เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,301
Page Views 696,310
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ

 

 คุณสมบัติของนักปฏิบัติธรรม ๔ ประการ

----------

วันนี้ อาตมาภาพจะได้บรรยายธรรม เรื่องคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติธรรม ๔ ประการ บุคคลที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานในพระพุทธศาสนาต่างก็ต้องการจะก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม บุคคลที่ประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมแล้วก็ยังต้องการจะบรรลุคุณธรรมพิเศษในพระพุทธศาสนายิ่งๆขึ้นไปอีก ดังนั้นเพื่อให้บรรลุคุณธรรมพิเศษซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนิกชนในพระพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีต้องประกอบด้วยองค์คุณ ๔ ประการ

          พระมหากัจจายนะซึ่งเป็นหนึ่งในอสีติมหาสาวก ๘๐ รูป เป็นเอตทัคคะในด้านขยายความย่อให้พิสดาร ได้แสดงองค์คุณของผู้ปฏิบัติไว้ ๔ ประการ คือ

          ๑. “จกฺขุมาสฺส ยถา อนฺโต - ถึงแม้ผู้ปฏิบัติจะมีตาดีก็ตาม ก็ต้องทำตัวให้เหมือนกับคนตาบอด” หมายความว่า แม้ผู้ปฏิบัติจะมีดวงตาดี สามารถเห็นสิ่งต่างๆ พบเห็นรูปารมณ์ต่างๆภายนอกร่างกายได้ก็ตาม แต่พึงทำตัวคล้ายกับเป็นคนตาบอด ไม่สนใจรับรู้อารมณ์ภายนอกแต่อย่างใด

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย บุคคลที่มีดวงตาดีจะทำตนคล้ายเป็นคนตาบอดนั้นเป็นอย่างไร ? เนื่องจากบุคคลที่มีดวงตาดีสามารถรับรู้รูปารมณ์ภายนอกต่างๆ อันหมายถึง รูปพรรณสัณฐานของสิ่งภายนอก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นบุรุษ-เป็นสตรี-เป็นต้นไม้-หรือเป็นสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของผู้ปฏิบัติก็จะไปรับรู้ถึงอารมณ์ภายนอกที่เป็นสมมุติบัญญัติ จนขาดสติที่จะกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์อันได้แก่สภาวธรรมอาการเห็น วิปัสสนาปัญญาก็จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากขาดสติที่เป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาปัญญานั่นเอง เมื่อขาดสมาธิที่แน่วแน่ในอารมณ์กรรมฐาน วิปัสสนาญาณที่หยั่งรู้สภาวธรรมทางกายกับสภาวธรรมทางจิตตามความเป็นจริงก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พระมหากัจจายนะเถระจึงแนะนำให้ผู้ปฏิบัติ พยายามทำตัวคล้ายกับเป็นคนตาบอด โดยไม่สนใจรับรู้อารมณ์ภายนอกที่เป็นสมมุติบัญญัติแต่อย่างใด

          อันที่จริงแล้ว การทำตัวให้เหมือนคนตาบอดนั้นมิได้หมายถึงการปิดตาของตนเอง เพื่อจะไม่ไปดูอารมณ์ภายนอกที่เป็นสมมุติบัญญัติ และมิได้หมายถึงการนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาปิดที่ดวงตาของตนเพื่อไม่ให้เห็นอารมณ์ภายนอก แต่กลับหมายถึงการกำหนดรู้ถึงสภาวธรรมการเห็นโดยสักแต่ว่าเห็น และกำหนดว่า“เห็นหนอ…เห็นหนอ” โดยไม่สนใจต่ออารมณ์ภายนอกที่กำลังเห็นอยู่ ไม่สนใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นบุรุษ สตรี-เรา-เขา-ของเรา-ของเขา เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติที่สักแต่รับรู้สภาวธรรมการเห็น ซึ่งเป็นสภาวธรรมทางจิตของตน โดยไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกซึ่งเป็นสมมุติบัญญัติ จัดว่าเป็นบุคคลที่ประพฤติตนคล้ายกับเป็นคนตาบอดนั่นเอง

