เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,749
Page Views 696,773
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิปัสสนาไม่ยากอย่างที่คิด

วิปัสสนาไม่ยากอย่างที่คิด

ปฏิจจสมุปบาท

 

วันนี้ คือ วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2535

จุดประสงค์ในการปฏิบัติสมถกรรมฐาน มีเป้าหมายในการบรรลุถึงสมาธิในระดับที่สูงขึ้นไป อาจเรียกว่า ฌานสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิ ก็ได้ ฌานสมาธิ(Jhana concentration)แปลว่า สมาธิเพื่อองค์ฌาน-สมาธิที่ตั้งมั่นแน่วแน่นิ่งจับอยู่กับอารมณ์เดียว(fixed concentration)   อัปปนาสมาธิ(Appana concentration)แปลว่า สมาธิที่ดูดดื่มแนบสนิทอยู่ในอารมณ์เดียว(absorption concentration)  ทั้งสองจึงหมายความอย่างเดียวกัน เพราะเมื่อจิตมีสมาธิจดจ่ออยู่กับอารมณ์กรรมฐานหนึ่งได้เป็นอย่างดีนั้น ผลก็คือ สมาธิจะตั้งมั่นแน่วแน่(fixed firmly)อยู่กับอารมณ์นั้น  ขณะเดียวกันก็จะดื่มด่ำแนบสนิทอยู่ในอารมณ์นั้น(absorb into the object)ด้วย  ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานบางคนอาจมีจุดประสงค์ที่จะบรรลุถึงอภิญญาญาณและมีความสามารถเหนือธรรมชาติบางอย่างได้ด้วยสมาธิระดับสูงมากๆ ดังเช่นนักบวชหรือฤาษีในโบราณกาลที่มักหลีกเร้นสู่พงไพรและปฏิบัติสมถกรรมฐานเพื่อให้มีสมาธิสูงจนกระทั่งบรรลุอภิญญาต่างๆได้

 

แม้ว่าผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจะก้าวหน้าจนบรรลุอภิญญาได้แล้วก็ตาม แต่ก็จะยังไม่สามารถประจักษ์แจ้งถึงไตรลักษณ์ของสภาวธรรมทางกายและทางจิตอันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา ได้เลย เพราะจุดมุ่งหมายของเขาคือเพื่อบรรลุสู่สมาธิระดับสูง มิใช่เพื่อเข้าไปเห็นสภาวธรรมทางกายและจิตตามความเป็นจริง  เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานไม่สามารถเห็นและรู้แจ้งในรูป-นามได้ก็คือ  ในขณะที่สมาธิจิตของผู้ปฏิบัติดิ่งลึกอยู่ในอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียวมากๆนั้น สมาธิจะดิ่งลึกเกินกว่าที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถเข้าไปเห็นและประจักษ์แจ้งสภาวธรรมของกายและจิตตามความเป็นจริงได้

 

จุดประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็คือ การบรรลุนิพพาน–การหลุดพ้นจากทุกข์โดยการทำลายกิเลสในจิตใจด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ)เกี่ยวกับรูป-นาม  ฉะนั้น ประการแรกที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน-กรรมฐานแห่งปัญญาพึงกระทำก็คือ พึงรักษาสมาธิให้ดีในระดับหนึ่ง ที่ไม่ลึกจนเกินไป แต่อยู่ในระดับที่สูงเพียงพอที่จะก่อให้เกิดปัญญาแทงทะลุลงไปหยั่งรู้ความเป็นจริงของสภาวธรรมทางกายและจิตได้  ปัญญาหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นนี้จะทำลายกิเลสในจิตใจ  ซึ่งแม้ว่าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานผู้นั้นจะยังไม่สามารถบรรลุถึงมรรคญาณ-ผลญาณที่กำจัดกิเลสจากจิตใจได้ทั้งหมดก็ตาม  แต่ก็จะสามารถละหรือทำลายกิเลสได้บ้างเป็นบางส่วน

 

