เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,295
Page Views 696,304
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ

ถามตอบปัญหา

          ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม ได้มีท่านสาธุชนหลายท่านถามปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม อาตมาภาพจะอ่านคำถาม และท่านอาจารย์สัทธรรมรังสี สยาดอ จะตอบปัญหาเหล่านั้น เป็นข้อๆต่อไป

          คำถามข้อ ๑ : อยากทราบเจตนาของการแผ่เมตตาก่อนการรับประทานอาหาร

          ตอบ การแผ่เมตตาก่อนรับประทานอาหาร เป็นการแสดงความปรารถนาดีต่อท่านเจ้าภาพซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ในการปฏิบัติธรรมนี้ ขณะนั้นจิตของเราจะประกอบด้วยเมตตา-ความปรารถนาดีอย่างแท้จริง เป็นการกำจัดความโกรธ(โทสะ) เพราะโทสะเป็นอกุศลธรรมที่รบกวนจิตให้มัวหมอง การแผ่เมตตาจึงเป็นการอบรมจิตให้ปราศจากโทสะ  ขณะที่จิตของเราปราศจากโทสะจะเป็นอุปาการะ-เป็นเครื่องอุปถัมภ์ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อไป

          นอกจากผู้ปฏิบัติจะแผ่เมตตาให้กับท่านเจ้าภาพผู้อุปถัมภ์การปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ยังควรแผ่เมตตาให้กับผู้ปฏิบัติอื่นๆด้วย  เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งในขณะนั้น ด้วยอำนาจสมาธิที่ผู้ปฏิบัติได้แผ่เมตตา จะทำให้ผู้ปฏิบัติอื่นๆมีความสุขกายสุขใจ มีสุขภาพดี และสามารถเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนก้าวหน้าในการปฏิบัติต่อไปได้

          นอกจากนั้นบุคคลผู้เจริญเมตตายังจะได้รับอานิสงส์ของการเจริญเมตตา ๑๑ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้อีกด้วย

 

          คำถามข้อ ๒ : การใส่คำว่า “อยาก”เป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ ใช่หรือไม่ ?

          ตอบ ตามหลักของสติปัฏฐาน ๔ (อันได้แก่ กายานุปัสสนา-ตามรู้กาย, เวทนานุปัสสนา-ตามรู้เวทนา, จิตตานุปัสสนา-ตามรู้จิต, และธรรมานุปัสสนา-ตามรู้สภาวะธรรม) การกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆนี้ จัดว่าเป็นประเภทจิตตานุปัสสนา-การตามรู้จิตของตน

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถรับรู้จิตที่คิด“อยาก”ดังกล่าวนี้ จัดว่าได้บรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นที่สองคือ ปัจจยปริคคหญาณ ซึ่งหมายถึงปัญญาที่รู้แจ้งเหตุและผลของสภาวธรรมที่กำลังกำหนดรู้อยู่

          เมื่อได้รู้เท่าทันสภาวธรรมทางจิตว่า ก่อนที่จะเกิดอาการเคลื่อนไหวนี้ได้มีจิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหวเกิดขึ้นก่อน เมื่อเกิดจิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหวแล้ว จึงได้เกิดอาการเคลื่อนไหวติดตามโดยความเป็นผลต่อมา ความเข้าใจเช่นนี้จัดว่าเป็นการรู้แจ้งว่า จิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหวนั้นได้เกิดขึ้นโดยความเป็นเหตุ แล้วจึงเกิดผลคืออาการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นรูปธรรมตามมา

          คำถามข้อ ๓ : เวลาเดินจงกรมแล้วคิดว่าเท้าเป็นรูปที่เกิดขึ้น เคลื่อนไหวไปตามที่จิตสั่งซึ่งเป็นเหตุและผลส่งกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราเติมคำว่า“อยาก”แล้ว คำว่า“อยาก”นี้เป็นฉันทะที่เป็นกุศลใช่หรือไม่ (คำถามข้อนี้ ใจความที่ต้องการถามคือคำว่า“อยาก”นั้นเป็นฉันทะหรือโลภะนั่นเอง)