          แท้ที่จริงแล้ว การเจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยสักแต่ว่าเห็นอารมณ์กรรมฐานที่กำลังประสบอยู่ ไม่รับรู้รูปพรรณสัณฐานของอารมณ์นั้นๆ มิได้เป็นความเห็นของท่านพระมหากัจจายนะเถระแต่ผู้เดียวเท่านั้น แม้พระพุทธองค์เองก็ตรัสสอนพุทธบริษัททั้งหลายให้สักแต่ว่าเห็นอารมณ์ที่กำลังประสบอยู่ โดยตรัสว่า “ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติ - เมื่อเห็นอยู่ ก็สักแต่ว่าเห็น”เท่านั้น โดยไม่รับรู้รูปพรรณสัณฐานของสิ่งที่เห็นแต่อย่างใด

          การสักแต่ว่าเห็นนั้น หมายถึงการไม่รับรู้สมมุติบัญญัติของอารมณ์ที่กำลังเห็นอยู่ กล่าวโดยปกติแล้ว ในขณะที่เราได้พบเห็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะรับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นว่าเป็นบุรุษ เป็นสตรี สิ่งที่เห็นนั้นมีสัณฐานเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง-ตัวสูงหรือตัวต่ำ-ผิวขาวหรือผิวดำ-มีรูปร่างสัณฐานที่แตกต่างกันออกไป แต่การสักแต่ว่าเห็นนี้หมายถึงการรับรู้สภาวธรรมการเห็นโดยไม่รับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร ไม่รับรู้ว่าสิ่งที่กำลังพบอยู่นั้นคือบุรุษหรือสตรี มีสัณฐานสูงหรือต่ำ มีผิวขาวหรือผิวคล้ำ ไม่รับรู้สิ่งนั้นว่าเป็นอะไร เห็นแต่เป็นเพียงรูปารมณ์ที่เป็นสภาวปรมัตถ์เท่านั้น

          การเจริญสติปัฏฐานโดยสักแต่รับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ เช่น สักแต่ว่าเห็น- สักแต่ว่าได้ยินนั้น จัดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งในระยะแรกๆของการปฏิบัติธรรม เพราะจิตของผู้ปฏิบัติมีความเคยชินอยู่กับการรับรู้อารมณ์ภายนอกที่เป็นสมมุติบัญญัติ เมื่อเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะจดจ่อที่รูปพรรณสัณฐานของสิ่งเหล่านั้น จวบจนกระทั่งได้เจริญสติปัฏฐานไปได้ระยะหนึ่งแล้ว สติจะมีความต่อเนื่องและสมาธิจะแนบแน่นอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ตัวอย่างเช่น ผู้ปฏิบัติที่มีสมาธิแนบแน่นกับการเดินจงกรม ในระหว่างที่กำลังเดินจงกรม ๓ ระยะอยู่ กำหนดรู้ว่า“ยกหนอ…ย่างหนอ…เหยียบหนอ”โดยสามารถจดจ่อตามรู้อาการเคลื่อนไหวของเท้าได้อย่างละเอียดและต่อเนื่องอยู่นั้น อาจมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเดินผ่านมา ผู้ปฏิบัติอาจจะเหลือบไปเห็นบุคคลนั้นและกำหนดว่า“เห็นหนอ…เห็นหนอ”โดยสักแต่ว่าเห็น แต่จะไม่ได้รับรู้ว่าบุคคลที่เดินผ่านมานั้นเป็นใคร กล่าวคือ ไม่ได้รับรู้ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นบุรุษหรือสตรี รับรู้เพียงแต่ว่าเป็นคนๆหนึ่ง เป็นรูปๆหนึ่งซึ่งผ่านมาเท่านั้นเอง แต่ไม่สามารถรับรู้เพศ หรือรู้ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นใครได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะว่าจิตของผู้ปฏิบัติจดจ่ออยู่ที่สภาวธรรมการเห็นโดยสักแต่ว่าเห็นเท่านั้น

          ในระหว่างที่ปฏิบัติเมื่อผู้ปฏิบัติเกิดสมาธิพอสมควร ขณะที่เห็นก็สักแต่เห็นโดยไม่รับรู้ถึงรูปพรรณสัณฐานของสิ่งที่เห็น ขณะที่ได้ยินก็สักแต่ได้ยินโดยไม่รับรู้ความหมายของสิ่งที่ได้ยิน ขณะที่รู้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัส หรือนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ก็สัก แต่รู้กลิ่น สักแต่ลิ้มรส สักแต่รู้สัมผัส และสักแต่รับรู้อาการฟุ้ง อาการนึกคิด โดยไม่รับรู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร ไม่รับรู้ว่าเป็นรสชาติใด ไม่รับรู้ถึงรูปพรรณสัณฐานของสิ่งที่สัมผัส และไม่รับรู้ถึงเรื่องราวที่นึกคิดอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตของผู้ปฏิบัติก็จะมีสมาธิแน่วแน่อยู่กับอารมณ์กรรมฐานและก้าวหน้าในการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสมาธิตั้งมั่นแล้ว ก็จะเกิดวิปัสสนาญาณที่หยั่งรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง ในที่สุดก็จะบรรลุถึงความสุข อันได้แก่ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นความสุขที่สูงสุดในพระพุทธศาสนาได้

