เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,307
Page Views 696,316
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ

การกำหนดเวทนา ๓

          ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้อาตมาจะได้บรรยายพระธรรมเทศนาที่เกี่ยวกับเวทนาหรือความรู้สึก ๓ ประการ และอนุสัยกิเลส(กิเลสที่นอนเนื่องในขณะที่เกิดเวทนาหรือความรู้สึกทั้ง ๓ ประการเหล่านั้น) เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจวิธีการกำหนดเวทนาอย่างถูกต้อง อันจะเป็นแนวทางเพื่อการละอนุสัยกิเลสเหล่านั้นได้ และสามารถประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว

          เวทนาทั้ง ๓ ประการเหล่านั้น ได้แก่

๑. สุขเวทนา ความรู้สึกที่เป็นสุขทางกาย หรือความรู้สึกเป็นสุขทางใจ ขณะที่เกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นเราจะมีความยินดีพึงพอใจกับความรู้สึกนี้ จัดว่าขณะนั้นได้เกิดกิเลสคือความโลภขึ้น เรียกว่าได้เกิดกามราคานุสัย คือกิเลสที่นอนเนื่องซึ่งยินดีพอใจกับอารมณ์ที่กำลังรับรู้โดยสามัญทั่วไปอยู่

๒. ทุกขเวทนา เราจะมีความไม่พึงพอใจ คือการปฏิเสธอารมณ์ที่กำลังได้รับอยู่นี้ ขณะนั้นจัดว่าประกอบด้วยโทสะ คือความไม่พึงพอใจ ความไม่ชอบใจต่ออารมณ์ที่กำลังได้รับรู้โดยสามัญทั่วไปอยู่ ขณะนั้นได้เกิดปฏิฆานุสัย หรือกิเลสที่นอนเนื่องอันเป็นความไม่พึงพอใจ หรือโทสะ

๓. อุเบกขาเวทนา ขณะที่เกิดอุเบกขาเวทนา(ความรู้สึกวางเฉย) ในบางขณะผู้ปฏิบัติขาดสติที่ตามรู้เท่าทันความรู้สึกดังกล่าว ก็จะประกอบด้วยอวิชชานุสัย คือกิเลสที่นอนเนื่องอันได้แก่อวิชชาหรือความหลง ไม่รู้เท่าทันอารมณ์ตามความเป็นจริง

          ในเบื้องแรกของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติมักไม่ค่อยได้รับรู้ถึงสุขเวทนา(ความรู้สึกเป็นสุขทางกายหรือความรู้สึกเป็นสุขทางใจ) และไม่ค่อยได้รับรู้ถึงอุเบกขาเวทนา(ความรู้สึกวางเฉย) แต่มักจะรับรู้ความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกายหรือความเป็นทุกข์ทางใจ การที่ผู้ปฏิบัติได้รับรู้ความรู้สึกที่เป็นทุกข์เหล่านี้อย่างชัดเจน มักจะเกิดขึ้นเมื่อบรรลุถึงสัมมสนญาณ (วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๓) แล้ว

          สัมมสนญาณ มีความหมายตามศัพท์ว่าเป็นญาณที่ใคร่ครวญพระไตรลักษณ์คือ อนิจจังความไม่เที่ยง ทุกขังความเป็นทุกข์ และอนัตตาความไม่ใช่ตัวตน เป็นปัญญาที่ใคร่ครวญถึงสภาวธรรมที่กำลังกำหนดรู้อยู่นี้ว่าเป็นของไม่เที่ยง สภาวธรรมเหล่านี้เป็นทุกข์ และสภาวธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตา เป็นของไม่ใช่ตัวตน เป็นไปตามเหตุปัจจัย

          ในเวลาที่ผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติไปสักระยะหนึ่งประมาณ ๑๐ นาทีหรือ ๑๕ นาที ก็มักจะมีทุกขเวทนา มีความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกาย ซึ่งปรากฏชัดมากกว่าความรู้สึกเป็นทุกข์ทางใจ ความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกายนี้เกิดจากความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย หรือเกิดจากการกระทบสัมผัสกันระหว่างรูป(ร่างกายของเรากับรูปภายนอก) เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกาย เป็นต้นว่า ความเจ็บปวด ความเมื่อยขบ ความเหน็บชา อาการคัน อาการปวดแสบปวดร้อน อาการจุกเสียด แน่นหรือเรอ หรืออยากจะอาเจียน ความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกายนี้เรียกว่าทุกขเวทนา มักจะเกิดกับผู้ปฏิบัติในเบื้องแรกของการปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ที่ต้องประสบ

          เมื่อผู้ปฏิบัติได้ตามรู้เวทนาดังกล่าว กำหนดไปแล้วจะรู้สึกว่าเวทนานั้นมีอาการที่แตกต่างกันไป บางคนพอกำหนด เวทนาก็หายไปในระยะเวลาแตกต่างกัน บางครั้งก็เคลื่อนที่หายไป บางครั้งก็จางหายไป  แต่บางครั้งกลับรุนแรงขึ้นๆจนทนไม่ได้ เป็นการรู้แจ้งไตรลักษณ์คือ เข้าใจความไม่เที่ยง ว่า เวทนาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาแล้วมีสภาพแปรปรวนแตกสลายไป เป็นไปตามเหตุปัจจัย

          อันที่จริงแล้ว สัมมสนญาณมีความหมายตามศัพท์ว่าปัญญาที่ใคร่ครวญ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ปฏิบัติจะพึงประกอบด้วยจินตามยปัญญาที่ไปนั่งนึกคิดตรึกตรองว่าอารมณ์กรรมฐานเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันที่จริงแล้ว  ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ความไม่เที่ยงนั้นจากประสบการณ์ของตนเอง ดังเช่นผู้ปฏิบัติที่รับรู้ความแปรปรวนของเวทนาในขณะที่กำหนดรู้อารมณ์เวทนา(ความรู้สึก)อยู่ บางครั้งกำหนดไปแล้ว เวทนาทวีความรุนแรงมากขึ้น บางครั้งก็ลดลง บางครั้งก็หายไป บางครั้งหายไปจากในที่หนึ่งแล้วไปเกิดใหม่ที่อื่นก็มี ความประจักษ์แจ้งแก่ใจว่าเวทนาได้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั่วขณะ และดับไปเช่นนี้ เป็นการรู้แจ้งอนิจจัง คือความไม่เที่ยงของเวทนาที่กำลังกำหนดรู้อยู่นั้น