การกำจัดหรือละกิเลสในจิตใจ (บาลีเรียกว่า ปหาน แปลว่า ละ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป) นั้น มี 3 ประเภทด้วยกัน  (อันที่จริง ปหานมี 5 ประเภท แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจของผู้ปฏิบัติใหม่ ท่านอาจารย์จึงอธิบายไว้เพียง 3 ประเภท)  ประเภทที่ 1 คือ ตทังคปหาน หมายถึง การละหรือกำจัดกิเลสเพียงชั่วขณะ  ประเภทที่ 2 คือ วิขัมภนปหาน หมายถึง การละหรือกำจัดกิเลสเพียงข่มเอาไว้ และประเภทที่ 3 คือ สมุจเฉทปหาน หมายถึง การละหรือกำจัดกิเลสจนเด็ดขาด ในทั้ง 3 ประเภทนี้ ตทังคปหาน ละหรือกำจัดกิเลสเพียงชั่วขณะด้วยวิปัสสนาญาณ(ปัญญาญาณที่เกิดจากวิปัสสนา)    วิขัมภนปหาน ละหรือกำจัดกิเลสได้ ด้วยการข่มไว้ชั่วคราวโดยการข่มไว้ด้วยสมาธิที่ดิ่งลึก  ส่วน สมุจเฉทปหาน ละหรือกำจัดกิเลสโดยเด็ดขาดคือ การบรรลุมรรค-ผล นิพพาน (ตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป)

 

ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อผู้ปฏิบัติดำรงสติให้ต่อเนื่องและมั่นคงได้  จิตก็จะค่อยๆมีสมาธิเพิ่มขึ้น  ยิ่งสติของผู้ปฏิบัติต่อเนื่องดีขึ้นเท่าใด  สมาธิก็จะดิ่งลึกลงเพียงนั้น  และยิ่งสมาธิดิ่งลึกลงเท่าใด ปัญญาญาณก็จะยิ่งคมชัดขึ้นเท่านั้น  ปัญญาญาณที่เฉียบคมจะแทงทะลุลงไปจนหยั่งรู้ความเป็นจริงของสภาวธรรมทางกายและจิตได้

 

ลองสมมุติว่า ผู้ปฏิบัติได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะและรู้สึกชอบ เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงนั้น “เพราะดีนี่ ฉันชอบ”  อะไรจะเกิดขึ้น? ความรู้สึกชอบและเพลิดเพลินในเพลงอาศัยหูและเพลงที่ไพเราะจึงเกิดขึ้นได้ และเมื่อผู้ปฏิบัติละเลยไม่กำหนดรู้ว่า “ยินหนอ…ยินหนอ”  ผู้ปฏิบัติก็จะยิ่งเพลิดเพลินกับการได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้ความชอบเพิ่มพลังมากขึ้นด้วย จนเกิดความปรารถนา-อยากฟังซ้ำหรืออยากพบหน้านักร้องเจ้าของเสียงเพลงนั้น   นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เพียงเพราะผู้ปฏิบัติไม่ระวังกำหนดรู้เมื่อได้ยินเสียงเพลงว่า”ยินหนอ…ยินหนอ” ก็จะก่อให้เกิดความปรารถนาดิ้นรนอยากฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือดิ้นรนวุ่นวายใจอยากพบอยากเจอนักร้องเพลงนั้นได้

 

และเมื่อความปรารถนานั้นแรงขึ้นๆ  ก็จะเกิดการดิ้นรนกระทำการบางอย่างเพื่อที่จะได้พบหน้านักร้องผู้นั้น  การกระทำนั้นอาจดีหรือไม่ดี เป็นกุศลหรืออกุศลก็ได้ทั้งสิ้น  เมื่อได้พบได้เจอก็อาจสนทนากัน ซึ่งอาจพูดคุยกันในเรื่องที่เป็นกุศลหรืออกุศลก็ได้อีกเช่นกัน  การสนทนาพูดคุยนั้นคือ วจีกรรม ในกรณีนี้ วจีกรรมเป็นผลมาจากความมุ่งมาดปรารถนาที่รุนแรงซึ่งเริ่มต้นมาจากความปรารถนาที่จะได้ยินเพลงธรรมดาๆเท่านั้นเอง

 

เพราะเหตุใด กิเลสจึงเกิดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่แบบนี้ได้? เป็นเพราะผู้ปฏิบัติเผลอหรือมิได้กำหนดรู้การได้ยินนั่นเอง  ความรู้สึกเพลิดเพลินในเสียงเพลงจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยหูและเพลงที่ไพเราะเป็นเหตุปัจจัย ตามภาษาบาลีว่า ปัจจยา ผัสโส, ผัสสะปัจจยา เวทนา – ปฏิจจสมุปบาท

 

ผัสสะปัจจยา เวทนา  เพราะเรามีหู หูกระทบหรือสัมผัสกับเสียงเพลง การกระทบหรือสัมผัสนั้นเรียกว่า ผัสสะ เกิดโดยอาศัยหูและเสียงเพลงเป็นเหตุปัจจัย  การกระทบนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกพึงใจหรือไม่พอใจ(เวทนา)ตามมา    ผัสสะปัจจยา เวทนา จึงแปลว่า ความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจอาศัยการกระทบเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

