เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,305
Page Views 696,314
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ

การกำหนดวิปัสสนากรรมฐานในอิริยาบถนั่ง

---------------

          ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้อาตมาจะแสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ว่าด้วยการกำหนดนั่งเจริญวิปัสสนา

          ผู้ปฏิบัติที่กำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ทุกคนล้วนประสงค์จะก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ท่านที่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมอยู่แล้วก็ประสงค์จะบรรลุถึงคุณธรรมพิเศษในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น เพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม และบรรลุถึงคุณธรรมพิเศษในพระพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติจึงควรเข้าใจแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างถูกต้อง

          แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ จำแนกเป็น ๓ หมวดด้วยกัน

  • หมวดที่ ๑  การเจริญวิปัสสนากรรมฐานในอิริยาบถนั่ง
  • หมวดที่ ๒  การเจริญวิปัสสนากรรมฐานในอิริยาบถเดินจงกรม
  • หมวดที่ ๓  การเจริญวิปัสสนากรรมฐานในอิริยาบถย่อย

          ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานทั้ง ๓ หมวดนั้น อาตมาจะอธิบายวิธีการกำหนดในขณะนั่งกรรมฐานเป็นเบื้องต้นก่อน วิธีการนั่งกรรมฐานที่อาตมาจะอธิบายนี้เป็นแนวทางที่ได้รับการสั่งสอนจากท่านอาจารย์มหาสี สยาดอ เจ้าสำนักกรรมฐาน มหาสี สาสนยิตตา ที่ประเทศสหภาพพม่า แนวทางนี้ท่านก็ได้ศึกษาจากครูบาอาจารย์ต่อๆกันมา แรกทีเดียว ผู้ปฏิบัติที่ประสงค์จะปฏิบัติธรรมเพื่ออบรมจิตของตนพึงไปสู่สถานที่อันสงัด เพื่อให้ได้กายวิเวก-ความสงัดกาย หากกายยังไม่สงัด-ยังมีบุคคลพลุกพล่าน-มีเสียงรบกวนแล้ว จะไม่สามารถบรรลุถึงจิตวิเวก-ความสงัดแห่งจิตได้เลย เมื่อผู้ปฏิบัติได้หลีกเร้นออกจากหมู่คณะไปอยู่ในสถานที่อันวิเวกไม่พลุกพล่านด้วยฝูงชนแล้ว ก็พึงนั่งกรรมฐานโดยตั้งกายให้ตรง

ท่านั่งกรรมฐานนั้นมีอยู่หลายท่าด้วยกัน สำหรับบุคคลทั่วไปก็อาจนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งแบบเรียงเท้าโดยไม่ซ้อนเท้า(เป็นวิธีการนั่งกรรมฐานของชาวพม่า วิธีนี้ก่อให้เกิดเวทนาน้อยในขณะนั่ง) สำหรับผู้ที่สุขภาพไม่ดีนักอาจเลือกนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งในท่าที่สะดวกกับตนมากที่สุด เช่น ผู้ที่นั่งพับเพียบแล้วรู้สึกสะดวกดีก็พึงเลือกนั่งพับเพียบได้เช่นกัน ในขณะนั่งกรรมฐานอยู่ พึงตั้งกายตรง ไม่พึงงอหลัง-งอลำคอหรือก้มศีรษะ พึงหลับตาลงเพราะผู้ปฏิบัติจะต้องจดจ่ออยู่กับอารมณ์ภายในกายกับจิตของตนโดยไม่รับรู้อารมณ์ที่เป็นบัญญัติภายนอก จึงไม่จำเป็นต้องลืมตาเพราะจิตของเราอาจจะไปรับรู้อารมณ์ภายนอกที่เป็นบัญญัติเหล่านั้นแทน เมื่อหลับตาลงแล้ว พึงเพ่งจิตจดจ่ออยู่ที่อาการเคลื่อนไหวของท้อง เมื่อหายใจเข้า-หน้าท้องจะมีอาการพองออกตามธรรมชาติ เมื่อหายใจออก-หน้าท้องก็จะมีอาการยุบลงตามธรรมชาติ เนื่องจากอาการพองและอาการยุบนี้เป็นอาการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับลมหายใจ ผู้ปฏิบัติพึงหายใจตามปรกติ ไม่ควรหายใจแรงเกินไปหรือกลั้นลมหายใจไว้หรือหายใจให้ผิดไปจากธรรมชาติ ขณะที่หายใจเข้าผู้ปฏิบัติพึงตั้งจิตจดจ่ออยู่กับอาการเคลื่อนไหวของท้องซึ่งค่อยๆพองขึ้นจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง พึงเฝ้าตามรู้อาการเคลื่อนไหวของท้องนั้นตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุดเหมือนกับเห็นภาพอาการเคลื่อนไหวนั้นด้วยดวงตาของตนเอง แต่ไม่พยายามนึกให้เห็นภาพ พร้อมกับบริกรรมในใจว่า“พองหนอ”  ขณะที่บริกรรมว่า“พองหนอ” คำว่า“พอง”นั้นจะยาวกว่าคำว่า“หนอ” กล่าวคือ พึงบริกรรมว่า“พอง...”จนกระทั่งอาการพองสิ้นสุดลง จึงจะบริกรรมว่า“หนอ” หลังจากนั้น ขณะที่หายใจออก หน้าท้องจะมีอาการยุบลงซึ่งเป็นอาการหย่อนลงของวาโยธาตุ ผู้ปฏิบัติพึงจดจ่อกับอาการยุบซึ่งเคลื่อนไหวจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง พึงตามรู้อาการยุบนี้ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุดโดยกำหนดว่า“ยุบหนอ”  การบริกรรมว่า“ยุบ…”พึงกำหนดให้ตรงกับอาการยุบที่ค่อยๆเกิดขึ้น เมื่ออาการยุบสิ้นสุดจึงบริกรรมว่า“หนอ”