          นอกจากนั้นแล้ว ผู้ปฏิบัติยังเกิดความเห็นแจ้งใจว่าเวทนาดังกล่าวนั้นเป็นสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก ไม่ใช่เป็นสุขที่ถาวร แม้ว่าก่อนมาปฏิบัติธรรมจะสำคัญผิดว่าเวทนาเป็นของเที่ยง เป็นของที่ถาวรก็ตาม แต่ตอนนี้นักปฏิบัติจะเข้าใจได้แล้วว่า ทุกขเวทนานั้นเป็นสภาพที่ทนอยู่ได้ยากและสุขก็ไม่ใช่สุขที่ถาวร เพราะมีสภาพที่แปรปรวนอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ และหลังจากนั้นก็จะเกิดความเห็นแจ้งตามที่เป็นจริงว่า เราไม่สามารถบังคับบัญชาไม่ให้เกิดเวทนานั้นได้ ไม่สามารถบังคับให้เวทนานั้นอยู่ภายใต้อำนาจของตนได้ ทั้งนี้เพราะทุกคนต่างรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทุกคน แม้จะรักสุขเกลียดทุกข์เพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถบังคับไม่ให้เวทนานั้นเกิดขึ้นในร่างกายและจิตใจได้ เพราะสภาวธรรมคือเวทนานี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของตน จึงต้องกระทำเหตุที่เป็นฝ่ายกุศลให้เกิดขึ้นมา เพราะเป็นเหตุให้เกิดสุข ละเหตุที่เป็นอกุศลเพราะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

          ผู้ปฏิบัติบางท่านเวลาที่เกิดทุกขเวทนาอยู่ อาจเกิดความไม่พึงพอใจ คิดว่าเราไม่ต้องการให้ทุกขเวทนาเกิด ทำไมทุกขเวทนาจึงเกิดขึ้นมา แล้วทำไมต้องกำหนดรู้ทุกขเวทนานั้นด้วย การที่ผู้ปฏิบัติได้กำหนดรู้ทุกขเวทนา โดยประกอบด้วยความไม่ต้องการที่จะให้เวทนาเกิดขึ้น จัดว่าเป็นการประกอบด้วยปฏิฆานุสัย(คือกิเลสที่นอนเนื่อง)อันได้แก่โทสะนั่นเอง ขณะนั้นมีโทสะ(คือความไม่พึงพอใจ)เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นขณะที่เกิดความไม่พึงพอใจ กำหนดรู้สภาวจิตที่ไม่พอใจนั้น ให้เห็นลักษณะตามที่เป็นจริง และวางใจให้เป็นกลาง(ความวางเฉยไม่ยินดียินร้ายต่อทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้น) เมื่อนั้น ก็จะสามารถละปฏิฆานุสัยหรือโทสะในขณะที่กำหนดรู้ทุกขเวทนานั้นได้

          การกำหนดรู้เวทนานั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ทฏฺฐพฺพา ภิกฺขเว เวทนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงกำหนดรู้เวทนา” หมายความว่าผู้ปฏิบัติพึงจดจ่อจี้ลงไปที่ทุกขเวทนาคืออาการปวดเป็นต้น และพยายามตามรู้เท่าทันความรู้สึกนั้น และกำหนดให้เห็นตามความเป็นจริง

          เวลาที่เกิดทุกขเวทนา ท่านสาธุชนทั้งหลายจะสังเกตเห็นว่าจิตของเรามักไปจดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกเจ็บปวด ขณะนั้นอาการพองยุบจะไม่ชัดเจน ทั้งนี้เพราะสภาวะของจิตตามธรรมชาติมักรับรู้อารมณ์ที่ปรากฏชัด เวลาที่เกิดทุกขเวทนาอันเป็นความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง จิตของเราก็จะไปรับรู้ความรู้สึกนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติพยายามกำหนดรู้ทุกขเวทนาโดยมีสติระลึกรู้อย่างจดจ่อและต่อเนืองที่ทุกขเวทนานั้น และตั้งใจว่าเราจะตามรู้ทุกขเวทนาให้ได้ เหมือนกับมีบุรุษคนหนึ่งเดินทางอยู่ แล้วถูกหนามตำเท้า เขาต้องพยายามบ่งหนามนั้นออกจากเท้าให้ได้ หนามดังกล่าวก็เหมือนกับทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ผู้ปฏิบัติจึงพึงประกอบด้วยความอดทนในการตามรู้เท่าทันทุกขเวทนานั้น

          ในการกำหนดรู้ทุกขเวทนาที่ผู้ปฏิบัติจะต้องเฝ้าตามรู้เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง แม้ว่าเราจะต้องพยายามตามรู้ทุกขเวทนาให้ได้ก็ตาม แต่ลักษณะของการกำหนดนั้นจะต้องประกอบด้วยความวางเฉย ไม่พึงยินดียินร้ายในการกำหนด ไม่พึงประกอบด้วยความต้องการที่จะให้ทุกขเวทนาหายไป หรือไม่พึงประกอบด้วยความไม่ต้องการที่จะให้ทุกขเวทนานั้นเกิดขึ้น ควรมีความวางเฉย สักแต่รู้เท่าทันทุกขเวทนาตามความเป็นจริง รู้ว่าทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นที่บริเวณไหน เมื่อเกิดขึ้นแล้วได้ดำเนินไปอย่างไร คือรุนแรงมากขึ้นหรือค่อยๆบรรเทาลดน้อยลง การลดลงนี้ลดน้อยลงทันที หรือค่อยๆจางลดน้อยลง พยายามเฝ้าสังเกตุตามรู้เท่าทันสภาวะความเปลี่ยนแปลงของทุกขเวทนา ที่กำลังเกิดขึ้นในแต่ละขณะโดยละเอียด

          เวลาที่เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่มักเกิดความไม่พึงพอใจที่จะกำหนดรู้ทุกขเวทนา อย่างไรก็ตาม ความไม่พึงพอใจในการกำหนดรู้หรือแม้กระทั่งความต้องการจะให้ทุกขเวทนาหายไป จัดว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะหน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือ การตามรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง เมื่อผู้ปฏิบัติได้ตามรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงแล้ว จัดว่าคล้อยตามพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า “ทุกฺขํ วา เวทนํ เวทยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ - ภิกษุย่อมกำหนดรู้ว่า เสวยทุกขเวทนาในขณะที่กำลังเสวยทุกขเวทนาอยู่”

