เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,300
Page Views 696,309
สินค้าทั้งหมด 1
 

แนวทางการสอบอารมณ์

แนวทางการสอบอารมณ์

 

สามัญลักษณะ

 

                   สามัญลักษณะหมายถึง ลักษณะทั่วไปหรือลักษณะอันเป็นสามัญของสภาพธรรมทางกายและจิตทั้งหลาย ได้แก่ อนิจจลักษณะ หรือลักษณะของความไม่เที่ยง ทุกขลักษณะหรือลักษณะของความทุกข์ ความไม่น่าพึงพอใจ และอนัตตลักษณะหรือลักษณะของความปราศจากตัวตนหรือผู้บงการใด ๆ ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ลักษณะเหล่านี้มีอยู่ในปรากฏการณ์ทางกายทางจิตทุกอย่าง จึงได้ชื่อว่า สามัญลักษณะซึ่งหมายถึงลักษณะที่มีอยู่โดยทั่วไปหรือเป็นสามัญ

 

                   ผู้ปฏิบัติควรที่จะพยายามทำความเข้าใจลักษณะทั้งสามดังกล่าวข้างต้นนี้ กล่าวคือ สภาวะลักษณะ สังขตะลักษณะ และสามัญลักษณะ  ในจำนวนลักษณะทั้งสามนี้การปฏิบัติกรรมฐานของเราในเบื้องต้นมุ่งไปสู่การประจักษ์แจ้งสภาวะลักษณะของปรากฏการณ์ทางกายทางจิตที่เรากำลังกำหนดรู้อยู่

 

บทสรุป

 

          การเจริญสติปัฏฐานวิปัสสนาภาวนา (การภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญาด้วยการเจริญสติที่ตั้งมั่นอย่างต่อเนื่อง) มุ่งเจริญสติในอารมณ์ 4 ประเภทคือ

 

  1. อาการหรือสภาวะทางกายอันเป็นที่ให้สติเข้าไปตั้งกำหนดรู้ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
  2. อาการหรือสภาวะของเวทนาที่เสวยอารมณ์ต่าง ๆ อันเป็นที่ให้สติเข้าไปตั้งกำหนดรู้ (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
  3. อาการหรือสภาวะของจิต อันเป็นที่ให้สติเข้าไปตั้งกำหนดรู้ (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
  4. อาการหรือสภาวะของธรรม ซึ่งมีกามฉันทนิวรณ์ เป็นต้น อันเป็นที่ให้สติเข้าไปตั้งกำหนดรู้ (ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

 

เมื่อกำหนดรู้อารมณ์ใดก็ตามข้างต้นจะมีสิ่ง 3 ประการเกิดขึ้นมาตามลำดับคือ

  1. การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์หรือสภาพธรรม
  2. ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
  3. การ “เห็น” และ “รู้” ประสบการณ์บางอย่างสืบเนื่องจากการที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อย่างมีสติ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือพยายามกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนเท่าที่จะทำได้

 

ข้อควรจำประการสุดท้าย

 

                   อะไรเกิดขึ้น กำหนดรู้อะไร และได้รู้เห็นอะไรจากการกำหนดเหล่านี้ผู้ปฏิบัติควรที่จะเข้าไประลึกรู้จริง ๆ และอธิบายอย่างรวบรัดชัดเจนและถูกต้องในระหว่างการสอบอารมณ์

 

วิธีเจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยย่อ

 

วิธีเจริญสติปัฏฐาน ด้วยหลักการง่าย ๆ เพื่อจิตสงบไม่วุ่นวาย อีกทั้งได้ญาณปัญญา

 

                   เมื่อนั่งขัดสมาธิ

                   ให้ตั้งกายตรง

                   ดำรงสติมั่นคง

                   จิตจรดลงที่ท้อง

 

                             หายใจตามสบาย

                             เป้าหมายที่ยุบพอง

                             ความรู้สึกที่ท้อง

                             สติต้องติดตาม

                                      รักษาจิตให้บริสุทธิ์

                                      สิ่งพิรุธไม่ย้อนถาม

                                      ยอด เยี่ยม หรือดีงาม

                                      กำหนดตามที่เป็นจริง

 

                                                เคร่งตึงหรือเคลื่อนไหว

                                                ผันแปรไปไม่หยุดนิ่ง

                                                ทุกขณะอย่าละทิ้ง

                                                กำหนดทุกสิ่งที่หกทวาร

                                     

                                                          ความคิดที่ฟุ้งไป

                                                          รู้ฉับไวในทุกสถาน

                                                          กำหนดรู้ให้ทันการณ์

                                                          ไม่พลั้งพลาดผ่านแม้ครั้งเดียว

 

                   รู้สึกร้าย ดี หรือเฉย

                   อย่าละเลยไม่แลเหลียว

                   โลกธรรมที่เกาะเกี่ยว

                   แม้น้อยเดียวกำหนดไป

                                      เห็น ได้ยิน ทุกอายตนะ

                                      สัมปชัญญะระลึกได้

                                      อย่าประมาท อย่าปล่อยใจ

                                      กำหนดไว้ทุกเวลา

ควรรายงานอะไรในการสอบอารมณ์

 