          ระหว่างที่ตามรู้อาการพอง-ยุบอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของท้อง พึงจดจ่ออยู่ที่อาการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นสภาวลักษณะ(ลักษณะพิเศษ)ของวาโยธาตุ(ธาตุลม) เพราะอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานต้องเป็นอารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์(สภาวะธรรมที่มีจริง)เท่านั้น ส่วนรูปร่างสัณฐานของท้องนั้นเป็นสมมติบัญญัติ อันประกอบด้วยอวัยวะต่างๆรวมกัน ทั้งหนัง-เนื้อ-ลำไส้ภายในท้อง ซึ่งเราเรียกรวมกันด้วยบัญญัติว่า“ท้อง” วาโยธาตุซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์จึงเป็นอารมณ์กรรมฐานที่พึงกำหนดรู้ มีอาการหย่อนหรือตึง ขณะหายใจเข้ามีอาการตึงขึ้น ขณะหายใจออกมีอาการหย่อนลง อาการตึงขึ้น-หย่อนลงนี้คือลักษณะพิเศษ(สภาวลักษณะ)ของวาโยธาตุซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์

          ระหว่างที่ผู้ปฏิบัติตามรู้อาการพอง-ยุบเหล่านั้นอยู่ บางขณะที่อาการยุบสิ้นสุดลง กำหนดว่า“ยุบหนอ”แล้ว อาการพองอาจจะยังไม่เกิดตามมาในทันที จัดว่าเป็นช่วงว่างอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งหากผู้ปฏิบัติไม่กำหนดรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็จะเกิดความฟุ้งซ่านแทรกซ้อนขึ้นมา ฉะนั้น หากอาการยุบสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังไม่มีอาการพองเกิดขึ้น พึงเพิ่มอารมณ์กรรมฐาน จากการที่เคยกำหนด ๒ ระยะว่า“พองหนอ…ยุบหนอ”เป็นการกำหนด ๓ ระยะว่า“พองหนอ…ยุบหนอ…ถูกหนอ” ขณะที่กำหนดว่า“ถูกหนอ - พึงกำหนดรู้อาการกระทบสัมผัสที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งซึ่งปรากฏชัดที่สุด อาการ“ถูก”นี้คืออาการสัมผัสระหว่างสองสิ่ง เช่น อาการที่มือทั้งสองกระทบกัน อาการที่ก้นขบหรือตาตุ่มสัมผัสกับพื้น เป็นต้น นอกจากนี้ อาการ“ถูก”ยังมีลักษณะพิเศษอีก ๒ คู่ คือ มีลักษณะแข็งหรืออ่อน และ มีลักษณะร้อนหรือเย็น ลักษณะแข็งหรืออ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นขณะที่มีอาการ“ถูก”นี้จัดเป็นลักษณะพิเศษของปฐวีธาตุ ส่วนลักษณะร้อนหรือเย็นซึ่งอาจเกิดขึ้นขณะที่มีอาการ“ถูก”เช่นกัน จัดว่าเป็นลักษณะพิเศษของเตโชธาตุ ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้อาการ“ถูก”ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานรูปร่างของอวัยวะที่กำลังสัมผัสกันอยู่ เช่น มือที่ถูกกันหรือก้นขบที่ถูกกับพื้น แต่พึงจดจ่ออยู่ที่อาการ“ถูก”ซึ่งเป็นอาการสัมผัส และหากรับรู้ลักษณะความแข็งหรืออ่อน-ความร้อนหรือเย็น ก็พึงกำหนดรู้ความแข็ง-ความอ่อนและความร้อน-ความเย็นเหล่านั้นด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวะปรมัตถ์ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานทั้งสิ้น

          ในขณะที่ผู้ปฏิบัติกำหนด ๓ ระยะว่า“พองหนอ…ยุบหนอ…ถูกหนอ”นั้น บางครั้งจิตอาจจะยังไม่สงบนัก เนื่องจากเมื่ออาการยุบขาดหายไป มีช่วงว่างนานเกินกว่าการกำหนด“ถูกหนอ”เพียงครั้งเดียว เมื่อเป็นเช่นนี่ ผู้ปฏิบัติพึงเพิ่มอารมณ์กรรมฐาน จาก ๓ ระยะเป็น ๔ ระยะ โดยกำหนดว่า“พองหนอ…ยุบหนอ…นั่งหนอ…ถูกหนอ”  ขณะที่ผู้ปฏิบัติกำหนดว่า“นั่งหนอ” พึงตามรู้อาการ“นั่ง”ซึ่งเป็นอาการที่เคร่งตึงค้ำจุนของวาโยธาตุ ผู้ปฏิบัติไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ-แขน-หรือลำตัวก็ตาม แต่พึงใส่ใจจดจ่ออยู่กับอาการตั้งตรงของร่างกายส่วนบนเท่านั้น กำหนดว่า“นั่งหนอ” ในที่สุดแล้วก็พึงกำหนดเป็น ๔ ระยะ ว่า“พองหนอ…ยุบหนอ…นั่งหนอ…ถูกหนอ”