          การกำหนดรู้ทุกขเวทนามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รับรู้สภาวธรรมของทุกขเวทนาตามความเป็นจริง สภาวธรรมที่แท้จริงของทุกขเวทนามีลักษณะที่แปรปรวนขณะแต่ละขณะด้วยกัน ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะสังเกตว่าขณะของทุกขเวทนาในแต่ละขณะนั้นมีความแตกต่างกัน บางครั้งกำหนดแล้วค่อยๆเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทีละนิด แต่บางครั้งกำหนดแล้วกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นในทันที บางครั้งเมื่อกำหนดแล้วค่อยๆลดลง และบางครั้งกำหนดแล้วดับไปทันที แม้กระทั่งการหายของทุกขเวทนาก็ยังมีความแตกต่างกัน บางครั้งอาจเคลื่อนที่แล้วหายไป บางครั้งอาจจะเป็นการจางหายไป หรือบางครั้งเมื่อกำหนดแล้วหายไปเหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นเลย ผู้ปฏิบัติจึงควรมีสติจดจ่อที่อาการแปรปรวนต่างๆที่มากขึ้น หรือลดลงของทุกขเวทนานั้นตามความเป็นจริงนั้น

          หลังจากที่ผู้ปฏิบัติได้รับรู้ถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของทุกขเวทนา ที่กำลังกำหนดรู้อยู่นั้น ก็จะเกิดปัญญาที่รู้แจ้งต่อมาอีกว่า เมื่อกำหนดไปแล้วทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นได้ดับลงทันที ทุกขณะที่กำหนดอยู่ผู้ปฏิบัติจะรับรู้ถึงความเกิดดับอย่างรวดเร็วของทุกขเวทนา ซึ่งความประจักษ์แจ้งแก่ใจเช่นนี้จัดว่าเป็นการรู้แจ้งความเกิดดับของทุกขเวทนาที่กำลังกำหนดรู้อยู่

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถหยั่งรู้ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ และความดับไปของทุกขเวทนานั้น จัดว่าบรรลุวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๓ คือ สัมมสนญาณ และเมื่อได้รู้แจ้งความเกิดดับอย่างรวดเร็วของทุกขเวทนา เป็นการหยั่งรู้วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๔  คือ อุทยัพพยญาณ(รู้แจ้งความเกิดดับ) หลังจากนั้นก็จะพัฒนาปัญญาของตนต่อมา คือจะรู้แจ้งความดับไปเพียงอย่างเดียวของเวทนาที่กำลังตามกำหนดรู้อยู่ ขณะนั้นจะไม่รับรู้ถึงความเกิดขึ้นของเวทนาอย่างชัดเจน แต่จะรับรู้ความดับไปของทุกขเวทนาอย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ปฏิบัติสามารถครอบงำทุกขเวทนาได้โดยสิ้นเชิง เพราะความเจ็บปวดหรือการเกิดขึ้นของความเจ็บปวดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏชัดกับผู้ปฏิบัติในขณะนั้น

          ผู้ที่สามารถบรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๕ จะปราศจากความไม่พึงพอใจต่อทุกขเวทนาที่กำลังเกิดขึ้น มีความวางเฉยต่อทุกขเวทนาดังกล่าว นับว่าเป็นบุคคลที่สามารถกำจัดปฏิฆานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องอันเป็นโทสะ)อยู่ได้ชั่วขณะ หลังจากนั้นก็จะประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติต่อๆมาตามสมควรแก่ความเพียรของตน

          อาตมาได้อธิบายเรื่องปฏิฆานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องอันได้แก่ความโกรธซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่กำหนดรู้ทุกขเวทนาอยู่)ไปแล้ว บัดนี้จะอธิบายวิธีการกำหนดสุขเวทนา ซึ่งหากผู้ปฏิบัติกำหนดไม่เป็นจะเกิดกามราคานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องอันเป็นความยินดีพอใจต่ออารมณ์นั้นๆ)

          สุขเวทนานี้นับเป็นเวทนาที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ปฏิบัติบรรลุถึงอุทยัพพยญาณในระดับที่ยังไม่แก่กล้านัก

          อุทยัพพยญาณนี้เป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๔ มีความหมายว่า เป็นปัญญาที่รู้แจ้งความเกิดดับอย่างรวดเร็ว เป็นวิปัสสนาญาณที่สามารถหยั่งรู้ความเกิดดับของอารมณ์วิปัสสนากรรมฐานที่กำลังกำหนดรู้อยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเกิดดับของอาการพอง-ยุบ ความเกิด-ดับของทุกขเวทนาที่ตามรู้ หรือความเกิดดับของอาการเคลื่อนไหวของเท้าก็ตาม หากอุทยัพพยญาณยังไม่แก่กล้า ผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถรับรู้ความเกิดดับอย่างชัดเจนได้ แต่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะรับรู้ได้ชัดเจนกว่าก็คือสุขเวทนาทางกายหรือทางใจนั่นเอง

          ผู้ปฏิบัติที่บรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นนี้ จะเกิดสภาวธรรมต่างๆเป็นต้นว่า กายลหุตา(ความเบาแห่งกาย) จิตตลหุตา(ความเบาแห่งจิต) กายมุทุตา(ความละเอียดแห่งกาย) และจิตตมุทุตา(ความละเอียดแห่งจิต)

          นอกจากจะเกิดความเบาแห่งกาย ความเบาแห่งจิต ความละเอียดแห่งกาย และความละเอียดแห่งจิตแล้ว ก็ยังมีสภาวธรรมอื่นเกิดขึ้นอีก อันได้แก่ กายกัมมัญญตา(ความเหมาะสมแก่การงานแห่งกาย) และจิตตกัมมัญญตา(ความเหมาะสมแก่การงานแห่งจิต) คำว่า ”ความเหมาะสมแห่งการงาน” หมายถึง เป็นสภาวธรรมที่กายกับจิตสามารถดำเนินหน้าที่ของตนได้โดยสะดวก บางท่านเมื่อนั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่อาจจะปวดหลังบ้าง ปวดเอวบ้าง ปวดลำคอบ้าง ไม่สามารถนั่งได้เป็นระยะเวลานาน แต่เมื่อประกอบด้วยกายกัมมัญญตา(ความเหมาะสมแก่การงานแห่งกาย) จะสามารถนั่งได้นานเกินกว่า ๑ ชั่วโมง, ๑ ชั่วโมงครึ่ง, หรือ ๒ ชั่วโมง โดยปราศจากทุกขเวทนา ทั้งนี้เพราะประกอบด้วยกายกัมมัญญตานั่นเอง นอกจากนั้นก็ยังประกอบด้วยจิตตกัมมัญญตา(ความเหมาะสมแก่การงานแห่งจิต) อันหมายความว่า จิตของผู้ปฏิบัติก็จะรื่นรมย์ พึงพอใจกับการกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานอยู่