  1. บรรยายสภาวะการพองของท้อง
  2. บรรยายสภาวะการยุบของท้อง
  3. บรรยายว่าจินตนาการมีสภาวะเป็นอย่างไร
  4. บรรยายว่าความรู้สึกต่าง ๆ มีสภาวะเป็นอย่างไร
  5. บรรยายว่าความคิดมีสภาวะเป็นอย่างไร
  6. สิ่งสำคัญยิ่งที่ต้องกำหนดรู้ : สภาวะที่เกิดขึ้น  การกำหนด และจำแนกแยกแยะอารมณ์ต่าง ๆ ของผู้ปฏิบัติ
  7. บรรยายแต่ละอารมณ์อย่างชัดเจนและโดยละเอียด
  8. บรรยายเฉพาะประสบการณ์ใหม่ ๆ และตรงประเด็น
  9. บรรยายอย่างกระชับรัดกุมและชัดเจน
  10. อย่าเสียเวลา

 

คำอธิบายโดยย่อ

  1. ในขณะที่อารมณ์ (หลัก) เกิดขึ้นให้เพียรกำหนดอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ บรรยายว่ามีอารมณ์นั้นปรากฏขึ้นจริงหรือไม่
  2. บรรยายขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติในการกำหนดอารมณ์ที่ตามรู้อยู่อย่างแม่นยำ และถูกต้อง
  3. บรรยายอะไรก็ตามที่ผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดรู้ได้ให้ครบถ้วน
  4. หาไม่แล้วบรรยายอะไรก็ตามที่ผู้ปฏิบัติกำหนดและประสบมา

 

 

 

บทบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้โยคีหรือผู้เจริญภาวนาสามารถรายงานผลการปฏิบัติของตนอย่างถูกต้อง

 

หลักการเจริญกรรมฐานตามแบบของท่านอาจารย์มหาสีสยาด่อเริ่มจากการเฝ้าตามรู้อารมณ์หลักได้แก่ความรู้สึกขณะที่ท้องพองและยุบ

 

ท่านอาจารย์มหาสีสยาด่อได้สั่งสอนไว้ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้สภาพธรรมอย่างใกล้ชิดแนบแน่น โดยไม่ยกเว้นแม้เศษเสี้ยวของอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ

 

ข้อควรจำประการแรกได้แก่ “ให้เล่าว่าผู้ปฏิบัติกำหดอารมณ์หลักอย่างไร และเกิดความระลึกรู้อะไร”

 

การพองยุบของท้องนี้เป็นอารมณ์หลักในการเจริญกรรมฐานในแง่ที่ว่าเมื่อไม่มีอารมณ์อื่นที่เด่นชัดกว่า ผู้ปฏิบัติควรจะตามระลึกรู้ความรู้สึกขณะที่ท้องพองยุบ

 

ผู้ปฏิบัติควรจะกำหนดรู้สภาวะทางกายทั้งหมดขณะที่ท้องพองขึ้นนับแต่จุดเริ่มต้น ตอนกลางและสิ้นสุดอย่างต่อเนื่องเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ผู้ปฏบัติควรที่จะสามารถรายงานได้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นและจิตที่กำหนดรู้นั้นพร้อมเพรียงกันเพียงใด และผู้ปฏิบัติสามารถระลึกรู้สภาวะ (พองยุบ) ได้ตลอดสายหรือไม่ ผู้ปฏิบัติประสบกับสภาวะอะไร

 

การเจริญกรรมฐานในแนวทางนี้มีสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นและดำเนินไปอยู่สองประการคือ

  1. การเฝ้าสังเกตหรือตามรู้สภาวะอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
  2. สภาวะการระลึกรู้ที่เป็นผลจากการเฝ้าสังเกตหรือตามรู้นั้น

ขณะที่ท้องพองขึ้นนั้นมีลักษณะปรากฏสามอย่างคือ รูปร่างสัณฐานอาการเคลื่อนไหว และลักษณะปรมัตถของท้อง

 

เช่นเดียวกัน เมื่อผู้ปฏิบัติเดินจงกรม ขณะที่ยกเท้าขึ้นผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดสภาวะต่าง ๆ ได้พร้อม ๆ กับการยกเท้าโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ ผู้ปฏิบัติ “เห็น” รูปเท้า อาการยกเท้า หรือความเคร่งตึงของเท้า

 

ผู้ปฏิบัติธรรมควรที่จะเข้าใจลักษณะที่ปรากฏทางกายและทางจิต 3 ลักษณะคือ

  1. สภาวะลักษณะ
  2. สังขตะลักษณะ
  3. สามัญลักษณะ

สภาวะลักษณะ หมายถึงลักษณะเฉพาะของรูปและนามเช่น ความแข็งและความอ่อนเป็นลักษณะเฉพาะของธาตุดิน

 