 

จากความเพลิดเพลินพึงพอใจที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความปรารถนาที่จะฟังเพลงซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือปรารถนาจะพบหน้านักร้อง  ความปรารถนานี้เกิดจากความพึงพอใจ - เวทนาปัจจยา ตัณหา แปลว่า ความปรารถนาอาศัยความพึงพอใจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

 

และเมื่อผู้ปฏิบัติมิได้พยายามกำหนดรู้หรือไม่รู้ตัวว่าเกิดความปรารถนานั้นขึ้น ความปรารถนาที่รุนแรงกว่าก็จะเกิดตามมา กลายเป็นความไขว่คว้าเกาะเกี่ยว(อุปาทาน)  เมื่อไขว่คว้าเกาะเกี่ยวแล้วก็จะยึดติด แน่น ไม่ยอมปล่อย - ตัณหาปัจจยา อุปาทาน แปลว่า ความไขว่คว้าเกาะเกี่ยวยึดติดอาศัยความปรารถนาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

 

การไขว่คว้าเกาะเกี่ยวยึดติดนั้น ก่อให้เกิดการกระทำบางอย่าง(action or deed)เพื่อพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ไขว่คว้าเกาะเกี่ยวอยู่ การกระทำนั้นคือ ภพ (ภวะ ในภาษาบาลี)อุปาทานะปัจจยา ภาโว แปลว่า การกระทำอาศัยความไขว่คว้าเกาะเกี่ยวยึดติดเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

 

การกระทำนั้นก็จะก่อให้เกิด”การเกิดใหม่”(ชาติ-rebirth)ตามมา การเกิดใหม่ครั้งนี้เป็นผลมาจากการกระทำที่ก่อไว้ในการเกิดครั้งก่อน  ภวะปัจจยา ชาติ แปลว่า  การเกิดใหม่อาศัยการกระทำที่ก่อไว้ในการเกิดครั้งก่อนเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

 

เมื่อมีการเกิดใหม่อีก  ก็ย่อมต้องมีการเสื่อมลง การแก่(ชรา) และ การตาย(มรณะ) – ชาติปัจจยา ชรา มรณา แปลว่า การแก่การตายอาศัยการเกิดใหม่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น  เมื่อมีการเกิดใหม่ ก่อนจะตายก็ย่อมจะต้องประสบกับความทุกข์แสนสาหัสทั้งกายและใจอีกเช่นกัน

 

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างหนึ่งของวงจรปฏิจจสมุปบาท(สภาพธรรมที่อาศัยกันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น)ที่เกิดจากการที่ผู้ปฏิบัติมิได้กำหนดรู้เมื่อได้ยินเสียงเพลงว่า “ยินหนอ…ยินหนอ”  เริ่มจากการที่เรามีหู หูสัมผัสหรือกระทบกับเสียงเพลง จากการกระทบนั้นจึงเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน (สฬายตนะปัจจยา ผัสโส, ผัสสะปัจจยา เวทนาสฬายตนะ หมายถึงอวัยวะอันเป็นทวารรับรู้ทั้ง 6 อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ,   ผัสโส คือ การสัมผัสหรือกระทบ    เพราะเหตุที่เรามีทวารรับรู้ทั้ง 6 (ในที่นี้คือ หู)จึงเกิดการกระทบกับเสียงเพลง   กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การกระทบกับเสียงเพลงอาศัยหู(หนึ่งในทวารทั้ง 6)เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น  และเมื่อหูกระทบกับเสียงเพลงแล้ว จึงเกิดจิตรับรู้การได้ยินขึ้น  ( แม้ว่าเราจะมีหู หากไม่มีเสียงเพลง ก็ย่อมไม่เกิดการกระทบใดๆ  ต้องมีทั้งหูและเสียงเพลงจึงจะเกิดการกระทบขึ้น และจากการกระทบจึงจะเกิดจิตที่รับรู้การได้ยินตามมา)

 