          นอกจากจะเกิดกายกัมมัญญตา(ความเหมาะสมแก่การงานแห่งกาย) และ จิตตกัมมัญญตา(ความเหมาะสมแก่การงานแห่งจิต)แล้ว บางครั้งก็จะเกิดสภาวธรรมอีกสองอย่าง คือ กายปาคุญญตา(ความคล่องแคล่วแห่งกาย) และ จิตตปาคุญญตา(ความคล่องแคล่วแห่งจิต) หมายความว่า ขณะที่เคลื่อนไหวร่างกายอยู่ก็จะมีกายปาคุญญตา(ความคล่องแคล่วแห่งกาย) ความคล่องแคล่วในที่นี้มิได้หมายถึงความรวดเร็ว แต่หมายถึงการที่ผู้ปฏิบัตินั้นสามารถตามรู้อาการเคลื่อนไหวทางกายได้ดีกว่าก่อน ส่วนจิตตปาคุญญตา(ความคล่องแคล่วแห่งจิต) ก็หมายถึงการที่ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้อารมณ์ ที่มาปรากฏทางทวารทั้ง ๖ ได้เท่าทันปัจจุบันขณะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

          ยิ่งไปกว่านั้น  บางขณะยังอาจจะเกิดสภาวธรรมอื่นๆอีก ได้แก่ กายปัสสัทธิ(ความสงบแห่งกาย) และ จิตตปัสสัทธิ(ความสงบแห่งจิต) คำว่า”ความสงบแห่งกาย” และ”ความสงบแห่งจิต” หมายถึงเป็นอาการที่ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าตนเองนั้นนั่งกรรมฐานอยู่คนเดียว โดยรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวในโลกนี้ สามารถกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ได้ มีความสงบแห่งกายและจิตเกิดขึ้นมา โดยปราศจากความเร่าร้อนด้วยกิเลสต่างๆ บางท่านได้กล่าวว่าตั้งแต่เกิดมาก่อนที่จะมาปฏิบัติธรรมยังไม่เคยได้รับรู้ถึงความสงบกายความสงบใจเช่นนี้มาก่อน แต่จะสามารถรับรู้ถึงความสงบกายสงบใจเฉพาะในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่เท่านั้น

          บางขณะก็เกิดความสุขขึ้นมาที่ชัดเจนมาก ความสุขดังกล่าวนี้มี ๒ อย่างคือ กายิกสุข(ความสุขทางกาย) และเจตสิกสุข(ความสุขทางใจ) รู้สึกว่าเบาสบายทางร่างกาย หรือรู้สึกเป็นสุขทางใจ เป็นความอิ่มเอิบโสมนัสปราโมทย์ใจ ซึ่งไม่เคยได้รับรู้ความสุขกายความสุขใจเช่นนี้มาก่อนหน้าที่จะปฏิบัติธรรม แต่ได้มารับรู้ในขณะที่ปฏิบัติธรรมนี้เท่านั้น

          แม้พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า บุคคลที่บรรลุถึงอุทยัพพยญาณที่ยังมีกำลังไม่แก่กล้านัก และได้ประสบความสุขกายความสุขใจดังกล่าว จะมีความปลาบปลื้มปีติกับความสุขกายความสุขใจที่กำลังเกิดขึ้นมา และรู้สึกว่าความสุขทีเกิดจากากรมีทรัพย์สิน ความสุขทางโลกีย์วิสัยที่ตนได้เคยประสบมานั้นเป็นความสุขเพียงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับความสุขที่ได้รับจากการปฏิบัติธรรม แม้กระทั่งความสุขในสวรรค์ ความสุขที่เป็นทิพย์ ก็ยังเทียบเท่ากับความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมไม่ได้เลย

          เวลาที่ผู้ปฏิบัติได้รับรู้สุขเวทนาเหล่านั้นอยู่ คือรู้ว่ามีความสุขทางกายอันเป็นความเบาสบายสดชื่นทางร่างกาย หรือความสุขทางใจอันเป็นความเบิกบานอิ่มเอิบใจอยู่ หากขาดสติกำหนดรู้ความสุขที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนั้น ก็จะประกอบด้วยกามราคานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องซึ่งพึงพอใจกับผลของการกำหนดอารมณ์กรรมฐานที่กำลังเจริญอยู่) แต่ถ้ากำหนดรู้เท่าทันอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานตามความเป็นจริง ก็จะสามารถกำจัดกามราคานุสัยนั้นได้

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถกำจัดกามราคานุสัย(ความยินดีพอใจในความสุขที่กำลังเกิดขึ้นอยู่)ในขณะที่เริ่มบรรลุถึงอุทยัพพยญาณเท่านั้น จึงจะประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติต่อไปได้

          พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติได้กำหนดรู้ทุกขเวทนาว่าเป็นสภาพธรรมที่ทนได้ยาก โดยตรัสว่า ”ทุกฺขา เวทนา สลฺลโต ทฏฺฐพฺพา - ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขเวทนานั้น ผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรู้โดยความเป็นสภาพที่ทนได้ยากเหมือนหอกที่ทิ่มแทง” เพราะฉะนั้นจึงพึงกำหนดรู้ทุกขเวทนานั้นตามความเป็นจริง ไม่พึงประกอบด้วยความไม่พึงพอใจในอันที่จะตามรู้ทุกขเวทนานั้น

          เวลาที่เกิดสุขเวทนาอยู่นั้น ก็จะมีความรู้สึกเป็นสุขแตกต่างกันในแต่ละขณะ บางขณะจะรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกเป็นสุขทางกาย บางขณะก็จะรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกเป็นสุขทางใจ ตอนนั้นผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรู้ความรู้สึกนั้นให้เห็นตามความเป็นจริง โดยกำหนดว่า ” สุขหนอ…สุขหนอ ” หรือ “ สบายหนอ…สบายหนอ ” เป็นต้น