          ๒. “โสตวา พธิโร ยถา – แม้จะมีหูดี ก็พึงทำตัวคล้ายกับคนหูหนวก” หมายความว่า ถึงแม้ว่าจะมีโสตประสาทที่สามารถได้ยินเสียงได้ ก็พึงทำตัวคล้ายเป็นคนหูหนวก โดยไม่รับรู้ถึงความหมายของเสียงที่ได้ยินอันเป็นบัญญัตินั้น

          โดยปกติแล้ว ในเวลาที่เราได้ยินเสียงใดเสียงหนึ่ง จิตจะไปจดจ่ออยู่ที่เสียงที่ได้ยินว่าเสียงนี้เป็นเสียงอะไร เป็นเสียงรถ เป็นเสียงคนพูดกัน เป็นเสียงผู้ชายหรือเสียงผู้หญิง ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติขาดสติระลึกรู้ถึงสภาวธรรมการได้ยินที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จัดว่าขาดสติที่รู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ เพราะอารมณ์กรรมฐานคือรูปธรรม-นามธรรมในปัจจุบันขณะเท่านั้น จิตของเรารับรู้อารมณ์ได้เพียงอารมณ์เดียวในแต่ละขณะ เมื่อขาดสติที่รับรู้สภาวธรรมการได้ยิน แต่ไปจดจ่อรับรู้อยู่กับเรื่องราวหรือรายละเอียดของสิ่งที่ได้ยินอันเป็นสมมุติบัญญัติแทน จัดว่าในขณะนั้นขาดสติชั่วขณะ และเนื่องจากผู้ปฏิบัติขาดสติที่ต่อเนื่อง จิตที่ขาดสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ในขณะนั้นก็จะประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน  ด้วยเหตุดังกล่าว พระมหากัจจายนะเถระจึงสอนผู้ปฏิบัติว่าไม่พึงรับรู้อารมณ์อันเป็นบัญญัติ ในขณะได้ยินเสียงก็พึงทำตัวคล้ายเป็นคนหูหนวก ถึงแม้จะมีหูดีก็ไม่พึงรับรู้ถึงความหมายของเสียงที่ได้ยินซึ่งเป็นอารมณ์บัญญัติ พึงจดจ่อตามรู้ที่สภาวธรรมการได้ยินซึ่งเป็นอารมณ์ปรมัตถ์เท่านั้น

          การที่ผู้ปฏิบัติประพฤติตนเหมือนกับคนหูหนวก คือไม่รับรู้ถึงรายละเอียดของเสียงที่กำลังได้ยินอยู่ ว่าเป็น เสียงรถ เสียงนก เสียงกา ฯลฯ ไม่พึงรับรู้ต่อเนื้อความหรือความหมายของเสียงที่กำลังได้ยิน สักแต่กำหนดรู้สภาวธรรมการได้ยินที่กำลังเกิดอยู่ ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติจึงไม่จำเป็นต้องนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาอุดที่หูของตน การประพฤติตนให้เหมือนคนหูหนวกนั้นคือเพียงกำหนดรู้สภาวะธรรมการได้ยิน โดยหยุดอยู่แค่สักแต่รับรู้สภาวธรรมการได้ยินแต่เพียงอย่างเดียว

          สาเหตุที่เราสามารถได้ยินเสียงมีอยู่ ๔ ประการด้วยกัน คือ ๑.มีโสตประสาท หรือหูดี ๒. มีเสียงมากระทบกับโสตประสาท ๓. มีอากาศหรือช่องว่าง ๔. มีมนสิการ หรือการตั้งจิตจดจ่ออยู่ที่เสียงนั้น