สังขตะลักษณะคือลักษณะแห่งการปรุงแต่ง ได้แก่การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

 

สามัญลักษณะคือ ลักษณะทั่วไปของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งปวงอันได้แก่ความเที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน

 

ในบรรดาลักษณะทั้งสามประการนี้ การปฏิบัติกรรมฐาน มุ่งที่จะให้ผู้ปฏบัติประจักษ์แจ้งในสภาวลักษณะของรูปและนามที่กำหนดอยู่ จะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะประจักษ์แจ้งลักษณะของรูปและนามดังกล่าว คำตอบคือ ควรที่จะกำหนดรู้ปรากฏการณ์ทางกายและจิตทุก ๆ อย่างขณะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

 

อะไรเล่าคือลักษณะที่แท้จริง เมื่อหายใจเข้าลมก็จะเข้าไปในท้อง ลมก็คือธาตุที่มีลักษณะเคร่งตึงและเคลื่อนไหว และลักษณะที่แท้จริงเหล่านี้เองที่ผู้ปฏิบัติจะได้รู้จัก โดยผู้ปฏิบัติจะประจักษ์แจ้งลักษณะดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติตามรู้ความเคลื่อนไหวของสภาวะการพองทุก ๆ ขณะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงตลอดสายไปจนกระทั่งจบสิ้น

 

หลักวิธีการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการเคลื่อนไหวของร่างกายอื่น ๆ ตลอดจนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายและความคิดที่เกิดขึ้นในจิต

 

ข้อควรจำประการที่สองได้แก่ “ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติประจักษ์แจ้งสภาวะลักษณะ เท่านั้น สังขตะลักษณะจึงจะปรากฏ”

ข้อควรจำประการที่สามคือ “ต่อเมื่อสังขตะธรรมปรากฏชัดเท่านั้นผู้ปฏิบัติจึงสามารถประจักษ์แจ้งสามัญลักษณะได้”

ข้อควรจำประการที่สี่ได้แก่ “เมื่อสามัญลักษณะปรากฏชัดแล้ววิปัสสนาญาณ จึงจะบังเกิดขึ้น” และวิปัสสนาญาณก็จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นจนสมบูรณ์

 

ในการรายงานขณะสอบอารมณ์นั้น ผู้ปฏิบัติควรจะเล่าเฉพาะสิ่งที่ผู้ปฏิบัติได้ “เห็น” หรือประจักษ์แจ้งด้วยตนเองจริง ๆ เท่านั้น มิใช่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติคิดว่าตนได้ประสบมา

 

ข้อควรจำประการต่อไปก็คือ “ควรที่จะรายงานความคิดที่กำหนดรู้ได้ทั้งหมดในการสอบอารมณ์”

เพื่อให้เกิดความคิดฟุ้งซ่านน้อยที่สุด ผู้ปฏิบัติใหม่ควรที่จะมุ่งกำหนดจิตให้จดจ่อกับอารมณ์กรรมฐานหลักให้มากที่สุด เมื่อความรู้สึกหรือเวทนาเกิดขึ้นผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดรู้ด้วย

 

ในขณะรายงานควรที่จะใช้ภาษาง่าย ๆ เช่น ปวด ชา หรือ ซ่า ฯลฯ มากกว่าที่จะใช้ภาษาบาลีอย่าง “เวทนา”

 

ข้อควรจำถัดไปคือ “ความรู้สึกทั้งหลาย ควรกำหนดรู้และรายงานในการสอบอารมณ์”

 

ผู้ปฏิบัติควรจะกำหนดรู้สภาพธรรมทุกอย่างที่จิตเข้าไปรับรู้ได้ (ธรรมารมณ์) ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส ความชอบ ความเฉื่อยชา ความฟุ้งซ่าน ความสงสัย ความจำ ความเข้าใจชัดเจน ความตั้งใจจดจ่อ ความยินดี ความวิตกกังวล ฯลฯ

 

เมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดอารมณ์เหล่านี้ตามลำดับแล้ว เกิดอะไรขึ้นผู้ปฏิบัติควรที่จะกำหนดรู้ทุกครั้ง

 

มีอารมณ์อยู่ 4 ประเภทที่ต้องกำหนดรู้ในการเจริญสติปัฏฐานวิปัสสนาภาวนาคือ

  1. สิ่งที่เกิดขึ้นทางกาย
  2. ความรู้สึกต่าง ๆ หรือเวทนา
  3. สภาวะของจิตที่เข้าไปรับอารมณ์ต่างๆ และ
  4. อารมณ์ที่เกิดทางจิตหรือธรรมารมณ์

 

ข้อควรจำโดยสรุปรวมแล้ว คือ “อะไรเกิด อะไรถูกกำหนดรู้ และอะไรที่ผู้ปฏิบัติเข้าไปประจักษ์แจ้ง ผู้ปฏิบัติต้องรู้ชัดทุกสิ่งอย่างบริบูรณ์แล้วรายงานในการสอบอารมณ์”

[Back] 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view