          ตอบ ขณะจิตที่คิดอยากเกิดขึ้นมา และผู้ปฏิบัติกำหนดรู้เท่าทันจิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหวโดยกำหนดว่า“อยากเดินหนอ”…“อยากเหยียดหนอ”…หรือ“อยากคู้หนอ”เป็นต้นนี้ จิตดังกล่าวมิใช่โลภะ เพราะโลภะเป็นความโลภ เป็นความปรารถนาต้องการโดยประกอบด้วยความยินดีติดใจในอารมณ์นั้นๆ อันจัดว่าเป็นอกุศลธรรม แต่ขณะที่ผู้ปฏิบัติเกิดจิตที่คิดอยากจะเดินอันเป็นความตั้งใจ(ฉันทะ)  จิตดังกล่าวประกอบด้วยฉันทะคือความต้องการความปรารถนาที่จะเดิน ความต้องการดังกล่าวนี้ไม่เหมือนกับความปรารถนาที่เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์อันเป็นโลภะ ทั้งนี้เพราะความโลภนั้นเป็นอกุศลอย่างเดียว แต่ฉันทะที่เป็นความปรารถนาเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศลทั้งสองอย่าง ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติต้องการจะเคลื่อนไหวร่างกายและประกอบด้วยสติตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ ฉันทะที่เกิดขึ้นนั้นมิได้ประกอบด้วยความโลภ เป็นฉันทะที่ประกอบด้วยสติซึ่งเป็นกุศล ฉะนั้น ขณะเกิดจิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหวจึงจัดว่าประกอบด้วยฉันทะที่เป็นกุศล-มิใช่ความโลภแต่อย่างใด

 

          คำถามข้อ ๔ : ในมหาสติปัฏฐาน ๔ ขอกราบเรียนท่านสยาดอ ได้โปรดอธิบายหัวข้อธรรมานุปัสสนา และจิตตานุปัสสนา เพื่อประโยชน์ในการนำมาใช้ปฏิบัติ

          ตอบ ความแตกต่างระหว่างจิตตานุปัสสนากับธรรมานุปัสสนา คือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ หมายถึงสติที่กำหนดรู้จิตของตนอย่างต่อเนื่อง จิตของเรานั้นเป็นนามธรรมที่รับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖  อย่างไรก็ตาม แม้จิตจะมีลักษณะที่รับรู้อารมณ์ แต่ก็ยังมีสภาวะอารมณ์บางอย่างเกิดร่วมกับจิตด้วย ซึ่งเป็นสภาวะอารมณ์ที่ดีบ้าง-ไม่ดีบ้าง เรียกว่าเจตสิก  สภาวะอารมณ์นี้อาจจะทำให้จิตของเราเศร้าหมองบ้างหรือทำให้จิตผ่องใสบ้าง ด้วยเหตุนี้ บางขณะจิตจึงประกอบด้วยความเศร้าหมองแต่บางขณะจิตก็ประกอบด้วยความผ่องใส จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่สอนให้ผู้ปฏิบัติตามรู้จิตที่เศร้าหมองหรือจิตที่ผ่องใสนั้น บางขณะจิตประกอบด้วยความโลภ บางขณะจิตประกอบด้วยความโกรธ บางขณะประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน ก็พึงตามรู้เท่าทันอาการเหล่านั้นตามความเป็นจริง

          ส่วนธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นวิธีการปฏิบัติที่สอนให้ตามรู้สภาวธรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เช่น สภาวธรรมการเห็น เป็นต้น  หมายความว่าขณะที่มีอาการเห็น อาการได้ยิน อาการรู้กลิ่น อาการลิ้มรส อาการรู้สัมผัส หรืออาการนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ก็พึงสักแต่รับรู้อาการเหล่านั้นตามความเป็นจริง โดยกำหนดว่า “เห็นหนอ”…“ได้ยินหนอ”…”กลิ่นหนอ”…”รสหนอ”…”ถูกหนอ”…”คิดหนอ” เป็นต้น

          การสักแต่รับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ ดังกล่าวนี้ก็เป็นการรับรู้สภาวธรรมทางจิต คืออาการเห็น เป็นต้น โดยไม่รับรู้สัณฐานหรือเรื่องราวภายนอก เช่นขณะที่เห็นอยู่ก็สักแต่เห็น โดยไม่รับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นบุรุษ-เป็นสตรี มีสัณฐานสูง-ต่ำ มีผิวดำ-ผิวคล้ำ   ขณะที่กำหนดว่า“ได้ยินหนอ”ก็สักแต่รับรู้สภาวธรรมการได้ยินที่เป็นสภาวธรรมทางจิต โดยไม่ใส่ใจต่อเสียงที่กำลังได้ยินอยู่ และไม่รับรู้ว่าเสียงดังกล่าวนั้นเป็นเสียงอะไร เป็นเสียงคนพูดกัน-เสียงนกร้อง-เสียงไก่ขัน-เสียงรถ-หรือเสียงอย่างหนึ่งอย่างใด