          ระหว่างที่กำลังพยายามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานทั้ง ๔ ระยะ อันได้แก่“พองหนอ…ยุบหนอ…นั่งหนอ…ถูกหนอ”อยู่นั้น บางครั้งผู้ปฏิบัติก็จะรู้สึกว่าปฏิบัติได้ดี แต่บางครั้งอาจรู้สึกว่าการกำหนด ๔ ระยะนี้ทำให้เครียดเกินไป จนรู้สึกปวดศีรษะ หรือไม่สามารถกำหนดรู้ได้อย่างต่อเนื่อง มีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นรบกวนจิตใจมาก เมื่อนั้นพึงลดการกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานลง จาก ๔ ระยะมาเป็น ๓ ระยะ ว่า“พองหนอ…ยุบหนอ…ถูกหนอ” และหากกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานเพียง ๓ ระยะต่อไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว อาจยังรู้สึกว่ามากจนเกินไป ก็พึงลดอารมณ์กรรมฐานจาก ๓ ระยะให้เหลือเพียง ๒ ระยะ คือกำหนดว่า“พองหนอ…ยุบหนอ” ทั้งนี้เพราะจิตของผู้ปฏิบัติในแต่ละขณะมีความแตกต่างกันไป บางขณะก็มีความเพียรมาก บางขณะก็มีสมาธิมาก บางขณะความเพียรกับสมาธิก็สม่ำเสมอกัน แต่บางขณะความเพียรกับสมาธิกลับไม่สม่ำเสมอกัน บางช่วงจึงปฏิบัติได้ดี แต่บางช่วงก็ปฏิบัติได้ไม่ดี ขณะที่รู้สึกว่าปฏิบัติได้ดีก็พึงกำหนดให้ละเอียดมากที่สุด คือ ๔ ระยะว่า“พองหนอ…ยุบหนอ…นั่งหนอ…ถูกหนอ” แต่เมื่อรู้สึกว่าช่วงใดปฏิบัติได้ไม่ดี-คือไม่สัมพันธ์กันระหว่างอารมณ์กับตัวรู้-ก็พึงลดจาก๔ ระยะเป็น ๓ ระยะว่า“พองหนอ…ยุบหนอ…ถูกหนอ” หรือลดจาก ๓ ระยะเป็น ๒ ระยะว่า“พองหนอ…ยุบหนอ” เป็นต้น

          ระหว่างที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่นั้น ไม่ว่าจะกำลังกำหนดอาการพอง-อาการยุบ-อาการนั่ง-หรืออาการถูกอยู่ก็ตาม บางครั้งอาจเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมารบกวนจิตใจ อาจจะเป็นความคิดที่หวนระลึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา หรือใฝ่ฝันถึงเรื่องราวที่ต้องการอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ความฟุ้งซ่านนี้จัดว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของจิต เพราะจิตมีธรรมชาติที่มักซัดส่ายฟุ้งซ่านในอารมณ์ที่เป็นอดีตหรือในอารมณ์ที่เป็นอนาคต ขณะนั้นผู้ปฏิบัติไม่พึงลืมกำหนดรับรู้อาการฟุ้งซ่านนั้น อย่าดึงจิตกลับมากำหนดอาการพอง-อาการยุบ-อาการนั่ง-หรืออาการถูก พึงเพ่งจิตจดจ่อที่สภาวธรรม “อาการฟุ้งซ่าน”ดังกล่าว แต่อย่าไปจดจ่อที่เรื่องราวซึ่งกำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้นซึ่งเป็นอารมณ์บัญญัติ กำหนดรู้โดยใช้คำบริกรรมในใจเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่า“คิดหนอ…คิดหนอ…คิดหนอ” หรือ “ฟุ้งหนอ…ฟุ้งหนอ…ฟุ้งหนอ” กำหนดถี่ๆหลายๆครั้ง  ในเบื้องต้นของการปฏิบัติจะรู้สึกว่าความคิดนั้นหายไปทันที ทั้งนี้เพราะผู้ปฏิบัติได้รับรู้สภาวะปรมัตถ์คืออาการคิดอยู่ ไม่ได้รับรู้อารมณ์บัญญัติเหมือนในขณะที่กำลังคิด ผู้ปฏิบัติควรกำหนดรู้อาการคิดหรืออาการฟุ้งหลายๆครั้ง โดยรับรู้สภาวธรรมอาการฟุ้งซ่านแล้วกำหนดถี่ๆว่า“คิดหนอ ๆ ๆ”หรือ“ฟุ้งหนอ ๆ ๆ”  เมื่อผู้ปฏิบัติมีสมาธิมากขึ้นแล้ว จึงค่อยๆ ลดคำบริกรรมลงเอง คือ อาจบริกรรมเพียง ๒ หรือ ๓ ครั้งอาการฟุ้งนั้นก็จะหายไป ต่อจากนั้น แม้จะบริกรรมเพียงครั้งเดียวว่า“คิดหนอ”หรือ“ฟุ้งหนอ” อาการฟุ้งนั้นก็จะอันตรธานหายไปทันที  เมื่อผู้ปฏิบัติมีสมาธิมากขึ้นไปอีก ขณะที่กำหนดว่า“คิดหนอ”หรือ“ฟุ้งหนอ”ก็จะรับรู้ถึงการดับไปของอาการ“ฟุ้งซ่าน”นั้นอย่างกระจ่างชัดด้วยประสบการณ์ของตนเอง กล่าวคือ เมื่อมีอาการฟุ้งเกิดขึ้นและกำหนดว่า“คิดหนอ” ผู้ปฏิบัติจะรับรู้ว่าจิตที่ฟุ้งนั้นดับไป ต่อจากนั้น มีจิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านใหม่เกิดขึ้นตามมาอีก และเมื่อกำหนดรู้ว่า“คิดหนอ”หรือ“ฟุ้งหนอ”อีก ก็จะรับรู้ถึงการดับไปของจิตที่คิดฟุ้งนั้นได้อีกอย่างชัดเจน