          แม้ว่าในระยะต้นของอุทยัพพยญาณ ผู้ปฏิบัติจะรับรู้สุขเวทนาได้ชัดเจนแล้วก็ตาม แต่เมื่อพยายามกำหนดว่า “สุขหนอ…สุขหนอ”  หรือ “สบายใจหนอ…สบายใจหนอ”เห็นแจ้งตามความเป็นจริงแล้ว สมาธิและปัญญาก็จะแก่กล้าขึ้น จนบรรลุถึงอุทยัพพยญาณขั้นสูง เมื่อนั้นผู้ปฏิบัติจะรับรู้ถึงความเกิดดับอย่างรวดเร็วของความสุขที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้นได้

          เมื่อผู้ปฏิบัติพยายามมีสติตามกำหนดรู้เท่าทันอารมณ์วิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่อง ขณิกสมาธิจะมีกำลังมากขึ้นและเกิดปัญญาที่รู้แจ้งต่อมาว่า ความสุขหรือสุขเวทนาที่เกิดขึ้นนี้ได้ดับลงอย่างรวดเร็ว ในเวลานั้นอาการปรากฏของความสุขจะไม่ปรากฏชัด แต่จะปรากฏเพียงความดับของความสุขนั้น แล้วจะเกิดความประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า สิ่งที่เกิดและดับไปย่อมจะไม่ใช่สุขที่ถาวร เป็นสิ่งที่ถูกบีบคั้นโดยความเกิดขึ้น, โดยความดับไป, และโดยความแตกสลายแปรปรวนอยู่เสมอ และเกิดความเข้าใจได้ว่าสภาวธรรมนี้เป็นอนัตตา เป็นของไม่ใช่ตัวตน เป็นสิ่งที่เราจะบังคับบัญชาให้อยู่ตลอดกาล ให้ไม่แปรปรวนไม่ได้เลย

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถกำหนดรู้สุขเวทนาได้โดยไม่มีความพึงพอใจกับความสุขที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จัดว่าเป็นบุคคลที่สามารถกำจัดกามราคานุสัยที่เป็นความยินดีพอใจความสุขนั้นได้      

บัดนี้อาตมาจะได้อธิบายถึงวิธีการกำหนดอุเบกขาเวทนา ซึ่งหากผู้ปฏิบัติกำหนดไม่เป็นก็จะเกิดอวิชชานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องอันได้แก่โมหะความไม่รู้จริง) แต่หากกำหนดตามรู้ได้เท่าทันสามารถเห็นแจ้งตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะสามารถกำจัดอวิชชานุสัยนั้นได้

          อุเบกขาเวทนานี้เป็นเวทนาที่จะปรากฏชัดเจนมากที่สุดในขณะที่ได้บรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณ อันเป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑๑  อาตมาจะอธิบายลักษณะของสังขารุเบกขาญาณ โดยสังเขป

          ผู้ ปฏิบัติที่สามารถบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณได้ ในขณะนั้นจะรู้สึกว่าตนเองมีจิตใจที่มั่นคงกว่าเดิม ไม่มีความยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่กำลังประสบอยู่ ถึงแม้ว่าได้พบกับอารมณ์ที่น่าปรารถนาก็ปราศจากความพึงพอใจต่ออารมณ์นั้น แม้ว่าได้ประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ก็ปราศจากความประทุษร้ายความไม่พึงพอใจต่ออารมณ์นั้น รวมทั้งยังปราศจากความหวาดหวั่น ความพรั่นพรึง ความหวาดกลัวในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอีกด้วย จัดว่าเป็นบุคคลที่ปราศจากความยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่มาปรากฏทางทวารทั้ง ๖

          ผู้ปฏิบัติดังกล่าวนี้ เป็นผู้ที่ปราศจากความยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่กำลังตามกำหนดรู้อยู่ จะประกอบด้วยความวางเฉยที่มีกำลังยิ่ง เวลาที่ตามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานอยู่ จะไม่มีความพึงพอใจต่ออารมณ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นอาการพอง-ยุบ หรืออาการเคลื่อนไหวของเท้าก็ตาม ผู้ปฏิบัติจะสามารถมีสติกำหนดรู้จดจ่อตามรู้อารมณ์ต่างๆตามความเป็นจริงได้เท่าทันในขณะที่กำลังเกิดขึ้น รวมทั้งจะรู้สึกมีความเพลิดเพลิน มีความพึงพอใจ เป็นความไม่ยินดียินร้ายแต่เพลิดเพลินกับการปฏิบัติธรรมอยู่ เพราะไม่มีความฟุ้งซ่านรบกวนจิตใจ ไม่มีกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งรบกวนจิตใจให้มัวหมองได้

          อย่างไรก็ตาม ขณะที่ประกอบด้วยความวางเฉยไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์นั้น ผู้ปฏิบัติก็พึงตามกำหนดรู้อารมณ์นั้นตามความเป็นจริง เพราะถ้าขาดสติที่กำหนดรู้เท่าทันอารมณ์กรรมฐาน ก็จะประกอบด้วยอวิชชานุสัยอันเป็นกิเลสอันนอนเนื่องที่ไม่รู้เท่าทันอารมณ์กรรมฐานตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติที่ประกอบด้วยสติที่ตามระลึกรู้เท่าทันอารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถกำจัดอวิชชานุสัยและประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้

          พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อุเบกขาเวทนาที่ปรากฏชัดในขณะที่ปฏิบัติอยู่ โดยความเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นของที่แปรปรวนว่า “อทุกฺขมสุขา เวทนา อนิจฺจโต ทฏฺฐพฺพา -  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนาที่ไม่เป็นสุขและไม่เป็นทุกข์ ผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรู้โดยความเป็นของไม่เที่ยง

          การกำหนดรู้อุเบกขาเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยงนี้ มิได้หมายความว่า ให้ผู้ปฏิบัติไปกำหนดว่าอุเบกขาเวทนาเป็นของไม่เที่ยง หากแต่เป็นการสักแต่ให้มีสติตามกำหนดรู้อุเบกขาเวทนานั้นให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วจะเกิดปัญญารู้แจ้งความไม่เที่ยงของอุเบกขาเวทนา เป็นญาณขั้นต่างๆตามลำดับ อันได้แก่ญาณที่รู้แจ้งความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป รู้แจ้งความเกิดขึ้นและดับไป และรู้แจ้งความดับไปอย่างรวดเร็วของอุเบกขาเวทนา เมื่อเป็นเช่นนั้น จัดว่าประกอบด้วยอนิจจานุปัสสนาญาณ(ปัญญาที่หยั่งรู้ความไม่เที่ยงของอุเบกขา) เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะสามารถละอวิชชานุสัยคือความไม่รู้ตามที่เป็นจริง อันเป็นที่นอนเนื่องในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย(คืออนุสัยกิเลส – ความหลงไม่รู้เท่าทันอารมณ์อุเบกขาตามความเป็นจริง)ดังกล่าวได้