จิตที่รับรู้การได้ยินมีเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันด้วย อันได้แก่ สัญญา(การจำได้หมายรู้-perception), เวทนา (ความรู้สึก-Feeling/sensation), มนสิการ (ความใส่ใจ-attention), เจตนา (ความจงใจ-Volition), ผัสสะ (การกระทบหรือสัมผัส-contact), เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นเพียงหนึ่งเดียว-one-pointedness) และ ชีวิตินทรีย์ (พลังที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้-Vitality/psychic life)  ในที่นี้ เจตสิกตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับจิตที่รับรู้การได้ยินคือ เวทนา-ความรู้สึก ซึ่งเด่นชัดมากและมีพลังเหนือกว่าเจตสิกตัวอื่นๆ  เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติได้ยินเสียงเพลง พึงรีบกำหนดรู้ว่า”ยินหนอ…ยินหนอ” อย่างจดจ่อ มีพลัง กำหนดเร็วๆจนกระทั่งจิตที่กำหนดรู้มีพลังเพิ่มขึ้นและมีอำนาจเหนือจิตที่รับรู้การได้ยิน ทำให้จิตรับรู้การได้ยินไม่ชัดเจนนัก จึงไม่เกิดการวิเคราะห์ตัดสินตามมาว่าเพลงนั้นไพเราะหรือไม่ และไม่เกิดการไขว่คว้าเกาะเกี่ยวยึดติดกับเสียงเพลงนั้น   ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องจากจิตที่กำหนดรู้รบกวนการได้ยินและมีพลังแรงกว่านั่นเอง

 

เมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ว่า “ยินหนอ..ยินหนอ”นั้น จิตที่รับรู้การได้ยินจะไม่สามารถรับรู้ได้เต็มที่ เป็นเหตุให้ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเพลงนั้นไพเราะหรือไม่ น่าเพลิดเพลินหรือไม่  จะเห็นได้ว่า ในกรณีนี้ แม้ว่าจะเกิดการกระทบหรือสัมผัสระหว่างหูกับเสียงเพลง แต่ไม่เกิดความรู้สึกพึงใจหรือไม่พอใจ(เวทนา)ตามมา  สติที่กำหนดรู้นี่เองช่วยกำจัดเวทนาออกไป  เพียงผู้ปฏิบัติคอยเอาสติกำหนดรู้การได้ยินก็จะไม่เกิดเวทนา-ความรู้สึกพึงใจหรือไม่พอใจตามมา  กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สติที่มั่นคงมีพลังจะสามารถกำจัดความรู้สึกหรือบรรเทาให้ความรู้สึก(เวทนา)อ่อนแรงลงได้

 

เมื่อไม่เกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ก็ย่อมไม่เกิดความปรารถนาที่จะได้ยินเสียงเพลงซ้ำๆอีก หรือ ไม่เกิดความปรารถนาอยากพบหน้านักร้องเจ้าของเสียงเพลงนั้น  กล่าวเป็นบาลีว่า เวทนา นิโรธา ตัณหา นิโรธา เมื่อไม่มีความรู้สึกพึงใจหรือไม่พอใจ(เวทนา) ย่อมไม่เกิดความปรารถนา(ตัณหา)

 

และเมื่อไม่เกิดความปรารถนา(ตัณหา)ดังนั้น ก็ย่อมไม่เกิดความต้องการไขว่คว้าเกาะเกี่ยวยึดติด(อุปาทาน)   ตัณหานิโรธา อุปาทานะ นิโรธา

 

ไม่มีความต้องการไขว่คว้าเกาะเกี่ยวยึดติด(อุปาทาน)   ก็ย่อมไม่เกิดการกระทำใดๆ(ภะวะ-ภพ)ที่พยายามให้ได้สิ่งที่ไขว่คว้าเกาะเกี่ยวยึดติดนั้นมา อุปาทานะ นิโรธา ภวะ นิโรธา

 

และเมื่อไม่เกิดการกระทำใดๆ(ภะวะ-ภพ)  ก็ย่อมไม่มี”การเกิดใหม่”(ชาติ) (ในที่นี้ ว่าด้วยจิตที่รับรู้การได้ยิน)  ภวะ นิโรธา ชาติ นิโรธา  การเกิดใหม่ของผู้ปฏิบัติยุติลงตรงนี้เอง

 

และแล้ว สภาวะธรรมทางกายและทางจิตของผู้ปฏิบัติก็ยุติลงเพียงนี้ ไม่มีการเกิดอีกต่อไป ความทุกข์ทั้งมวลก็ดับลง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป   ในกรณีนี้ ด้วยการเอาสติกำหนดรู้การได้ยินเสียงเพลงว่า “ยินหนอ..ยินหนอ”นี่เอง

 