          บางครั้งเมื่อผู้ปฏิบัตินั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐานไปสักระยะหนึ่ง เช่น ประมาณครึ่งชั่วโมงหรือ ๔๕ นาที มักจะเกิดความรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกายตรงบริเวณใดบริเวณหนึ่ง อาจจะเป็นก้นขบ-ขา-หรือข้อพับต่างๆ นอกจากนั้นก็อาจมีอาการเหน็บชา-อาการคัน-อาการปวดแสบปวดร้อนตามส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ผู้ปฏิบัติพึงตั้งสติกำหนดจดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกนั้น จี้ลงไปที่ความรู้สึกดังกล่าว กำหนดรับรู้ตามสภาวะของความปวดนั้นว่า“ปวดหนอๆ”หรือ“เจ็บหนอๆ-ชาหนอๆ-คันหนอๆ-ร้อนหนอๆ- แสบหนอๆ”อย่างใดอย่างหนึ่งตามความรู้สึกที่เป็นจริงในขณะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติได้พยายาม อดทนพากเพียรตามกำหนดรู้อาการเจ็บปวดนั้น มีสติจดจ่อกับสภาวธรรมความเจ็บปวดนั้น โดยกำหนดว่า“ปวดหนอ…ปวดหนอ”เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดสมาธิที่มั่นคงในการปฏิบัติ สมาธินั้นจะสามารถครอบงำความเจ็บปวดนั้นได้ เมื่อผู้ปฏิบัติมีสมาธิมากเพียงพอที่ครอบงำความเจ็บปวดในระหว่างนั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ได้ ก็จะก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมและสามารถบรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นสูงขึ้นไปอีกได้

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย ลักษณะที่ผู้ปฏิบัติพยายามเอาสติตามจดจ่อกำหนดรู้เวทนา-ความเจ็บปวดนี้ มักจะมี ๓ ประการด้วยกัน คือ

     ๑. การกำหนดโดยต้องการจะให้หาย คือต้องการที่จะให้เวทนาคือความปวดนั้นหายไป

     ๒. การกำหนดโดยประกอบด้วยความไม่พึงพอใจ ต้องการที่จะข่มเวทนาคือความปวดให้หายไปในทันทีขณะที่นั่งอยู่

     ๓.การกำหนดรู้เวทนาเพื่อรับรู้ลักษณะหรือสภาวธรรมที่แท้จริงของเวทนาคือความปวดนั้น

๑. การกำหนดทุกขเวทนาโดยต้องการจะให้หาย ความต้องการหรือความประสงค์จะให้ความปวดหายนั้น เป็นการประกอบด้วยความโลภอันเป็นโลภะหรือตัณหาอย่างหนึ่ง อันที่จริงแล้วการปฏิบัติธรรมเป็นการปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส มิใช่เป็นการปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนกิเลสแต่อย่างใด ฉะนั้น การกำหนดความปวดที่ประกอบด้วยความโลภ-ต้องการจะให้ความปวดหายไป จึงจัดว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง

          การที่ผู้ปฏิบัติต้องการจะให้ทุกขเวทนานั้นหายไปซึ่งจัดว่าเป็นการประกอบด้วยความโลภนี้ ไม่ถูกต้องตามพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ ทั้งนี้เพราะ พระพุทธองค์ทรงมีพระประสงค์จะให้ผู้ปฏิบัติอดทนในการปฏิบัติธรรมและตามรู้ทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตามความเป็นจริง พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า“ทุกฺขํ วา เวทนํ เวทยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ - ภิกษุย่อมกำหนดรู้ทุกขเวทนาว่า เรากำลังเสวยทุกขเวทนาอยู่ ในขณะที่เกิดทุกขเวทนา” เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ประกอบด้วยความโลภ-ต้องการจะให้ทุกขเวทนาหายไปเช่นนี้ จะไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติเลย หากผู้ปฏิบัติไม่ประกอบด้วยความโลภ แต่ประกอบด้วยอุเบกขา-ความวางเฉยในเวทนาที่กำลังเกิดอยู่ และเข้าไปกำหนดรู้ว่าทุกขเวทนานี้เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย หาใช่สิ่งที่เราจะสามารถบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นหรือบังคับบัญชาให้หายไปได้ เมื่อผู้ปฏิบัติพยายามตามรู้สภาวธรรมคือความเจ็บปวดที่กำลังเกิดขึ้นมา-ที่กำลังเป็นไป-หรือที่กำลังดับไปว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อนั้นก็จะสามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้