          อุเบกขาเวทนาดังกล่าวนี้เป็นเวทนาที่ไม่ปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติ ต่างจากสุขเวทนาและทุกขเวทนาที่ปรากฏชัดอยู่เสมอ พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงอุปมาเรื่องที่อุเบกขาเวทนามีลักษณะที่ไม่ปรากฏชัดว่า เหมือนกับรอยเท้าเนื้อบนแผ่นศิลา ซึ่งเรียกว่า นิคคปทวรัญชนะนัย หมายความว่า ขณะที่นายพรานได้ติดตามเนื้ออยู่อย่างกระชั้นชิด พบว่าเนื้อวิ่งหนีเข้าไปในป่า นายพรานจึงวิ่งติดตามไปจนพบรอยเท้าเนื้อปรากฏในสถานที่แห่งหนึ่ง จากนั้นก็เห็นแผ่นศิลาแผ่นหนึ่งวางขวางอยู่ตรงทางเดิน เมื่อสำรวจข้างหลังก้อนหินนั้น นายพรานก็พบรอยเท้าเนื้อต่อไปอีก จึงทราบว่าเนื้อนั้นจะต้องวิ่งผ่านมาทางนี้ และวิ่งผ่านไปโดยเหยียบไปบนแผ่นศิลาแผ่นนี้ด้วย แต่รอยเท้าเนื้อไม่ปรากฏบนแผ่นศิลาฉันใด อุเบกขาเวทนาก็เป็นเวทนาที่ไม่ปรากฏชัดฉันนั้นเช่นกัน ส่วนรอยเท้าเนื้อที่ปรากฏชัดข้างๆแผ่นศิลา เปรียบเหมือนกับสุขเวทนาและทุกขเวทนาที่ปรากฏชัดมากกว่าอุเบกขาเวทนาฉันนั้น

          เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่ามีความสุขเกิดขึ้นทางกายหรือมีความสุขเกิดขึ้นทางใจก็ตาม พึงกำหนดว่า “สุขหนอๆ” หรือ “สบายหนอๆ” เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นทางกาย เป็นต้นว่า ปวด เมื่อยขบ เหน็บชา หรือคัน พึงกำหนดตามอาการว่า “ปวดหนอๆ”  “เมื่อยหนอๆ” เป็นต้น หรือขณะที่มีความทุกข์เกิดขึ้นทางใจ เป็นต้นว่า เสียใจ เศร้าโศก กังวล พึงกำหนดตามอาการนั้นว่า “เศร้าโศกหนอๆ” “เสียใจหนอๆ” หรือ “กังวลหนอๆ”  “ทุกข์ใจหนอๆ” อาการเหล่านี้เป็นการกำหนดสุขเวทนาและทุกขเวทนาที่ปรากฏชัด แต่ในขณะที่สุขเวทนาและทุกขเวทนาไม่ปรากฏชัด เช่น ขณะที่ตามรู้อาการพองกับอาการยุบอยู่ ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกว่ามีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาปรากฏอยู่ ขณะนั้นไม่พึงกำหนดว่า “เฉยหนอๆ” เพราะการกำหนดว่า “เฉยหนอๆ” นี้เป็นการกำหนดอุเบกขาเวทนาที่ไม่ชัดเจน เมื่ออุเบกขาเวทนามีสภาพที่ยังไม่ชัดเจนในขณะนั้น ผู้ปฏิบัติไม่พึงกำหนดว่า “เฉยหนอ เฉยหนอ” โดยไปรับรู้อาการเฉย แต่พึงตามรู้อาการทางกายคืออาการเคลื่อนไหวของท้อง อันได้แก่อาการพองกับอาการยุบเหล่านั้น แล้วกำหนดว่า “พองหนอ” “ยุบหนอ” “พองหนอ” “ยุบหนอ” ขณะที่กำลังกำหนดรู้อยู่นี้ จิตของผู้ปฏิบัติจัดว่าประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาแล้ว ประกอบด้วยความวางเฉยแล้ว และเมื่อมีสติต่อเนื่อง มีสมาธิที่ตั้งมั่น เกิดปัญญาที่รู้แจ้งความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปของอาการพองอาการยุบ รู้แจ้งความเกิด-ดับของอาการพองกับอาการยุบ รู้แจ้งความดับไปอย่างรวดเร็วของอาการพองกับอาการยุบ รวมทั้งจิตที่กำหนดรู้อยู่นั้น จัดว่าในขณะนั้นได้กำจัดอวิชชานุสัยที่นอนเนื่องในขณะที่เกิดอุเบกขาเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาที่อุเบกขาเวทนาไม่ชัดเจนจึงไม่พึงกำหนดว่า “เฉยหนอ”  แต่พึงกำหนดสภาวธรรมทางกายที่ปรากฏชัดกว่าสภาวธรรมทางจิต จึงจะสามารถกำจัดอวิชชานุสัยที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่กำหนดสภาวธรรมทางกายนั้นไปในตัวได้

          หลังจากที่ผู้ปฏิบัติได้พยายามตามกำหนดรู้สภาวธรรมต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนาก็ตาม (โดยเฉพาะอุเบกขาเวทนา ผู้ปฏิบัติจะสามารถกำจัดอวิชชานุสัยได้) ก็จะประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมจนสามารถบรรลุถึงผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติกล่าวคือ มรรค ผล นิพพานนั่นเอง

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณแล้ว ก็จะได้บรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ อันได้แก่ บรรลุถึงอนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มัคคญาณ ผลญาณ แล้วบรรลุเป็นพระโสดาบันในที่สุด (หลังจากที่ได้บรรลุผลญาณแล้ว)