นี่คือวิธีการปิดประตู(ทวาร)ด้วยสตินั่นเอง   ในที่นี้ประตูทางหู-โสตทวารถูกปิดด้วยสติของผู้ปฏิบัติ ทำให้ศัตรูคือตัณหา(โดยมีเวทนา-ความรู้สึกเป็นกองหน้า)ไม่สามารถบุกเข้ามาจู่โจมได้  แม้เมื่อผู้ปฏิบัติได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะ หากมีสติที่เข้มแข็งมั่นคงต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาและกำหนดรู้ว่า”ยินหนอ...ยินหนอ” ผู้ปฏิบัติก็สามารถปิดโสตทวารจนกิเลสใดๆก็ไม่สามารถรุกรานเข้ามาได้

 

ผู้ปฏิบัติสามารถใช้วิธีนี้ในการปิดอีก ๕ ทวารที่เหลือด้วยเช่นกัน  เมื่อเห็น พึงกำหนดรู้ว่า”เห็นหนอ...เห็นหนอ” เพื่อเปิดประตูทางตา(จักขุทวาร)  เมื่อได้ยิน พึงกำหนดรู้ว่า”ยินหนอ...ยินหนอ”เพื่อปิดประตูทางหู(โสตทวาร)  เมื่อได้กลิ่น พึงกำหนดรู้ว่า”กลิ่นหนอ...กลิ่นหนอ” เพื่อเปิดประตูทางจมูก(ฆานทวาร)

 

เมื่อรับประทานอาหาร ผู้ปฏิบัติพึงตั้งใจกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวและสภาวธรรมทางกายต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น “ตักหนอ”  “อ้า(ปาก)หนอ” “ใส่(ปาก)หนอ” “เคี้ยวหนอ” “รสหนอ” ฯลฯ การกำหนดรู้สภาวธรรมทางกายและทางจิตต่างๆด้วยพลังของสติอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ปฏิบัติไม่สามารถเพลิดเพลินกับอาหารที่รับประทานอยู่ เป็นการปิดประตูทางลิ้น(ชิวหาทวาร)

 

ตัวอย่างเช่น ในขณะรับประทานอาหาร หากผู้ปฏิบัติรับรู้รสของอาหารว่ามีรสหวานและกำหนดรู้อยู่ว่า ”เคี้ยวหนอ..เคี้ยวหนอ” หรือ “หวานหนอ...หวานหนอ”  เมื่อสติมีกำลังมากขึ้นจนกระทั่งผู้ปฏิบัติสามารถเข้าไปเห็นความจริงในขณะนั้นว่า มีเพียงอาการเคี้ยวที่กำลังเกิดอยู่ หรือ มีเพียงอาการบดกันของขากรรไกรทั้งสองกำลังเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง และเพียงรู้สึกว่ามีวัตถุใดวัตถุหนึ่งแทรกอยู่ตรงกลางและถูกบดถูกเคี้ยวอยู่เท่านั้น ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะมิได้รับรู้รสอาหารและไม่รู้สึกถึงรสหวานเหมือนตอนเริ่มต้น  การที่ผู้ปฏิบัติไม่รู้สึกว่ามีรสหวานนั่นเองที่ทำให้ไม่เกิดความพึงพอใจและปรารถนาจะเพลิดเพลินในรสนั้น  แต่ถ้าผู้ปฏิบัติกำหนดต่อเนื่องไปอย่างมีพลังและเพิ่มความละเอียดในการกำหนดยิ่งขึ้น ผู้ปฏิบัติอาจจะเริ่มรู้สึกคลื่นไส้ใคร่อาเจียนเพราะเกิดความรังเกียจในอาหารนั้น  นี่มิใช่วิธีที่ถูกต้อง ความรังเกียจนั้นเป็นโทสะซึ่งเป็นกิเลสประเภทหนึ่งเช่นกัน  วิธีที่ถูกต้องคือผู้ปฏิบัติพึงมีความรู้สึกที่เป็นกลาง ไม่มีทั้งความพึงใจหรือความไม่พอใจ ถ้าพึงใจก็จะเกิดความปรารถนา(ตัณหา)ตามมา เมื่อไม่พอใจก็จะเกิดความรังเกียจ(โทสะ)ตามมา วิธีรักษาความรู้สึกให้เป็นกลางก็ด้วยการเอาสติกำหนดรู้อาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ผู้ปฏิบัติก็จะปิดประตูทางลิ้น(ชิวหาทวาร)ได้

 