          ๒. กำหนดทุกขเวทนาโดยประกอบด้วยความไม่พึงพอใจ ต้องการที่จะข่มทุกขเวทนานั้นให้หายไป วิธีนี้ก็จัดว่าไม่ถูกต้อง เพราะผู้ปฏิบัติจะประกอบด้วยโทสะ-ความโกรธ-ที่ไม่พึงพอใจกับทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้นนั้น ขณะที่ผู้ปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานอยู่ สติจะต้องมีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แต่หากประกอบด้วยโทสะอันได้แก่ความไม่พึงพอใจกับทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้น จะเป็นเหตุให้สติขาดความต่อเนื่องและไม่สม่ำเสมอ สติที่ไม่ต่อเนื่องนี้จะไม่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น การกำหนดทุกขเวทนาโดยไม่พึงพอใจกับทุกขเวทนาและต้องการข่มเวทนาให้หายไปนั้นจัดว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง จึงควรหลีกเลี่ยง แล้วพึงมีสติจดจ่อตามรู้สภาวธรรมอันเป็นลักษณะพิเศษของทุกขเวทนาซึ่งเป็นลักษณะที่ทนได้ยาก

          ๓. กำหนดรู้ทุกขเวทนาเพื่อรับรู้ลักษณะหรือสภาวธรรมที่แท้จริงของทุกขเวทนา การกำหนดรู้สภาวธรรมหรือลักษณะที่แท้จริงของทุกขเวทนาจัดว่าเป็นวิธีที่ถูกต้อง เพราะคล้อยตามพระพุทธประสงค์ ทั้งนี้ ทุกขเวทนาหรือความรู้สึกเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เราไม่สามารถจะบังคับให้เกิดขึ้นได้และไม่สามารถที่จะทำให้เวทนานั้นหายไปได้เลย ฉะนั้น หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจึงพึงตามกำหนดรู้อาการของเวทนานั้นตามความเป็นจริง ท่านสาธุชนทั้งหลายจะได้สังเกตว่า เวทนาที่เกิดขึ้นมาในระหว่างนั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละขณะ เมื่อกำหนดไปแล้ว บางครั้งความเจ็บปวดอาจเพิ่มขึ้น บางครั้งอาจลดลง บางครั้งอาจหายไป หรือบางครั้งเมื่อหายไปจากบริเวณหนึ่งแล้วก็อาจเกิดขึ้นใหม่ในจุดอื่นหรือบริเวณอื่นอีก อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติพึงตามรู้ลักษณะของความเจ็บปวด อันเป็นลักษณะที่ทนได้ยากนั้นตามความเป็นจริง

          ระหว่างที่กำหนดรับรู้ทุกขเวทนาในระยะแรกๆของการปฏิบัติธรรมนั้น บางครั้งท่านสาธุชนทั้งหลายจะสังเกตได้ว่าทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นยังไม่รุนแรงมากนัก แต่เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว บางขณะทันทีที่ผู้ปฏิบัตินั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐาน พอหลับตาลงก็จะรู้สึกว่าความเจ็บปวดเกิดขึ้นทันที และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อลืมตาออกจากสมาธิ ความเจ็บปวดนั้นกลับเบาบางหายไป ทั้งนี้ก็เพราะความเจ็บปวดอย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นนั้นเกิดจากสมาธิของผู้ปฏิบัติเอง จัดว่าเป็นวิปัสสนาอย่างหนึ่ง เนื่องจาก ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติได้เกิดปัญญาหยั่งรู้“ลักษณะที่ทนได้ยาก”อันเป็นลักษณะพิเศษ(สภาวลักษณะ)ของทุกขเวทนา  การที่ทุกขเวทนาได้ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ หาได้เป็นเพราะผู้ปฏิบัตินั่งเป็นเวลานาน แต่เป็นเพราะผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ลักษณะที่แท้จริงของทุกขเวทนาได้อย่างชัดเจน จึงทำให้รู้สึกว่าความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทุกขเวทนาดังกล่าวเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย มิใช่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติสามารถบังคับบัญชาได้ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือกำหนดรู้ทุกขเวทนานั้นตามความเป็นจริงเท่านั้น อนึ่ง ในบางครั้งขณะที่เกิดเวทนาอย่างแรงกล้า ผู้ปฏิบัติอาจจะรู้สึกเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายบางส่วน-โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกิดความเจ็บปวดอยู่-อาจจะมีอาการเกร็ง  เช่นที่ขาหรือเอว  ผู้ปฏิบัติพึงผ่อนคลายร่างกายด้วยการกำหนดรู้อาการนั้นว่าเกร็งหนอๆๆ”จนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลาย พึงจำไว้ว่าผู้ปฏิบัติไม่ควรเกร็งร่างกายในการปฏิบัติ นอกจากนี้ บางครั้งก็อาจเกิดความรู้สึกเครียดในใจ เพราะไปเสพอารมณ์คือความปวด เป็นเหตุให้รู้สึกเครียดกับการที่ต้องกำหนดรู้ถึงอาการเจ็บปวดที่รุนแรงนั้น ขณะนั้นพึงทิ้งอารมณ์ปวดไว้ก่อน แล้วไปกำหนดรู้อาการเครียดของจิตว่า“เครียดหนอๆๆ”จนกว่าอาการเครียดนั้นจะดับไป แล้วพึงกลับมากำหนดรู้อาการปวดต่อไป หรืออาจพยายามกำหนดเบาๆว่า“ปวดหนอๆๆ”หรือ“เจ็บหนอๆๆ”แต่พึงจดจ่อลงไปที่อาการเจ็บปวดนั้น ในระยะแรกๆผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอาการเจ็บปวดเกิดขึ้นตรงจุดใด มักจะรู้สึกว่าปวดทั้งขาหรือปวดทั้งลำคอ ปวดทั้งแผ่นหลัง แต่หลังจากปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่งแล้วจะเห็นว่าความเจ็บปวดนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถจดจ่อลงไปที่อาการปวดนั้น จะเกิดสมาธิมากขึ้นจนสามารถรับรู้ได้ว่าอาการเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นตรงบริเวณใด เกิดขึ้นจุดเดียว สองจุด หรือสามจุด มีอาการที่ผิวหนัง ที่กล้ามเนื้อ ที่เส้นเอ็น ที่กระดูก หรือในเยื่อกระดูก ฯลฯ ผู้ปฏิบัติจึงพึงจดจ่อที่ความรู้สึกเจ็บปวด-เหน็บชา-หรือคันให้ชัดเจน ก็จะสามารถรับรู้ลักษณะพิเศษของทุกขเวทนา(ลักษณะที่ทนได้ยาก)นั้นได้ และต่อจากนั้นก็จะสามารถครอบงำทุกขเวทนาได้