          ในวันก่อนอาตมาได้อธิบายเกี่ยวกับการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานไปแล้วว่าผู้ปฏิบัติไม่พึงกำหนดเวทนาด้วยความต้องการจะให้หายไปหรือด้วยความรู้สึกไม่พึงพอใจต่อเวทนานั้น ผู้ปฏิบัติพึงประกอบด้วยความวางเฉย(อุเบกขา)โดยสักแต่ตามกำหนดรู้สภาวะที่แท้จริงของเวทนาเท่านั้น วันนี้อาตมาจะอธิบายวิธีการตามกำหนดรู้เวทนาต่อจากวันก่อน โดยจะเน้นเกี่ยวกับวิธีการกำหนดรู้เฉพาะอารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ในขณะที่กำลังเกิดเวทนาอยู่นั้น

          เมื่อเกิดเวทนาขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วมักไม่มีใครชอบกำหนดรู้เวทนา ต่างต้องการจะให้เวทนาหายไปหรือต้องการที่จะข่มเวทนาให้หายไป วิธีปฏิบัติเช่นนี้ไม่ถูกต้อง พึงประกอบด้วยความวางเฉย(อุเบกขา)โดยปราศจากความยินดียินร้ายต่อเวทนาที่เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติพึงคิดว่าสภาวธรรมนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อยังมีร่างกายอยู่เวทนาก็ยังคงต้องมีอยู่ ผู้ปฏิบัติจึงพึงประกอบด้วยความวางเฉย แล้วตามรู้สภาวธรรมนั้นตามความเป็นจริง

          ผู้ปฏิบัติอาจเข้าใจว่าทุกขเวทนาที่กำหนดรู้อยู่นี้เกิดอยู่ตลอดเวลาและมีสภาพคงที่-ไม่แปรปรวน แท้จริงแล้ว เวทนาก็เป็นสังขารธรรมประการหนึ่งซึ่งมีลักษณะแปรปรวนเป็นธรรมดา ขณะที่กำหนดรู้เวทนาอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติจะรับรู้ได้ว่าบางครั้งยิ่งกำหนดไปเวทนาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น บางครั้งเมื่อกำหนดไปแล้วเวทนากลับลดความรุนแรงลง และเมื่อจิตมีสมาธิมากขึ้น เวทนาอาจจะเปลี่ยนที่เกิดคือหายไปจากที่หนึ่งแล้วไปเกิดขึ้นอีกที่หนึ่ง

          เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่จะรู้สึกเครียดในขณะที่เกิดเวทนาหรือความเจ็บปวดอยู่ เกิดความกังวลว่าจุดประสงค์ของการมาปฏิบัติธรรมก็เพื่อได้รับความสุข แต่ตอนนี้ตนกลับต้องประสบกับความทุกข์จากการกำหนดรู้เวทนา พึงระลึกไว้เสมอว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องประกอบด้วยความอดทน เพราะเวทนาเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ตราบใดที่ยังมีร่างกายอยู่ตราบนั้นเวทนาก็ยังคงมีอยู่ ด้วยเหตุว่ากายนี้เป็นที่อยู่ของโรค คือ มีลักษณะที่เสียดแทง…มีลักษณะที่แปรปรวนอยู่เสมอ การรับรู้เวทนาเป็นการรับรู้ความรู้สึกของความแปรปรวนในร่างกาย อนึ่ง เวทนาเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติบังคับควบคุมไม่ได้ มันอยากเกิดก็เกิดเอง หน้าที่ของผู้ปฏิบัติมีเพียงกำหนดรู้เวทนานั้นตามความเป็นจริงเพื่อให้รับรู้สภาวะที่แท้จริงของเวทนาดังกล่าว ผู้ปฏิบัติจึงพึงประกอบด้วยความอดทน ไม่พึงประกอบด้วยความเครียดหรือความท้อถอย

          ขณะที่กำหนดรู้เวทนาอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติบางท่านอาจจะเกิดอาการเกร็งขึ้นทางร่างกาย เพราะรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงจนต้องเกร็งร่างกายเพื่อจะสร้างพลังในการต่อสู้กับเวทนา หรือ อาจเกิดความเครียดขึ้นในจิตใจ ทำให้กำหนดถี่ๆว่า“ปวดหนอ…ปวดหนอ”ด้วยจุดประสงค์จะครอบงำเวทนานั้นไว้ให้ได้ วิธีปฏิบัติดังกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ปฏิบัติไม่พึงมีวิริยะเกินกว่าสมาธิ พึงปรับวิริยะหรือความเพียรให้สม่ำเสมอกับสมาธิ     การเกร็งร่างกายก็ดี…ความเครียดในจิตใจก็ดี…ล้วนเป็นอาการที่มีวิริยะเกินกว่าสมาธิ เมื่อวิริยะมีมากกว่าสมาธิก็จะทำให้เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นอย่างมากมาย และผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถรับรู้ลักษณะที่แท้จริงของเวทนานั้นได้เลย

          ขณะที่กำหนดรู้เวทนาอยู่ ผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรู้ให้ตรงกับอาการนั้น เช่น ถ้ามีอาการปวดหรืออาการเจ็บก็พึงกำหนดว่า“ปวดหนอ”หรือ“เจ็บหนอ” โดยจี้ลงไปที่บริเวณที่เจ็บหรือปวดนั้น ถ้ามีอาการเมื่อยพึงกำหนดว่า“เมื่อยหนอ” ถ้ามีอาการชาพึงกำหนดว่า“ชาหนอ” ถ้ามีอาการคันพึงกำหนดว่า“คันหนอ” ถ้ามีอาการร้อนพึงกำหนดว่า“ร้อนหนอ” ถ้ามีอาการจุกพึงกำหนดว่า“จุกหนอ”หรือ“เสียดหนอ” เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ปฏิบัติพึงตามรู้เฉพาะความรู้สึกเวทนาอันทนได้ยาก แต่ไม่พึงรับรู้รูปร่างสัณฐานของกายบริเวณที่เกิดเวทนานั้น คือไม่พึงรับรู้ว่าปวดที่ไหน ไม่พึงรับรู้ว่าเป็นมือ…หรือก้นขบ…หรือขาที่กำลังปวดอยู่ เพราะหากไปรู้สึกเช่นนี้ก็จัดว่าจิตของผู้ปฏิบัติไปรับรู้อารมณ์ที่เป็นสมมติบัญญัติ  ผู้ปฏิบัติพึงสักแต่รับรู้เวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น โดยจดจ่อลงไปที่อาการนั้นว่า…สักแต่มีอาการเจ็บปวด…สักแต่มีอาการเมื่อยขบ…สักแต่มีอาการเหน็บชา…หรือสักแต่มีอาการคัน อาการเหล่านี้มิใช่ตัวเรา…มิใช่ของเรา…มิใช่บุคคล…มิใช่สัตว์…มิใช่บุรุษ…มิใช่สตรี เป็นแต่เพียงอาการที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยและผู้ปฏิบัติก็กำลังตามรู้อาการที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะตามความเป็นจริง