          คำถามข้อ ๕ : ในจิตตานุปัสสนา การทำงานของจิตนั้นเป็นอย่างไร จึงทำให้เกิดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วจะใช้จิตดูจิตอย่างไร เพื่อจะกำหนดความฟุ้งซ่านนั้นได้

          ตอบ จิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านนี้ได้รับรู้อารมณ์ที่เราเคยประสบมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปารมณ์เช่นสีต่างๆ, สัททารมณ์-เสียงต่างๆ, คันธารมณ์-กลิ่นต่างๆ, รสารมณ์-รสต่างๆ, โผฏฐัพพารมณ์-สัมผัสต่างๆ, และธรรมารมณ์-ความนึกคิดต่างๆ   เมื่อเกิดความฟุ้งซ่าน อารมณ์ทั้ง ๖ ที่เราเคยประสบมาก่อนและขาดสติตามรู้เท่าทันเหล่านี้ก็จะปรากฏขึ้นมาในจิตของเรา ส่วนใหญ่มักจะเป็นธรรมารมณ์ อันได้แก่ความนึกคิดในอดีตเกี่ยวกับสิ่งที่เคยประสบมา

          ขณะที่ผู้ปฏิบัติตามรู้จิตที่ฟุ้งซ่านหรืออาการฟุ้งซ่านดังกล่าวนี้และกำหนดว่า“คิดหนอ”หรือ “ฟุ้งหนอ”  จัดว่าเป็นการที่ผู้ปฏิบัติรับรู้สภาวะปรมัตถ์อันได้แก่จิตที่ฟุ้งนั้น  ผู้ปฏิบัติจะสังเกตได้ว่า ในขณะที่เกิดอาการฟุ้งซ่านขึ้น จิตของเราจะรับรู้อารมณ์เรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นบัญญัติ เรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นบัญญัตินี้เป็นอารมณ์ของอาการฟุ้ง แต่ในภายหลังเมื่อมีสติรู้เท่าทันจิต จิตจะประกอบด้วยสติกำหนดรู้อาการฟุ้งซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ โดยมิได้กำหนดรู้เรื่องราวที่ฟุ้งซึ่งเป็นสมมติบัญญัติ อาการฟุ้งซึ่งเป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่งนี้เป็นสภาวะปรมัตถ์  จิตที่ประกอบด้วยสติได้กำหนดรู้อาการฟุ้งหรือตามรู้จิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านนั้น โดยไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่ฟุ้ง จึงจัดว่าเป็นคนละส่วนกัน  และถึงแม้ว่าจิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านจะพึ่งดับไปก็ตาม แต่ก็จัดว่าเป็นการดับไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จิตของผู้ปฏิบัติสามารถรู้เท่าทันอาการฟุ้งหรือจิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านนั้นได้ ก็จัดว่ารับรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบันได้ สิ่งที่สำคัญก็คือผู้ปฏิบัติไม่พึงใส่ใจต่อเรื่องราวที่กำลังคิดฟุ้งอยู่อันเป็นสมมติบัญญัติ พึงจดจ่อเฉพาะที่อาการฟุ้งหรือจิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์เท่านั้น จึงจะจัดว่าเป็นจิตตานุปัสสนาอย่างแท้จริง

 

          คำถามข้อ ๖ : การกำหนดอุเบกขาเวทนานั้น ผู้ปฏิบัติจะเริ่มต้นอย่างไร และจับความรู้สึกตอนไหน