          เมื่อผู้ปฏิบัติได้พยายามตั้งจิตจดจ่ออยู่ในอาการที่เจ็บปวดมากที่สุด ซึ่งอาจเป็นผิวหนัง-กล้ามเนื้อ-เส้นเอ็น-กระดูก-หรือเยื่อในกระดูกก็ตาม และสามารถรับรู้ว่าส่วนไหนปวดมากที่สุดแล้ว ก็จะรับรู้ถึงทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้นว่า ทุกขเวทนาดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอกันอย่างที่เราเคยเข้าใจเลย บางครั้งเมื่อกำหนดว่า “ปวดหนอ…ปวดหนอ”ไปประมาณ ๔ หรือ ๕ ครั้ง ทุกขเวทนาอาจเพิ่มความรุนแรงขึ้น แต่บางครั้งทุกขเวทนานั้นอาจลดความรุนแรงลง หรืออาจหายไป บางครั้งทุกขเวทนาเก่าหายไปแล้วเกิดทุกขเวทนาใหม่ขึ้นแทน แล้วเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ก็พึงกำหนดรู้ทุกขเวทนาดังกล่าวนั้นให้เห็นตามความเป็นจริง อย่างไรก็ดี พึงกำหนดด้วยคำบริกรรมตามอาการที่ปรากฏขึ้นมา เพราะทุกขเวทนาเป็นสภาวธรรมที่ทนได้ยากและมีความแตกต่างกันไป เมื่อปวดพึงกำหนดว่า“ปวดหนอๆๆ” เมื่อเจ็บพึงกำหนดว่า“เจ็บหนอๆๆ” เมื่อชาพึงกำหนดว่า“ชาหนอๆๆ” เมื่อเมื่อยพึงกำหนดว่า“เมื่อยหนอๆๆ” เมื่อคันพึงกำหนดว่า“คันหนอๆๆ” เมื่อแสบพึงกำหนดว่า“แสบหนอๆๆ” เมื่อร้อนพึงกำหนดว่า“ร้อนหนอๆๆ” เป็นต้น เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถตามรู้เท่าทันว่าเวทนาดังกล่าวมิใช่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิมตลอดเวลา แต่เป็นสภาวธรรมที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือลดน้อยลง หรือหายไป หรือเปลี่ยนที่ จัดว่าเป็นการหยั่งรู้ลักษณะของทุกขเวทนาได้ประการหนึ่ง  ก็จะก้าวหน้าในการปฏิบัติตามลำดับ

          เมื่อผู้ปฏิบัติมีสมาธิมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่กำหนดเพียงครั้งเดียวว่า“ปวดหนอ”หรือ“เจ็บหนอ”ก็จะสามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของทุกขเวทนานั้นได้ทันที เช่น รู้สึกว่าทุกขเวทนานั้นทวีความรุนแรงมากขึ้น พอกำหนด“ปวดหนอ”อีกครั้งหนึ่ง ก็ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกเท่าตัว แล้วพอกำหนดว่า“ปวดหนอ”อีกครั้งหนึ่ง ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกเท่าหนึ่ง แต่บางครั้งเมื่อกำหนดว่า“ปวดหนอ”ทุกขเวทนากลับลดความรุนแรงลงส่วนหนึ่ง เมื่อกำหนดอีกว่า“ปวดหนอ” ทุกขเวทนาก็ลดลงไปอีกส่วนหนึ่ง เพราะจิตของผู้ปฏิบัติมีความละเอียดมากขึ้นจึงสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของทุกขเวทนานั้นได้ชัดเจนมากขึ้น อนึ่ง ผู้ปฏิบัติพึงจดจำไว้ว่า ในขณะที่เวทนาลดความรุนแรงลง ไม่พึงลดละการกำหนดทุกขเวทนานั้น พึงจดจ่อจี้ลงไป ใช้พลังจิตของตนเองเฝ้าสังเกตจดจ่ออยู่ที่ทุกขเวทนา อย่าลดพลังในการกำหนดรู้ลง เพราะหากผู้ปฏิบัติลดพลังในการกำหนดรู้ลง ก็จะไม่สามารถรับรู้ลักษณะของทุกขเวทนาอย่างชัดเจนต่อไปได้