วิธีที่กล่าวมานี้เรียกว่า อินทรีย์สังวร(การสำรวมอินทรีย์)  อินทรีย์ หมายถึงทวารทั้ง ๖ที่รับรู้ความรู้สึก สังวรหมายถึงการปิดกั้น  ผู้ปฏิบัติพึงปิดกั้นประตูเหล่านี้ด้วยสติ เมื่อได้ยินก็พึงกำหนดรู้ว่า”ยินหนอ” เมื่อเห็นก็พึงกำหนดรู้ว่า”เห็นหนอ” เมื่อได้กลิ่นก็พึงกำหนดรู้ว่า”กลิ่นหนอ” เมื่อรับรู้รสก็พึงกำหนดรู้ว่า”รสหนอ”หรือ”เคี้ยวหนอ”  เมื่อสัมผัสก็พึงกำหนดรู้ว่า”ถูกหนอ” และหากรู้สึกถึงความนุ่มความแข็งก็พึงกำหนดรู้ว่า”นุ่มหนอ”หรือ”แข็งหนอ” ซึ่งจะทำให้กิเลสเข้ามาแทรกมิได้ เพราะผู้ปฏิบัติมีสติรู้การสัมผัสอยู่

 

เมื่อสมาธิของผู้ปฏิบัติดิ่งลึกลงจนเกิดปัญญาที่แจ่มชัดยิ่งขึ้น ผู้ปฏิบัติก็จะเริ่มเห็นว่าจิตที่รับรู้การได้ยินนั้นเกิดขึ้นและดับไป...เกิดขึ้นและดับไป...ซึ่งเป็นการเข้าไปเห็นความเป็นอนิจจัง เมื่อประจักษ์แจ้งเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติก็จะไม่เกิดความพึงพอใจหรือรังเกียจอีกต่อไป ไม่มีกิเลสใดๆในจิตใจ นี่เองคือจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน-การบรรลุสู่การดับทุกข์ด้วยการหยั่งรู้สภาวธรรมทางกายและทางจิตตามความเป็นจริง  ในขณะที่จุดมุ่งหมายของสมถกรรมฐานคือการบรรลุสู่สมาธิขั้นสูงขึ้นไปเท่านั้น

 

  ในขณะที่ผู้ปฏิบัติได้ยินเสียงเพลง หากผู้ปฏิบัติไม่มีสติกำหนดรู้ว่า”ยินหนอ...ยินหนอ”ได้ทันก็จะเกิดความพึงพอใจและความปรารถนาตามมา แต่ถ้ามีสติกำหนดรู้ได้มั่นคง ต่อเนื่อง สมาธิที่ดิ่งลึกจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติได้รับรู้ว่า มีเพียงการได้ยิน เสียงที่ได้ยิน และจิตที่รับรู้การได้ยินเท่านั้นที่เกิดขึ้น  นี่คือวิปัสสนาญาณที่ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง  ปัญญาญาณที่หยั่งรู้นี้เองที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติละหรือกำจัดกิเลสบางอย่าง(ที่เกิดขึ้น หากผู้ปฏิบัติละเลยการกำหนดรู้)ออกไปจากจิตใจได้

 

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากกิเลสที่ถูกขจัดออกไปแล้วก็ยังคงมีกิเลสตัวอื่นๆเหลืออยู่อีก อาทิเช่น ในขณะที่มองเห็นก็อาจเกิดความปรารถนาที่จะเห็นอีก  หากได้ลิ้มรสก็อาจเกิดความปรารถนาที่จะลิ้มรสนั้นอีก ความปรารถนานั้นมีทั้งตัณหาและโลภะ   ในขณะที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้การลิ้มรสก็อาจจะละหรือกำจัดตัณหาออกไปได้  แต่โลภะก็ยังมิได้ถูกแตะต้อง    การกำหนดรู้การได้ยินซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องช่วยให้ผู้ปฏิบัติละหรือกำจัดเพียงตัณหา-ซึ่งเป็นกิเลสบางส่วนออกไปได้เท่านั้น  คงจะจำกันได้ว่า การละหรือกำจัดกิเลสในจิตใจที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ในตอนต้นนั้นมี 3 ประเภทด้วยกัน  ตัวอย่างที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า วิปัสสนาญาณนั้นสามารถละหรือกำจัดกิเลสไปได้บางส่วน (ตทังคะปหาน) นั่นเอง

        อาตมาขออำนวยพรให้ศิษย์ทุกคนมีสติที่มั่นคง พึงใช้สตินั้นปิดกั้นประตูทั้ง ๖ ทวาร และบรรลุสู่จุดหมายด้วยกันทุกคน เทอญ

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view