          ตอบ อุเบกขาเวทนา หมายถึง ความวางเฉย มิใช่ความรู้สึกยินดีหรือรู้สึกเป็นสุข-เป็นทุกข์แต่อย่างใด อันที่จริงแล้ว ความรู้สึกวางเฉยดังกล่าวนี้เป็นสภาวธรรมที่ไม่ชัดเจนเหมือนสุขเวทนาและทุกขเวทนา เพราะสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนมากกว่า ด้วยเหตุที่เป็นความรู้สึกที่ไม่ชัดเจนนั่นเองในเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรมผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรกำหนดรู้อุเบกขาเวทนา โดยกำหนดว่า“เฉยหนอ…เฉยหนอ”  ผู้ปฏิบัติพึงจดจำว่าอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานจะต้องเป็นอารมณ์ที่ปรากฏชัดเจนที่สุด จิตของผู้ปฏิบัติจะไปจดจ่อตามกำหนดที่อารมณ์นั้นเองตามธรรมชาติโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ผู้ปฏิบัติจึงไม่จำเป็นต้องเลือกอารมณ์ที่ตนอยากจะกำหนด พึงปล่อยให้จิตได้รับรู้อารมณ์-ได้เลือกอารมณ์ที่ปรากฏชัด-แล้วกำหนดตามรู้เอง  อุเบกขาเวทนานี้เปรียบเหมือนกับรอยเท้าเนื้อซึ่งวิ่งไปเหยียบบนก้อนหิน นายพรานอาจสามารถเห็นรอยเท้าเนื้อบนพื้นดินข้างๆก้อนหินได้ แต่จะไม่สามารถเห็นรอยเท้าเนื้อที่เหยียบลงไปบนก้อนหินได้ อุเบกขาเวทนาก็เหมือนกับรอยเท้าเนื้อที่เหยียบไปบนก้อนหิน ผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถรับรู้อุเบกขาเวทนาได้อย่างชัดเจนในระยะแรกๆของการปฏิบัติ  จวบจนเมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่งจนสมาธิแก่กล้ามากขึ้น อุเบกขาเวทนานี้จึงจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น   เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้ปฏิบัติก็พึงกำหนดรู้อุเบกขาเวทนานั้นได้

          คำถามข้อ ๗ : การกำหนดอิริยาบถย่อยนั้นจะกำหนดบัญญัติตามอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งในบางจังหวะจะนึกคำกำหนดสมมติตัวนั้นไม่ออก หรือนึกไม่ทันก็จะใช้คำว่า “งอเข้าหนอ” หรือ“เหยียดหนอ”  ใช้คำว่า“ไปหนอ…ไปหนอ” แทนจะได้หรือไม่

          ตอบ ปัญหาข้อนี้ถามถึงวิธีการใช้คำบริกรรมว่า จำเป็นจะต้องใช้ให้เหมาะกับอาการนั้นหรือเปล่า เช่นเมื่อเกิดอาการคู้หรืออาการเหยียด จะกำหนดว่า“ไปหนอ” หรือ “มาหนอ”ได้หรือไม่ ที่จริงแล้วคำบริกรรมไม่ใช่อารมณ์ของการปฏิบัติ  ขณะที่เกิดอาการเคลื่อนไหวอยู่นั้น อารมณ์ของกรรมฐานคืออาการเคลื่อนไหว(เช่น อาการเหยียดหรืออาการคู้)ซึ่งนับเข้าในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่คำบริกรรมเป็นเพียงเครื่องช่วยให้ผู้ปฏิบัติได้รู้สึกตัวว่ากำลังตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์อยู่ เมื่อคำบริกรรมไม่ใช่ตัวหลักที่ควรจะเน้นของการปฏิบัติ จึงไม่จำเป็นจะต้องบริกรรมให้ถูกต้องตามอาการเสมอไป บางขณะที่นึกคำบริกรรมไม่ออกควรจะกำหนดว่า“เหยียดหนอ”หรือ“คู้หนอ”ดี ก็อาจกำหนดได้ว่า“เคลื่อนหนอ…เคลื่อนหนอ”หรือ“ไปหนอ…ไปหนอ”หรือ“มาหนอ…มาหนอ” ก็จัดว่าถูกต้องเช่นเดียวกัน สิ่งที่สำคัญคือผู้ปฏิบัติจะต้องตามกำหนดรู้ที่อาการเคลื่อนไหวนั้น ไม่ใช่ที่คำบริกรรม และไม่ใช่ที่สัณฐานของร่างกาย    

          คำถามข้อ ๘ : ในการปรับอินทรีย์ระหว่างศรัทธาและปัญญา จะทราบได้อย่างไรว่าอินทรีย์ตัวใด ยิ่งหรือหย่อนกว่ากัน และมีวิธีปรับอินทรีย์นี้อย่างไร

          ตอบ ศรัทธากับปัญญา ๒ อย่างนี้จะต้องมีความสม่ำเสมอ-สมดุลกัน ศรัทธาหมายถึงความเชื่อมั่น-ความเลื่อมใส ปัญญาหมายถึงความรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ทั้งสองอย่างคือความเชื่อมั่นเลื่อมใสและความรู้แจ้งตามที่เป็นจริงจะต้องควบคู่กัน จะต้องมีกำลังที่สมดุลกันจึงจะยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ หากบุคคลประกอบด้วยศรัทธามากแต่ขาดปัญญา ขาดความรู้ที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดความเลื่อมใส-เชื่อมั่นในหนทางที่ไม่ถูกต้อง