          หลังจากที่ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของทุกขเวทนาได้ในระดับหนึ่ง คือ สามารถรับรู้ถึงความเพิ่มขึ้นหรือลดลงของทุกขเวทนา รับรู้อาการหายไปหรืออาการเปลี่ยนจุดในบางครั้ง จากนั้นก็จะเกิดปัญญาที่พัฒนาต่อมา ขณะที่กำหนดว่า“ปวดหนอ”หรือ“เจ็บหนอ” ผู้ปฏิบัติจะสามารถหยั่งรู้ถึงอาการเกิด-ดับอย่างรวดเร็วของความเจ็บปวดนั้น ในตอนนี้ผู้ปฏิบัติจะเริ่มครอบงำทุกขเวทนาได้ คือจะไม่รู้สึกว่ามีความเจ็บปวดเกิดขึ้นเหมือนก่อน เพราะได้รับรู้และประจักษ์ชัดในการเกิด-ดับอย่างรวดเร็วของเวทนานั้น แม้จะยังมีทุกขเวทนาอยู่ก็จะเริ่มสามารถครอบงำทุกขเวทนานั้นได้

          เมื่อผู้ปฏิบัติเกิดปัญญาหยั่งรู้การเกิด-ดับอย่างรวดเร็วของทุกขเวทนาที่กำลังเกิดอยู่นั้นแล้ว สมาธิจะเพิ่มมากขึ้น และเกิดปัญญารู้แจ้งในอาการปวด เมื่อกำหนดว่า“ปวดหนอ”หรือ“เจ็บหนอ”เพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถรับรู้การดับไปของทุกขเวทนานั้นได้ ไม่ว่าทุกขเวทนานั้นจะเกิดที่ส่วนใดของร่างกายก็ตาม จัดว่าได้บรรลุถึงขั้นที่สามารถครอบงำทุกขเวทนาได้ ผู้ปฏิบัติจะไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด แต่จะรับรู้ถึงการดับไปของทุกขเวทนา และเมื่ออินทรีย์ทั้งหลาย(เช่น สติ, สมาธิ)มีกำลังมากขึ้น ก็จะเกิดปัญญา(ซึ่งเป็นหนึ่งในอินทรีย์๕)ที่สามารถหยั่งรู้ถึงจิตที่กำหนดรู้ทุกขเวทนาว่า จิตนั้นได้เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

          เมื่อปัญญาหยั่งรู้การเกิดขึ้นและดับไปของทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติจะประจักษ์แจ้งว่าทุกขเวทนานั้นตกอยู่ในลักษณะของไตรลักษณ์ คือ ๑.ความเป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยงเพราะเกิดขึ้นแล้วดับไป ๒.ความเป็นทุกขัง-คือเป็นสภาพที่ทนได้ยากเพราะถูกบีบคั้นโดยการเกิดขึ้นและการดับไปนั่นเอง จึงไม่ใช่สุขที่ถาวร   ๓.ความเป็นอนัตตา-คือเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจของใคร แม้ว่าอยากให้เกิดขึ้นก็ไม่สามารถบังคับให้เกิดขึ้นได้ อยากให้หายก็ไม่สามารถบังคับให้หายได้   ขณะนั้นจัดว่าผู้ปฏิบัติได้เกิดปัญญารู้แจ้งไตรลักษณ์ ๓ ประการ คือ อนิจจัง-ความไม่เที่ยง ทุกขัง-ความเป็นทุกข์ และอนัตตา-ความไม่ใช่ตัวตน ต่อจากนั้นก็จะบรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ จนสามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

          อาตมาได้อธิบายวิธีกำหนดรู้เวทนาที่ถูกต้องให้ท่านสาธุชนฟังมาแล้วว่า พึงกำหนดรู้ลักษณะที่แท้จริงของเวทนา โดยไม่พึงประกอบด้วยความต้องการจะให้หายไปหรือด้วยความไม่พึงพอใจ พึงวางเฉยด้วยอุเบกขา-สักแต่รับรู้เวทนานั้นตามความเป็นจริง นอกจากนี้ ขณะที่นั่งกรรมฐานอยู่ บางครั้งอาจจะเกิดเสียงต่างๆและคิดว่าเป็นการรบกวนอารมณ์กรรมฐาน เช่นเสียงรถ  เสียงคนพูดกัน ถ้าเสียงนั้นเป็นเสียงที่ผู้ปฏิบัติคิดว่ารบกวนจิตใจในขณะที่กำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ก็พึงกำหนดว่า“ได้ยินหนอ…ได้ยินหนอ” ในขณะนั้นไม่พึงสนใจในสมมุติบัญญัติของเสียงที่กำลังได้ยินอยู่-คือไม่พึงสนใจว่าเป็นเสียงของบุรุษ-สตรี-เสียงรถ-เสียงนก-เสียงกา พึงจดจ่ออยู่ที่สภาวธรรมการได้ยิน เมื่อสมาธิมากขึ้นก็จะสามารถรับรู้ได้ว่าสภาวธรรมการได้ยินที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมีลักษณะที่แปรปรวนไปในแต่ละขณะ บางครั้งเมื่อได้ยินเสียงและกำหนดว่า“ได้ยินหนอ…ได้ยินหนอ”เสียงนั้นอาจจะดัง ยิ่งกำหนดก็ยิ่งดังจนสะเทือนเข้าไปในหู แต่บางครั้งเมื่อกำหนดว่า“ได้ยินหนอ…ได้ยินหนอ” เสียงที่ได้ยินนั้นกลับเบาลง…เบาลง…เบาลง เหล่านี้คืออาการแปรปรวนของเสียงที่ได้ยินอยู่ เมื่อมีสมาธิมากขึ้นไปอีก ก็จะสามารถรับรู้ถึงการเกิด-ดับของเสียงที่ได้ยินและการเกิด-ดับของจิตที่กำหนดรู้เสียงนั้นได้ด้วย ขณะเดียวกัน บางครั้งอาจเกิดความพึงพอใจหรือความไม่พอใจในเสียงที่ได้ยิน ก็พึงกำหนดรับรู้ตามอาการที่พอใจหรือไม่พอใจนั้น ว่า“พอใจหนอๆๆไม่พอใจหนอๆๆ”หรือ“โกรธหนอๆๆ” เป็นต้น

