั่งรู้ถึงเหตุปัจจัยจะเกิดขึ้นเอง เช่น โยคีจะรู้ชัดว่า การรับรู้ทางตาเป็นผลจากการสัมผัสระหว่างตาและสิ่งที่มองเห็น, การรับรู้ทางหูเกิดเพราะหูกระทบกับเสียง, เมื่อมีเจตนาที่จะไปจึงเกิดอาการไป, ความอยากถูกกระตุ้นได้ด้วยอารมณ์ที่คลาดจากการกำหนดรู้, ความยึดติดทำให้เกิดความพยายามที่จะสนองตอบความต้องการนั้น ๆ หรือกรรมดีเป็นเหตุให้ได้เสวยผลที่ดี เป็นต้น  ลำดับต่อมาจะเกิดปัญญาหยั่งรู้ไตรลักษณ์คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน  หากปัญญาหยั่งรู้เหตุปัจจัยไม่ปรากฏขึ้นก่อนแล้ว ย่อมไม่อาจเข้าถึงไตรลักษณ์ได้  ฉะนั้น แม้ไม่ได้เรียนปฏิจจสมุปบาทอย่างละเอียดลออมาก่อน ก็ใช่ว่าจะเกิดความสับสนขณะเจริญภาวนาเช่นเดียวกับพระฉันนะ
ในกาลต่อมา พระฉันนะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะสิ้นสงสัยทันทีที่ได้ฟังปฏิจจสมุปบาทจากพระอานนท์  ดังนั้นโยคีผู้เจริญกรรมฐานภายใต้การควบคุมดูแลของวิปัสสนาจารย์ ย่อมจะได้รับความรู้ที่จำเป็นจากการฟังคำแนะนำของท่าน  และถ้าเกิดความสับสนหรือมีปัญหาในระหว่างปฏิบัติ ท่านก็ยังช่วยคลายข้อข้องใจนั้น ๆ ได้อีกด้วย  โยคีผู้ปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์จึงไม่ต้องพะวงว่าตนมีความรู้พื้นฐานเพียงพอหรือไม่  หรือหากยังกังวลในเรื่องนี้อยู่ ก็พึงใคร่ครวญตามที่อาตมาชี้แจงแล้วนี้เถิด
สรุปได้ว่า เพียงเรารู้ว่าปรากฏการณ์ทางจิตและกายทั้งมวลล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และปราศจากความเป็นตัวตน ก็แปลว่าเรามีความรู้ที่จำเป็นสำหรับเจริญวิปัสสนาครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้อรรถกถายังเสริมอีกว่า หากเคยฟังเรื่องอริยสัจ ๔ ก็นับว่ามีความรู้พื้นฐานเพียงพอแล้ว  และคัมภีร์มหาฎีกาก็รับรองว่า ผู้ใดทราบว่าไม่มีสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากเหตุและผล ถือว่าผู้นั้นมีความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทพอสมควรแล้ว  ทั้งนี้ แม้ว่าจะไม่เคยเรียนมาก่อน โยคีก็จะรู้ได้เองเมื่อเจริญภาวนาจนสามารถเห็นชัดว่า สิ่งที่ปรากฏมีเพียงนามและรูปซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย ล้วนไม่เที่ยง ถูกบีบคั้น และไร้ซึ่งตัวตน  รวมทั้งรู้ว่าจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติก็เพียงเพื่อให้ตระหนักชัดในความจริงนี้เท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ ความรู้ที่จำเป็นจึงเกิดขึ้นได้จากการเจริญภาวนาตามคำแนะนำของวิปัสสนาจารย์
(“สีลวันตสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : ต้องวิเคราะห์รูปนามและไตรลักษณ์ ตามที่ได้อ่านหรือเรียนมาหรือไม่ ? 
บางท่านรู้สึกว่า เพียงแค่สังเกตอาการของใจและกายในทันทีที่ปรากฏนั้น ไม่อาจยังวิปัสสนาญาณให้เจริญขึ้นได้  ต้องพิจารณาจำแนกรูปนาม พร้อมทั้งไตรลักษณ์ด้วยจึงจะเพียงพอ  แต่ในความเป็นจริง  การคิดวิเคราะห์ไม่ใช่ประสบการณ์ตรงของเรา เป็นแค่ความรู้ตามตำรับตำราหรือตามที่ได้ยินได้ฟังมาจนจำได้ขึ้นใจเท่านั้น จึงไม่อาจนำมาซึ่งวิปัสสนาญาณได้  ด้วยการตามดูกายใจอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ขณะเท่านั้น ที่จะสามารถบ่มเพาะปัญญาจากประสบการณ์ตรงจนเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเฝ้าดูตรงประตูทางเข้าหมู่บ้าน เราย่อมจะเห็นทุกคนที่เดินเข้าออกได้  เราจึงไม่ต้องอ้างอิงตำราหรือสอบถามใครเลย  หรือหากเราติดตั้งกระจกไว้ข้างทาง กระจกนั้นย่อมสะท้อนภาพสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านไปมา  ฉันใดก็ฉันนั้น หากเราเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ประสบทางทวารทั้ง ๖ ลักษณะที่แท้จริงของปรากฏการณ์นั้น ๆ ย่อมปรากฏให้เราเห็นอย่างชัดเจนได้โดยปริยาย
(“ภารสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view