          หากปัญญามีมากกว่าศรัทธา(มีความรู้มากกว่าความเชื่อมั่นเลื่อมใส)ก็จะเกิดความไม่เชื่อถือและไม่ต้องการที่จะปฏิบัติธรรม กลายเป็นบุคคลที่ไม่เลื่อมใสและขาดความเข้าใจอย่างแท้จริงในการปฏิบัติธรรมได้  ในที่นี้ปัญญาหมายถึงความเข้าใจขั้นพื้นฐาน หาใช่ปัญญาในวิปัสสนาญาณแต่อย่างใด  บางท่านที่มีปัญญาอันเป็นความเข้าใจขั้นพื้นฐาน โดยเข้าใจแล้วว่าสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นอนัตตา หากแต่ขาดศรัทธา(ความเชื่อมั่นเลื่อมใสในวิธีการปฏิบัติธรรม) ก็จะเกิดความลังเลสงสัยคิดไปว่า เราทั้งหลายมาปฏิบัติธรรมกันเพื่ออะไรในเมื่อก็เข้าใจอยู่แล้วว่าสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดแล้วก็ดับไป จึงไม่น่ามีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมาปฏิบัติธรรมกันอีก  หากบุคคลใดมีความเข้าใจมากเกินกว่าศรัทธาโดยขาดความเชื่อมั่น-เลื่อมใสเช่นนี้แล้ว ก็จะกลายเป็นบุคคลผู้ที่ไม่สนใจการปฏิบัติธรรมและคัดค้าน-ขัดแย้งกับการปฏิบัติธรรมด้วย

          การปรับศรัทธาให้มีความสมดุลกับปัญญากระทำได้ไม่ยากเลย หากผู้ปฏิบัติประกอบด้วยสติที่รู้จักตัวเอง โดยรู้ว่าขณะนี้เรามีศรัทธามากเกินไปแต่ไม่มีปัญญา หรือรู้ว่าตอนนี้เรามีความเข้าใจมากเกินไปแต่ยังมีศรัทธาน้อยอยู่ ก็จะสามารถปรับศรัทธาและปัญญาทั้งสองอย่างให้เกิดความสมดุลได้  แต่หากผู้ปฏิบัติขาดความรู้ตัวว่าศรัทธากับปัญญาของตนเองไม่สม่ำเสมอกัน ก็ยากที่จะปรับอินทรีย์ทั้งสองอย่างให้สมดุลกันได้

          ถ้าผู้ปฏิบัติประกอบด้วยโยนิโสมนสิการ(การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย-การพิจารณาหาเหตุผลอย่างเหมาะสม) ก็จะพยายามคิดหาเหตุผลถึงความเหมาะสมในด้านเหตุและด้านผลในเรื่องของพระพุทธศาสนา เมื่อประกอบด้วยโยนิโสมนสิการที่พิจารณาถึงความเหมาะสมเช่นนี้ ก็จะเกิดความเลื่อมใสมากขึ้น และเกิดความเข้าใจมากขึ้น ความเลื่อมใสศรัทธาและความเข้าใจคือปัญญานั้นก็จะเกิดความสมดุลกัน  ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถปรับอินทรีย์ทั้งสองอย่างนี้ให้สมดุลกันได้

          คำถามข้อ ๙ : ผู้ที่บรรลุมรรค ผล นิพพานได้โดยการฟังธรรมเพียงครั้งเดียว จะต้องทำบุญเช่นไร ถ้าเทียบกับปัจจุบันได้ศึกษาคำสอนของพระองค์ทั้งหมดแล้วก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมเหมือนกับบุคคลผู้ฟังธรรมเพียงครั้งเดียวเลย