ขณะที่ผู้ปฏิบัติได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ มีสติตามกำหนดรู้จดจ่ออยู่ที่อารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาการเคลื่อนไหวของท้อง…อาการยก…อาการย่าง…อาการเหยียบของเท้า ในขณะนั้น แม้จะได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งและสามารถกำหนดรู้เท่าทันถึงสภาวธรรมการได้ยินได้ โดยกำหนดว่า“ได้ยินหนอ…ได้ยินหนอ” แต่เพราะมีสมาธิสูงมากจึงขาดมนสิการ(ความสนใจจดจ่อต่อเสียงที่ได้ยิน) เมื่อเป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าจะมีโสตประสาท…มีเสียงที่มากระทบกับโสตประสาท…มีอากาศหรือช่องว่าง แต่ผู้ปฏิบัตินั้นไม่มีมนสิการที่จดจ่ออยู่ที่เสียง หากแต่ไปจดจ่ออยู่กับสภาวธรรมการได้ยิน เมื่อนั้น ผู้ปฏิบัติดังกล่าวก็จะสามารถรับรู้ถึงสภาวะธรรมการได้ยินโดยสักแต่ว่าได้ยินได้ โดยไม่รับรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงอะไร เป็นเสียงรถ เป็นเสียงนก เป็นเสียงกา หรือเป็นเสียงคนพูดกัน

          เมื่อผู้ปฏิบัติประกอบด้วยองค์คุณประการที่สอง คือ ประพฤติตนให้เหมือนกับเป็นคนหูหนวก ไม่รับรู้ถึงเสียงที่ได้ยินอยู่อันเป็นบัญญัติ สักแต่รับรู้ถึงสภาวธรรมการได้ยินเท่านั้น สติของผู้ปฏิบัติก็จะมีความต่อเนื่อง สมาธิจะแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์ กรรมฐาน และเกิดวิปัสสนาญาณที่หยั่งรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง วิปัสสนาญาณดังกล่าวจะแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะสามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้

          ๓. “ปญฺญวาสฺส ยถา มูโค - ผู้ปฏิบัติแม้จะมีปัญญา มีความรู้ความเข้าใจก็ตาม ก็พึงทำตัวเหมือนกับคนใบ้” หมายความว่า แม้จะมีความรู้ความเข้าใจในการอธิบายธรรมให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจได้ก็ตาม แต่ในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมอยู่ก็ไม่ควรจะพูด ไม่ควรจะเปล่งเสียงออกมา เพราะผู้ปฏิบัติจะขาดสติที่กำหนดรู้ปัจจุบัน อารมณ์ในขณะที่พูด ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีปัญญาก็พึงทำตัวให้เหมือนกับเป็นคนใบ้ โดยพยายามพูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย การสนทนาในระหว่างปฏิบัติธรรมนั้นจัดว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติธรรม เพราะในขณะที่พูดคุยสนทนาอยู่ จิตของบุคคลที่พูดจะรับอารมณ์สมมติบัญญัติอันได้แก่เรื่องที่กำลังพูดอยู่ บุคคลนั้นจะขาดสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์อันเป็นสภาวะปรมัตถ์ ไม่ว่าจะเป็นสภาวธรรมทางกายหรือสภาวธรรมทางจิตก็ตาม ผู้ที่พูดคุยโดยใช้ระยะเวลาเพียง ๕ นาที ก็จัดว่าขาดสติและสูญเสียสมาธิไปเป็นระยะเวลาถึง ๑๐ นาทีเพราะก่อนจะพูดก็ต้องคิดก่อนว่าจะพูดเรื่องอะไร ด้วยเหตุนี้ พระมหากัจจายนะเถระจึงได้สอนให้ผู้ปฏิบัติพยายามทำตัวให้เหมือนคนใบ้ ถึงแม้จะมีปัญญา มีความรู้ มีความเข้าใจ สามารถอธิบายให้ผู้อื่นฟังได้ก็ตาม แต่เพื่อจะรักษาสติให้ต่อเนื่องกับการปฏิบัติธรรม จึงควรทำตนให้เหมือนกับคนใบ้ โดยพยายามงดพูดในระหว่างการปฏิบัติธรรม