          เมื่อผู้ปฏิบัติมีสมาธิที่สูงมากแล้ว บางขณะที่กำหนดว่า“ได้ยินหนอ”  ก็จะรับรู้สภาวธรรมการได้ยินอย่างชัดเจน โดยไม่รับรู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของใคร เป็นเสียงของบุรุษหรือสตรี เมื่อมีสมาธิมากขึ้นไปอีก ก็จะเกิดปัญญารู้แจ้งในการเกิด-ดับของเสียงนั้น เป็นต้นว่า หากได้ยินคำว่า“บุรุษ”-สองพยางค์ ผู้ปฏิบัติจะได้ยินคำว่า “บุ”แล้วรับรู้ว่าเสียงนี้ดับไป หลังจากนั้นก็จะได้ยินเสียงว่า“รุษ”ซึ่งเป็นพยางค์ที่สองและรับรู้การดับไปอย่างรวดเร็วอีก ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถรับรู้ถึงความหมายรวมของคำว่า“บุรุษ”ได้ เพราะได้รับรู้ถึงความเกิด-ดับของพยางค์ทั้งสองพยางค์นั้น จึงจัดว่าเป็นการรับรู้ถึงความเกิด-ดับของเสียงที่กำลังได้ยินอยู่ โดยไม่รับรู้ถึงความหมายของเสียงที่กำลังได้ยินนั้นเลย

          ผู้ปฏิบัติที่เกิดปัญญาหยั่งรู้ความเกิด-ดับของเสียงที่กำลังได้ยินอยู่ หรือเกิดปัญญาหยั่งรู้ความเกิด-ดับของจิตที่กำหนดรู้เสียงนั้น จัดว่าได้เกิดปัญญาที่รู้แจ้งไตรลักษณ์ ๓ ประการ คือรู้แจ้งว่าสภาวธรรมการได้ยินนี้ เป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยง เป็นทุกขัง-สิ่งที่ไม่ถาวรตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และ-เป็นอนัตตา-บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจของตนเอง เป็นไปตามเหตุปัจจัย หลังจากนั้น ก็จะเกิดปัญญาที่รู้แจ้งสภาวธรรมด้วยวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ จนในที่สุด ก็จะสามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน ต่อไปได้

          ที่อาตมาได้อธิบายวิธีการนั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ มหาสี สยาดอ ในวันนี้นั้น จัดว่าเป็นการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ประเภทในขณะเดียวกัน กล่าวคือ ในขณะที่นั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ผู้ปฏิบัติได้ตามรู้ อาการพอง-อาการยุบ-อาการนั่ง ซึ่งจัดว่าเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือดำรงสติตามรู้กายอย่างต่อเนื่อง  ส่วนในขณะที่ผู้ปฏิบัติตามรู้ความรู้สึกต่างๆที่เกิดในร่างกาย-เช่น รู้สึกเป็นสุข-เป็นทุกข์-หรือรู้สึกวางเฉย ก็จัดว่าเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ดำรงสติตามรู้เวทนาอย่างต่อเนื่อง  หากในขณะที่ผู้ปฏิบัตินั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ได้ตามรู้จิตที่คิดฟุ้งซ่านโดยกำหนดว่า“คิดหนอ”หรือ“ฟุ้งหนอ” หรือในขณะที่มีความโลภ-ความโกรธเกิดขึ้นมา ได้กำหนดว่า“ชอบหนอ”หรือ“ไม่ชอบหนอ”-“โกรธหนอ” ก็จัดว่าเป็นการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือดำรงสติตามรู้จิตอย่างต่อเนื่อง และขณะที่ผู้ปฏิบัติได้ตามกำหนดรู้เสียงที่ได้ยิน โดยกำหนดว่า“ได้ยินหนอ”ในขณะที่ได้ยินอยู่ จัดว่าเป็นการเจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือดำรงสติตามรู้สภาวธรรมอย่างต่อเนื่อง นั่นเอง

          ในวันนี้อาตมาภาพเห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายหมั่นเจริญสติปัฏฐานตามคำแนะนำที่ได้แนะนำมานี้ ซึ่งคล้อยตามพระพุทธดำรัสในมหาสติปัฏฐานสูตร และสามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม จนบรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน โดยพลันเทอญฯ

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view