            ตอบ คัมภีร์อรรถกถาได้แสดงเรื่องของบุคคลบางคนที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอิริยบุคคล(พระโสดาบันบ้างหรือพระอรหันต์บ้าง)หลังจากฟังธรรมแล้ว  ในกรณีนี้ พระอรรถกถาจารย์ได้ระบุถึงการฟังธรรมโดยประกอบด้วยสติที่กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานด้วย เพราะถ้าสักแต่ฟังธรรมอย่างเดียวจะไม่สามารถบรรลุธรรมได้เลย เนื่องจากว่าสติปัฏฐานนั้นเป็นหนทางสายเดียวแห่งการบรรลุธรรม  ขณะที่บุคคลเหล่านั้นกำลังฟังธรรมอยู่ ท่านได้ตามกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งอาจจะเป็นเสียงที่กำลังได้ยินอยู่โดยกำหนดว่า“ได้ยินหนอ” หรืออาจจะเป็นปีติ(ความอิ่มใจ)ที่กำลังเกิดขึ้นกำหนดว่า“อิ่มใจหนอ” เมื่อได้ตามกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์เช่นนี้จึงได้เกิดวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ และสามารถบรรลุธรรมในขณะนั้นได้ ด้วยเหตุดังกล่าวพระอรรถกถาจารย์จึงได้กล่าวว่าได้บรรลุธรรมในขณะฟังธรรม ท่านไม่ได้หมายความว่าฟังธรรมแล้วจึงได้บรรลุธรรม

          บุคคลที่บรรลุธรรมในขณะที่ฟังธรรมนี้เป็นผู้ที่สั่งสมบารมีในภพก่อนๆมาจนกระทั่งเต็มเปี่ยมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทานบารมี, ศีลบารมี และภาวนาบารมี  เพราะเหตุนี้เอง ในขณะที่ท่านเหล่านั้นฟังธรรมอยู่และได้กำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ด้วยจึงสามารถบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว หากว่าบุคคลเหล่านั้นสักแต่ฟังธรรมโดยไม่กำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ก็จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้เลย   ถ้าการสักแต่ฟังธรรมเพียงอย่างเดียวก็ทำให้สามารถบรรลุธรรมได้แล้ว  ปัจจุบันนี้ก็คงจะมีคนที่ฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมมากมายเหลือเกิน แต่กลับไม่มีเหมือนในสมัยก่อนเลย ทั้งนี้เพราะบุคคลในสมัยก่อนนั้นมีบารมีธรรมมากกว่าบุคคลในสมัยนี้ และท่านเหล่านั้นก็ได้กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้วด้วย มิใช่สักแต่ฟังธรรมอย่างเดียวแล้วบรรลุธรรมได้

          ในสมัยพุทธกาลนั้นมีบุคคลประเภทหนึ่งที่บรรลุธรรมได้ไวมาก เรียกว่า อุคคติตัญญู บุคคลประเภทนี้เป็นผู้ที่สั่งสมบารมีธรรมมามากแล้ว สามารถบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ฟังธรรมอยู่นั้นได้เกิดความเข้าใจและสามารถกำหนดรู้ได้ทันที เปรียบเสมือนพระพุทธองค์ได้เปิดขุมทรัพย์ หรือหม้อที่เต็มไปด้วยทองคำขึ้นเบื้องหน้าเขา เมื่อทรงเปิดหม้อทองคำขึ้นแล้ว บุคคลเหล่านั้นสามารถเห็นขุมทรัพย์หรือทองคำที่อยู่ในหม้อซึ่งไม่เคยได้พบเห็นสิ่งที่มีคุณค่าเช่นนี้มาก่อนได้อย่างชัดเจน  ในทางเดียวกัน เมื่อได้รับฟังธรรมแล้วท่านเหล่านั้นก็เกิดความเข้าใจในธรรมะอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังสามารถรับรู้ถึงวิธีการปฏิบัติได้ด้วยว่าพึงกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ จึงได้กำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ตามที่ตนเข้าใจ จนกระทั่งบรรลุธรรมได้ในขณะที่ฟังธรรมนั้นนั่นเอง  ในสมัยนี้กาลเวลาได้ล่วงเลยมานานจนไม่มีบุคคลประเภทอุคคติตัญญูนี้แล้ว  พวกเรามิใช่อุคคติตัญญูบุคคล เรายังจำเป็นต้องพากเพียรปฏิบัติธรรมอีกมากจึงจะสามารถบรรลุธรรมได้

          คำถามข้อ ๑๐ : การนำเอาวิธีปฏิบัติตามที่ได้ฝึกมาในหลักสูตรนี้ ไปใช้กับชีวิตการทำงานหรือชีวิตประจำวันนั้น จะเกิดผลหรือไม่ แล้วจะทำให้บรรลุถึงมรรค ผล หรือไม่

          ตอบ การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลกับชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันของตนด้วย