          การสนทนากันในระหว่างปฏิบัติธรรมนี้จัดว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่พูดกันเอง ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง หรือแม้แต่บุคคลรอบข้าง เพราะจะทำให้บุคคลทั้งสามฝ่ายขาดสติที่ระลึกรู้ต่อเนื่องในการปฏิบัติธรรม และหลังจากที่พูดไปแล้วก็ยังจะนำข้อความนั้นกลับไปคิดฟุ้งซ่านต่อในภายหลังอีก ด้วยเหตุนี้ พระมหากัจจายนะเถระจึงได้แนะนำให้ผู้ปฏิบัติพยายามทำตนให้เหมือนกับคนใบ้ โดยจะพูดเฉพาะเมื่อจำเป็นที่สุดและสำคัญที่สุดเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้มีสติตามกำหนดรู้อารมณ์อย่างต่อเนื่อง และเกิดสมาธิและปัญญาตามมา ข้อแนะนำของพระมหากัจจายนะเถระให้ผู้ปฏิบัติพึงประพฤติตนให้เหมือนกับเป็นคนใบ้นี้ได้คล้อยตามพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ด้วย

          ๔. “พลวา ทุพฺพโลริว – แม้จะมีกำลังก็พึงทำตนคล้ายกับคนที่ไม่มีกำลัง” หมายความว่า แม้ผู้ปฏิบัติจะมีสุขภาพดีก็พึงประพฤติตนคล้ายกับคนที่ไม่มีกำลัง คือพึงเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้าและพยายามตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวนั้น เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้าจะทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถตามรู้อาการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้โดยละเอียด

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย บุคคลที่มีพละกำลังมักจะเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะลุกขึ้น จะย่อกายลง จะยื่นมือออกไป จะหดมือเข้ามา จะเหยียดแขน หรือจะคู้แขนก็ตาม แต่โทษประการหนึ่งของการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วก็คือผู้ปฏิบัติคนนั้นจะไม่สามารถตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวนั้นได้โดยละเอียด ฉะนั้น เพื่อให้นักปฏิบัติสามารถตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวต่างๆได้โดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการลุกขึ้น การย่อกายลง การเหยียด การคู้ การยื่น การจับ ฯลฯ ผู้ปฏิบัติพึงพยายามเคลื่อนไหวให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามทำตนให้เหมือนกับเป็นคนไม่มีกำลัง เป็นคนป่วยหนัก ด้วยเหตุนี้ พระมหากัจจายนะเถระจึงสอนถึงองค์คุณประการที่๔ไว้ว่า“แม้จะมีกำลังก็พึงทำตนให้เหมือนกับคนไร้กำลัง” เมื่อสติของผู้ปฏิบัติสามารถตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวได้โดยละเอียดแล้ว ก็จะก่อให้เกิดสมาธิและเกิดวิปัสสนาปัญญาที่รู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริงตามมา และจะสามารถก้าวหน้า บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ต่อไปได้

          ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ อารมณ์กรรมฐานที่ผู้ปฏิบัติจะพึงกำหนดรู้นั้นมีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ กายกับจิตของเรานั่นเอง สภาวธรรมทางกายกับทางจิตที่ล้วนเกิดขึ้นภายในร่างกายที่กว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้เป็นอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ส่วนอารมณ์ภายนอกร่างกายเป็นสมมุติบัญญัติทั้งหมดไม่ใช่อารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนา ยิ่งไปกว่านั้น กายกับจิตที่จะเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาได้ต้องเป็นกายปรมัตถ์-จิตปรมัตถ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้นจึงจะจัดว่าเป็นอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนาในสติปัฏฐานได้ ทั้งนี้ก็เพราะเราไม่สามารถที่จะรับรู้ถึงสภาวธรรมที่แท้จริงของอารมณ์ที่ดับไปแล้วได้ แม้ว่าอารมณ์ที่ดับไปนั้นจะเพิ่งดับไปเพียงครู่เดียว เช่น เพียง ๑ วินาทีเท่านั้น แต่ผู้ปฏิบัติก็ไม่สามารถรับรู้อาการที่ดับไปนั้นได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น กายกับจิตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้นจึงจะจัดว่าเป็นอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนา เป็นอารมณ์ที่ผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรู้เท่าทันอยู่เสมอ ผู้ปฏิบัติที่พยายามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์-โดยพยายามเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้า-จะสามารถตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ อันได้แก่อาการเคลื่อนไหวซึ่งกำลังเกิดขึ้นจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่งได้อย่างละเอียดและชัดเจน ผู้ปฏิบัติที่สามารถตามรู้เท่าทันอารมณ์ที่กำลังเกิดอยู่ได้อย่างละเอียดและชัดเจนจะสามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เกิดสมาธิและสติที่ต่อเนื่อง มีสมาธิแน่วแน่อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน และเกิดวิปัสสนาญาณหยั่งรู้อารมณ์กรรมฐานเหล่านั้นตามความเป็นจริง

