เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,341
Page Views 696,351
สินค้าทั้งหมด 1
 

แนวทางการสอบอารมณ์

แนวทางการสอบอารมณ์

 

ลักษณะเฉพาะแต่ละลักษณะของกายและจิตล้วนมีจุดเริ่มต้น การดำรงอยู่และการดับสิ้นไป ลักษณะเหล่านี้เรียกในภาษาบาลีว่า อุปปาทะ ฐิติ และ ภังคะ อุปปาทะหมายถึงจุดเริ่มต้นหรือการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ ฐิติ คือการดำรงอยู่หรือความต่อเนื่องหรือการดำเนินไปสู่ความแตกดับ ภังคะ คือการแตกทำลายหรือดับสลาย ลักษณะทั้งสามนี้มีชื่อเรียกว่าเป็น สังขตะลักษณะ (สังขตะ = การประกอบขึ้น หรือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น หรือเรียกอีกอย่างว่าการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป)

 

ลักษณะที่สามของรูปนามทั้งหลายได้แก่สามัญลักษณะอันได้แก่ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานทั่วไปของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ทั้งปวง

 

ในพระไตรปิฏกภาษาบาลีลักษณะทั้งสามนี้ชื่อว่า อนิจจลักขณะ (ความไม่เที่ยง คือความสิ้นไป ดับไป) ทุกขลักขณะ (ความเป็นทุกข์ คือทนอยู่ไม่ได้ ต้องดับไป) และ อนัตตลักขณะ (ปราศจากเราเขาที่จะบังคับบัญชาได้) ลักษณะเหล่านี้มีอยู่และครอบงำสภาวะรูปและนามทั้งปวง ดังนั้น ลักษณะเหล่านี้จึงได้ชื่อว่าสามัญลักษณะ (กล่าวคือเป็นลักษณะอันเป็นสามัญ หรือลักษณะที่เสมอกัน) ของสิ่งทั้งปวง

 

โดยสรุปเราจำต้องเข้าใจลักษณะทั้งสามที่กล่าวถึงข้างต้น กล่าวคือสภาวะลักษณะ (ลักษณะเฉพาะของรูปนามที่กำหนด) สังขตะลักษณะ (ลักษณะแห่งการมีปัจจัยปรุงแต่ง กล่าวคือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) และสามัญลักษณะ (ลักษณะที่เป็นสามัญหรือทั่ว ๆ ไป)

 

ในบรรดาลักษณะทั้งสามประการนี้ การปฏิบัติกรรมฐานมุ่งที่จะให้ผู้ปฏิบัติประจักษ์แจ้งในสภาวะลักษณะของรูปและนามที่กำหนดอยู่ ในการเจริญภาวนานั้น จะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะประจักษ์แจ้งลักษณะของรูปและนามดังกล่าว คำตอบคือควรที่จะกำหนดรู้ปรากฏการณ์ทางกายและจิตทุก ๆ อย่างขณะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ตราบเมื่อเราได้ปฏิบัติดังกล่าวแล้วเท่านั้น เราจึงจะสามารถเห็นลักษณะเฉพาะของรูปนามทั้งหลายได้

 

เมื่อผู้ปฏิบัติหายใจเข้า ท้องก็พองออก ก่อนหายใจเข้าก็ไม่มีอาการพองของท้อง ผู้ปฏิบัติควรตามรู้สภาวะการพองของท้องตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถประจักษ์แจ้งลักษณะที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวนี้  แล้วอะไรเล่าคือลักษณะที่แท้จริง เมื่อหายใจเข้าลมก็จะเข้าไปในท้อง แล้วลมคืออะไร ลมก็คือธาตุที่มีลักษณะเคร่งตึงและเคลื่อนไหว และลักษณะที่แท้จริงเหล่านี้เองที่ผู้ปฏิบัติจะได้รู้จัก โดยผู้ปฏิบัติจะประจักษ์แจ้งลักษณะดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติตามรู้ความเคลื่อนไหวของสภาวะการพองทุก ๆ ขณะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงตลอดสายไปจนกระทั่งจบสิ้น หากผู้ปฏิบัติไม่กำหนดตามวิธีดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะไม่เห็นแม้แต่รูปร่างสัณฐานหรืออาการของอารมณ์นั้นเลย โดยไม่ต้องพูดถึงลักษณะที่แท้จริงซึ่งผู้ปฏิบัติจะเห็นได้น้อยกว่ามาก

 

หากผู้ปฏิบัติตามกำหนดอารมณ์กรรมฐานอย่างถูกตรงจดจ่อและต่อเนื่อง กล่าวคือสภาวะการพองและยุบของท้องทุก ๆ ขณะที่หายใจเข้าและออกแล้ว สมาธิของผู้ปฏิบัติก็จะมีกำลังตั้งมั่นมากขึ้นตามลำดับ เมื่อสมาธิแก่กล้าขึ้นผู้ปฏิบัติก็จะไม่เห็นสัณฐานหรือรูปร่างของท้อง หรืออาการที่ท้องพองและยุบอีกต่อไป ผู้ปฏิบัติจะมองทะลุสิ่งเหล่านี้เข้าไป “เห็น” (ประจักษ์แจ้ง) ความตึง ความกดดัน และเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกับความเคลื่อนไหวของท้องที่ผู้ปฏบัติกำลังตามรู้อยู่ เมื่อผู้ปฏิบัติหายใจออก ผู้ปฏิบัติก็จะรู้สึกว่าความตึงนั้นลดลงเรื่อย ๆ และการยุบของท้องจะจบสิ้นลงเมื่อการหายใจออกสิ้นสุด

 

ในทำนองเดียวกัน (ผู้ปฏิบัติจะต้องตามรู้ปัจจุบันอารมณ์อย่างต่อเนื่องในขณะที่) เดินจงกรม ทั้งการยก ย่าง และเหยียบเท้าลงบนพื้น

อนึ่ง วิปัสสนาจารย์จะไม่บอกผู้เจริญกรรมฐานว่าผู้ปฏิบัติจะ “เห็น” อะไร แต่จะสอนวิธีการตามรู้อารมณ์ให้  ทำนองเดียวกับการบวกเลข อาจารย์จะไม่บอกคำตอบ แต่จะสอนลูกศิษย์ให้รู้จักวิธีการคำนวณหาคำตอบนั้นเอง

 

หลักวิธีการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการเคลื่อนไหวของร่างกายอื่น ๆ ตลอดจนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายและความคิดที่เกิดขึ้นในจิต ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อารมณ์เหล่านี้ทั้งหมดทุก ๆ ขณะที่เกิดขึ้นให้เท่าทันตามความเป็นจริงเพื่อผู้ปฏิบัติจะได้สามารถประจักษ์แจ้งลักษณะที่แท้จริงของอารมณ์เหล่านี้ได้

 

ถึงจุดนี้เราได้ทำความเข้าใจกับหลักปฏิบัติหรือข้อควรจำประการแรกแล้ว กล่าวคือลักษณะที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ จะปรากฏต่อเมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดรู้สภาพธรรมต่าง ๆ ทุก ๆ ขณะที่สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view