          ในชีวิตประจำวันของผู้ที่ครองเรือน หากมีความโลภหรือความโกรธมากเกินไปและไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ ชีวิตการครองเรือนก็จะขาดความสุข ความโกรธ-ความไม่พอใจ-ความหงุดหงิด-ความประทุษร้ายจัดว่าเป็นสภาวธรรมที่รบกวนให้จิตใจเศร้าหมอง-เร่าร้อนและกระวนกระวายอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบถึงบุคคลรอบข้างอีกด้วย  การเจริญวิปัสสนากรรมฐานทำให้ผู้ปฏิบัติรู้จักยับยั้งชั่งใจตนเอง รู้จักที่จะหักห้ามความโลภ-ความโกรธ ยับยั้งความโลภและความโกรธได้  เมื่อทำเช่นนั้นได้ ก็จะสามารถมีความสุขในชีวิตประจำวันมากขึ้น

          นอกจากนั้นแล้ว ในชีวิตการทำงานของบุคคลที่มีความโลภมากหรือโกรธมากก็มักจะขาดสติที่รู้เท่าทันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เมื่อมีความโลภมากก็อยากที่จะได้มาก ทำให้แสวงหาในสิ่งที่ไม่ควรแสวงหาและทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ขณะเดียวกันเมื่อเกิดความโกรธขึ้นมาครอบงำจิตใจ บุคคลเหล่านี้ก็จะทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ผู้ปฏิบัติที่สามารถอบรมจิตของตนจะประกอบด้วยความยับยั้งชั่งใจ เมื่อรู้สึกว่าเกิดความโลภหรือเกิดความโกรธขึ้นมาก็สามารถข่มจิตข่มกิเลสเหล่านั้นได้ ผู้ปฏิบัติจะรู้จักให้ในสิ่งที่ควรให้ ให้กับบุคคลที่ควรให้ และให้ในเวลาที่เหมาะสม โดยมิใช่เป็นผู้รับฝ่ายเดียว ทั้งยังรู้จักพิจารณารู้จักหาเหตุผลในกิจการงานนั้นๆ และรู้จักพิจารณาหาเหตุผลยับยั้งชั่งใจตนเอง ไม่ให้เกิดความโลภมากจนเกินไป ไม่ให้เกิดความโกรธจนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะสามารถก้าวหน้าในกิจการงานของตนได้

          ผู้ปฏิบัติที่ได้พยายามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานหรือเจริญวิปัสสนากรรมฐานขณะที่อยู่บ้านอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จัดได้ว่าเป็นการอบรมบารมีในเรื่องของภาวนาธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเจริญวิปัสสนาภาวนา  เมื่อสติต่อเนื่อง มีสมาธิมั่นคง ก็จะเกิดปัญญาที่หยั่งรู้สภาวธรรมต่อๆกันมา จนในที่สุดก็จะสามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน แม้ว่าจะยังครองเรือนอยู่ก็สามารถบรรลุได้เช่นเดียวกัน

          บุคคลที่บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วยังครองเรือนอยู่ยังจัดว่ายินดีในการครองเรือนอยู่ บุคคลผู้บรรลุเป็นพระสกทาคามีจะมีความยินดีในการครองเรือนน้อยลง ส่วนบุคคลผู้ที่เป็นพระอนาคามีนั้นจะไม่มีความยินดีในการครองเรือนเลย ส่วนใหญ่มักจะออกจากเรือนบวชเป็นฤาษีบ้าง เป็นชีปะขาวบ้าง บวชเป็นพระบ้าง เป็นชีบ้าง ไปอยู่ในวัด หรือในสถานที่ที่สงัดจากคน  

          คำถามข้อ ๑๑ : บุญจากการเจริญวิปัสสนานี้ สามารถอุทิศหรือทำแทนผู้อื่นได้หรือไม่ ในกรณีผู้นั้นเป็นผู้ป่วย หรือคนชราที่ไม่สามารถปฏิบัติด้วยตนเองได้

          ตอบ กุศลจากการเจริญวิปัสสนานั้นก็สามารถอุทิศให้กับบุคคลอื่นได้ คือตั้งใจว่าขออุทิศให้กับคุณพ่อ-คุณแม่-คุณปู่-คุณย่า-คุณตา-คุณยาย-หรือว่าญาติพี่น้องเจ้ากรรม-นายเวร บุคคลที่ได้รับบุญกุศลจากการอุทิศนี้ก็จะเกิดบุญกุศลเช่นเดียวกัน แต่กุศลดังกล่าวยังจัดว่าเป็นกุศลธรรมดา ยังมิใช่วิปัสสนากุศลเหมือนกับที่ผู้ปฏิบัติได้ในขณะเจริญกรรมฐานนี้