          ในชีวิตประจำวัน ผู้ปฏิบัติที่ครองเรือนอยู่จะต้องประกอบภารกิจต่างๆในด้านของโลกีย์วิสัย ซึ่งความประพฤติต่างๆในโลกีย์วิสัยนี้จัดว่าตรงกันข้ามกับการปฏิบัติธรรมอย่างสิ้นเชิง  การกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวต่างๆในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมอยู่จะตรงกันข้ามกับความเคยชินในชีวิตประจำวันที่คุ้นเคยอยู่ในด้านโลกีย์วิสัยนั้น

          การปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นโลกุตตระวิสัยมีความแตกต่างจากโลกีย์วิสัยในชีวิตประจำวัน เนื่องจากในโลกีย์วิสัยนั้นเราจะต้องมีทัศนวิสัยที่กว้างไกลในการประกอบธุรกิจการงานต่างๆ ในการแสวงหาเงิน ในการแสวงหาทรัพย์สินเพื่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัว บุคคลจึงต้องมีทัศนวิสัยที่กว้างไกล ต้องใคร่ครวญคำนึงถึงอนาคต ใคร่ครวญถึงเหตุผล ถึงผลได้ผลเสียซึ่งจะติดตามมา แต่ในโลกุตตระวิสัยซึ่งเป็นด้านของการปฏิบัติธรรมนั้นแตกต่างจากโลกีย์วิสัยแบบตรงกันข้ามทีเดียว เพราะผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องทำตนเหมือนเป็นทารกแรกเกิด-ไม่มีอดีต-ไม่มีอนาคต-มีแต่ปัจจุบันอารมณ์เท่านั้น แม้จะมีดวงตาดีก็พึงทำตนคล้ายเป็นคนตาบอด-ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ที่เป็นสมมุติบัญญัติแต่อย่างใด

          ในด้านของโลกีย์วิสัยซึ่งเป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจการงานต่างๆ บุคคลที่ดำเนินธุรกิจอยู่จะต้องมีโสตประสาทที่กว้างไกลกว่าบุคคลธรรมดา เพราะต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือแสวงหาข่าวให้กว้างกว่าบุคคลอื่น แต่ในด้านโลกุตตระวิสัยผู้ปฏิบัติพึงทำตัวเหมือนเป็นคนหูหนวก-ไม่รับรู้ถึงเสียงอันเป็นบัญญัติที่ได้ยินว่าเป็นเสียงนก-เสียงกา-เสียงบุรุษ-เสียงสตรี สักแต่รับรู้สภาวธรรมการได้ยิน จึงจะก้าวหน้าในการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว

          ในโลกีย์วิสัยที่ประกอบธุรกิจการงานอยู่นั้น บุคคลที่มีปัญญา-มีความรู้-มีความเฉลียวฉลาดจะต้องใช้คำพูดของตนให้เป็นประโยชน์กับการดำเนินธุรกิจการงาน แต่ในโลกุตตระวิสัยนั้นตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง แม้ผู้ปฏิบัติจะมีปัญญา-มีความรู้-มีความเข้าใจก็ตาม ก็พึงประพฤติตนเหมือนเป็นคนใบ้โดยไม่พูดไม่คุยแต่อย่างใด จึงจะประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้

          ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกีย์วิสัยที่ประกอบธุรกิจการงานอยู่นั้น บุคคลจะต้องมีความว่องไว ต้องใช้พละกำลังในการประกอบธุรกิจการงานของตน จึงจะประสบความก้าวหน้าได้ แต่ในโลกุตตระวิสัยนั้น แม้ผู้ปฏิบัติจะมีกำลังก็พึงประพฤติตนให้เหมือนคนอ่อนแอที่ไร้กำลัง ต้องพยายามเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเพื่อจะตามรู้อาการเคลื่อนไหวได้โดยละเอียดและชัดเจน จึงจะก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม จนสามารถบรรลุผลของการปฏิบัติ คือ มรรค ผล นิพพาน ได้ในที่สุด

          ในวันนี้อาตมาภาพเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายปฏิบัติตามองค์คุณของนักปฏิบัติ ๔ ประการ ที่พระมหากัจจายนะเถระได้แนะนำไว้ และสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายในพระพุทธศาสนา บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ตามสมควรแก่ความตั้งใจและบารมีธรรมของตนด้วยเทอญ ฯ

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view