          ขณะที่กำหนดรู้เวทนาอยู่ก็พึงจดจ่อที่เวทนานั้นตามความเป็นจริง คือจดจ่อให้รู้เท่าทันเวทนาว่าเกิดที่ไหน…เกิดที่กล้ามเนื้อ..หรือที่เส้นเอ็น…หรือที่กระดูก…หรือในเยื่อกระดูก พึงจดจ่อตามรู้อาการนั้นตามความเป็นจริง การจดจ่อนี้จัดว่าเป็นวิธีการอบรมอินทรีย์ประการที่สอง กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติพึงอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้าด้วยการปฏิบัติอย่างจดจ่อนั่นเอง อนึ่งสมาธิของผู้ปฏิบัติในแต่ละขณะมีความแตกต่างกันไป บางขณะรู้สึกว่ายิ่งกำหนดเวทนาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม บางครั้งกำหนด ๔ ครั้งหรือ ๕ ครั้ง เวทนาก็เพิ่มจากเดิมเป็น ๔ เท่าหรือ ๕ เท่า แต่เมื่อมีสมาธิมากขึ้นกว่าเดิม อาจรู้สึกว่ายิ่งกำหนดไปเวทนากลับค่อยๆลดความรุนแรงลง บางครั้งกำหนด ๔ ครั้งหรือ ๕ ครั้ง จะสามารถรับรู้ว่าเวทนานั้นลดความรุนแรงลง ๔ เท่าหรือ ๕ เท่าจากเดิม สมาธิจากการปฏิบัตินี้ทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเวทนาในขณะที่กำหนดรู้อยู่นั้น

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถรับรู้ถึงความรุนแรงมากขึ้นหรือลดน้อยลงของเวทนาในขณะที่กำหนดรู้อยู่  โดยรับรู้ได้ว่าเวทนาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้นๆหรือลดความรุนแรงลงในแต่ละช่วงนั้น จัดว่าได้เกิดปัญญารู้แจ้งถึงความเปลี่ยนแปลงของเวทนาขึ้นมา คือ รับรู้ว่าเวทนาดังกล่าวไม่เหมือนกับตอนที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆซึ่งเคยรู้สึกคล้ายกับว่าเวทนานั้นมีลักษณะคงเดิมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง มาบัดนี้ ได้รับรู้ว่าบางครั้งความเจ็บปวดก็รุนแรงขึ้น บางครั้งก็ลดหรือหายไป

          อันที่จริงแล้ว การที่เวทนาทวีความรุนแรงมากขึ้นหรือลดลงนั้นเกี่ยวเนื่องกับสมาธิของผู้ปฏิบัติเอง เมื่อสมาธิมากขึ้นผู้ปฏิบัติก็จะเริ่มรับรู้ว่าเวทนานั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะจิตของผู้ปฏิบัติรับรู้เวทนาได้บริบูรณ์และชัดเจนกว่าเก่า หลังจากนั้น เมื่อสมาธิมากขึ้นกว่าเดิมไปอีกระดับหนึ่งก็จะสามารถครอบงำเวทนาได้ โดยจะค่อยๆครอบงำทีละน้อย…ทีละน้อย ผู้ปฏิบัติจะรับรู้ถึงเวทนาที่ค่อยๆลดลงในขณะที่กำลังกำหนดรู้อยู่ และจะสามารถครอบงำเวทนาได้อย่างสิ้นเชิงในที่สุด

          การที่ได้รับรู้ว่าเวทนานั้นเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วค่อยๆลดความรุนแรงลงจนกระทั่งหายไป จัดว่าเป็นปัญญาที่รู้แจ้งความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-และดับไปของเวทนานั้น หลังจากนั้น ผู้ปฏิบัติก็จะก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เกิดปัญญารู้แจ้งความเกิด-ดับอย่างรวดเร็วของเวทนา โดยรับรู้ว่าเวทนาดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว…และมิได้ดำรงอยู่นานเลย…หากแต่ได้ดับลงไปทันที แล้วก็เกิดขึ้นใหม่และดับลงไปทันที และก็เกิดขึ้นใหม่และดับลงไปในทันทีอีก    ปัญญาดังกล่าวนี้จัดว่าเป็นปัญญาที่รู้แจ้งความเกิด-ดับของเวทนาซึ่งเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งในการปฏิบัติธรรม

          เมื่อเกิดปัญญารู้แจ้งการเกิด-ดับของเวทนาแล้วนั้น ผู้ปฏิบัติจะกำหนดรู้เวทนาได้เป็นอย่างดี เพราะรับรู้ได้ว่ามีความรู้สึกที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังรับรู้ว่าไม่ใช่ตัวเราที่กำลังเจ็บปวดอยู่ จึงไม่รู้สึกเป็นทุกข์กับความเจ็บปวดนั้นเลย เมื่อเกิดปัญญารู้แจ้งความเกิด-ดับอย่างรวดเร็วของเวทนาแล้ว ก็จะเกิดปัญญารู้แจ้งความดับของเวทนานั้นตามมาอีก กล่าวคือ แม้ว่าผู้ปฏิบัติจะเพ่งจิตจดจ่อลงไปที่อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ก็จะไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้เลย จิตจะรับรู้แต่เฉพาะความดับไปของอาการเจ็บปวดนั้น  ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่ากำหนดเวทนาได้ดีเพราะความเจ็บปวดดังกล่าวเป็นสภาวธรรมที่ไม่ปรากฏชัดเลย สภาวธรรมที่ปรากฏชัดคือการดับไปแห่งความเจ็บปวดเท่านั้น

          ในวันนี้อาตมาเห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายมีความเจริญก้าวหน้าประกอบด้วยความเพียรและเข้าใจถึงวิธี ในการกำหนดรู้เวทนาทั้ง ๓ ประการ คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา เพื่อสามารถกำจัดอนุสัยกิเลส รวมทั้งสามารถบรรลุถึงความสำเร็จแห่งการปฏิบัติ ตามสมควรแก่บารมีธรรมของตนๆด้วยเทอญ ฯ

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view