          หากว่าผู้ปฏิบัติได้อุทิศส่วนบุญให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว บุคคลนั้นได้รับรู้และอนุโมทนากล่าวสาธุการชื่นชมยินดีกับบุญที่เราได้อุทิศให้นั้น ก็จัดว่าบุคคลนั้นสามารถได้รับส่วนบุญที่เราอุทิศให้ได้ อย่างไรก็ตามบุญกุศลของบุคคลผู้อนุโมทนานั้นจัดเข้าเป็นทานกุศล ยังมิใช่ภาวนากุศล และยังมิใช่วิปัสสนากุศล  เพราะการเจริญวิปัสสนานี้เป็นเรื่องเฉพาะตน เป็นกิจเฉพาะตนไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่น บุคคลผู้เจริญวิปัสสนาเท่านั้นจึงจะสามารถได้รับผลที่แท้จริงจากประสบการณ์ของตนได้ จึงไม่มีใครสามารถปฏิบัติวิปัสสนาหรือเจริญวิปัสสนาแทนบุคคลอื่นได้ ผู้ปฏิบัติจะต้องทำเองเท่านั้นจึงจะได้รับผลด้วยตนเอง

          เกี่ยวกับการอนุโมทนาบุญของผู้อื่นที่เรียกว่าปัตตานุโมทนามัยกุศลซึ่งเกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญของผู้อื่นนี้ ไม่เพียงแต่จะอุทิศส่วนบุญซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรมเท่านั้น แม้การทำทานหรือการรักษาศีลก็ตาม หลังจากทำแล้วก็สามารถอุทิศส่วนบุญนี้ให้แก่บุคคลอื่นได้  กุศลของบุคคลผู้กระทำทานนั้นจัดว่าเป็นทานกุศล เมื่ออุทิศส่วนบุญให้ผู้อื่นแล้ว บุคคลผู้อนุโมทนาก็ได้รับส่วนบุญซึ่งจัดเข้าในทานกุศลเช่นเดียวกัน ส่วนบุคคลผู้รักษาศีลซึ่งได้รับกุศลอันเกิดจากการรักษาศีลของตน  แต่เมื่อเขาอุทิศส่วนบุญนั้นให้กับผู้อื่น บุคคลผู้อนุโมทนารับบุญนั้นจะมิได้รับกุศลที่เกี่ยวกับการรักษาศีล แต่เป็นการได้รับกุศลอันเกี่ยวกับทาน เพราะการอนุโมทนาบุญนี้นับเนื่องเข้าในทานกุศล แม้แต่ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็เช่นกัน ผู้ปฏิบัติอุทิศส่วนบุญนั้นให้แก่ผู้อื่น ผู้อุทิศส่วนบุญเป็นผู้ที่เจริญกุศลในเรื่องของภาวนา แต่ผู้ที่อนุโมทนาบุญเป็นผู้ได้รับส่วนบุญที่นับเนื่องเข้าในทานกุศลเท่านั้น

          คำถามข้อ ๑๒ : การเจริญวิปัสสนาเองที่บ้าน ควรต้องมีอาจารย์ให้คำแนะนำหรือไม่ ?

ตอบ ควรจะต้องมีอาจารย์คอยให้คำแนะนำ เพราะระหว่างที่ปฏิบัติเอง บางขณะอาจเกิดความสงสัยหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องได้โดยค้นคิดวิธีปฏิบัติใหม่ขึ้นมาด้วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงองค์ของพระโสดาบันไว้ ๔ ประการ ว่า องค์ของบุคคลผู้ที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบันมี ๔ ประการ ในองค์ ๔ ประการเหล่านั้น มีองค์ข้อที่ ๑ คือ กลฺยาณมิตฺตตา ความมีกัลยาณมิตร(บุคคลที่สามารถให้คำแนะนำ-ให้คำชี้แจงที่ถูกต้องได้) จึงจะสามารถบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้

           ในวันนี้ อาตมาเห็นว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอความสุขความเจริญในธรรม จงมีแด่ท่านสาธุชนทั้งหลาย และให้มีความเข้าใจในแนวทางการเจริญสติปัฏฐาน ๔  อย่างถูกต้องตามที่ได้แนะนำมาและจากประสบการณ์การปฏิบัติของตนเอง ขอให้หมั่นเจริญสติปัฏฐานสี่ จนสามารถยังอินทรีย์ทั้งหลายให้แก่กล้าเข้าถึงอริยมรรค อริยผล บรรลุสู่พระนิพพาน ตามสมควรแก่บารมีของตนด้วยเทอญ ฯ

 

[Back] 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view