เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,329
Page Views 696,338
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ

การกำหนดวิปัสสนากรรมฐานในอิริยาบถเดินจงกรม

ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ในวันก่อนอาตมาได้แสดงแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการนั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในวันนี้อาตมาจะได้อธิบายแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เกี่ยวกับวิธีกำหนดการเดินจงกรมต่อไป

          ในเรื่องของการเดินจงกรมนี้ มีวิธีการเดิน ๔ วิธีด้วยกัน อันได้แก่

 วิธีที่   ๑        กำหนดเพียงระยะเดียว (มีหนอเดียว)

 วิธีที่   ๒       กำหนด ๒ ระยะ

 วิธีที่   ๓        กำหนด ๓ ระยะ

 วิธีที่   ๔        กำหนด ๖ ระยะ

         

การเดินจงกรมวิธีที่ ๑ คือกำหนด ๑ ระยะว่า “ขวาย่างหนอ” “ ซ้ายย่างหนอ” ขณะที่กำหนดว่า “ขวาย่างหนอ” พึงตามรู้อาการเคลื่อนของเท้าตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด อาการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ เป็นลักษณะพิเศษของวาโยธาตุที่มีลักษณะคือ เคลื่อนไหวจากระยะหนึ่ง ไปสู่อีกระยะหนึ่ง ผู้ปฏิบัติไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้า เพราะเท้าจัดว่าเป็นสมมติบัญญัติ(กล่าวคือเป็นบัญญัติที่เราได้สมมติกันขึ้นมา จากส่วนประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ อันได้แก่ ประกอบด้วยหนัง ประกอบด้วยเนื้อ ประกอบด้วยเอ็น ประกอบด้วยกระดูก ประกอบด้วยน้ำเลือดน้ำหนองต่างๆ จึงเป็นสมมุติบัญญัติ) ส่วนอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น จะต้องเป็นรูป-นามอันเป็นสภาวะปรมัตถ์อย่างเดียว ในขณะที่เคลื่อนไหวนั้น วาโยธาตุ(ธาตุลม)มีลักษณะที่ชัดเจนมากกว่าธาตุอื่น ดังนั้นขณะที่กำหนดรู้อาการย่างของเท้าจึงไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้า แต่พึงจดจ่อที่อาการเคลื่อนไปของเท้า ไม่ว่าจะเป็นอาการยกขึ้น อาการย่างออกไป หรืออาการเหยียบเท้าลงก็ตาม แม้ในขณะที่กำหนดว่า “ซ้ายย่างหนอ” ก็เช่นเดียวกัน ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้าและคำพูด(คำบริกรรมในใจ)ที่เป็นสมมติบัญญัติ พึงจดจ่อเฉพาะที่อาการเคลื่อนไหวอันเป็นรูปวาโยธาตุ ซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์เพียงอย่างเดียว นี่คือวิธีการเดินจงกรมวิธีแรก อันเป็นการกำหนด ๑ ระยะด้วยกัน

          การเดินจงกรมวิธีที่ ๒ คือ กำหนด ๒ ระยะ ว่า “ยกหนอ…เหยียบหนอ” ขณะที่กำหนดว่า “ยกหนอ” ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้าที่เป็นสมมติบัญญัติ พึงจดจ่อที่อาการเคลื่อนไหวจากเบื้องล่างซึ่งค่อยๆเคลื่อนขึ้นสู่เบื้องบน อันเป็นสภาวะปรมัตถ์ และในขณะที่กำหนดว่า “เหยียบหนอ” ก็เช่นกัน พึงตามรู้อาการเคลื่อนไหวของเท้า ซึ่งค่อยๆเหยียบลงจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง นอกจากนั้นการใช้คำบริกรรมในใจว่า “ยกหนอ” และ “เหยียบหนอ” ก็พึงกำหนดให้พร้อมเพรียงตรงกันกับอาการเคลื่อนไปของเท้า ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้าว่าเป็นเท้าขวาหรือเท้าซ้าย พึงจดจ่อตามรู้ที่อาการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นลักษณะของรูปหรือวาโยธาตุเท่านั้น นี่คือวิธีกำหนดการเดินจงกรมวิธีที่สอง

          การเดินจงกรมวิธีที่ ๓ คือ กำหนดว่า “ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ” การเดินจงกรมวิธีนี้ เป็นการตามรู้อาการเคลื่อนไหว ๓ ระยะคือ อาการยก อาการย่าง และอาการเหยียบ อาการยกเป็นอาการที่เท้าเคลื่อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน อันจัดว่าเป็นลักษณะพิเศษของวาโยธาตุที่มีอาการเคลื่อนไหว อาการย่างก็เป็นอาการที่เท้าได้เคลื่อนจากเบื้องหลังไปสู่เบื้องหน้า ซึ่งก็จัดว่าเป็นลักษณะพิเศษของวาโยธาตุเช่นกัน ส่วนอาการเหยียบลงเป็นอาการที่เคลื่อนลงจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง ซึ่งก็จัดว่าเป็นลักษณะพิเศษของวาโยธาตุด้วยเช่นกัน ในขณะที่กำหนดว่า “ยกหนอ” ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้าที่กำลังยกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างสัณฐานของเท้าหรือสมมติบัญญัติที่เรารู้กันว่าเป็นเท้าขวาหรือเท้าซ้ายก็ตาม พึงสักแต่ตามรู้อาการเคลื่อนไหว ซึ่งเคลื่อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน ซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์เท่านั้น ขณะกำหนดว่า “ย่างหนอ” พึงตามรู้อาการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปปรมัตถ์คืออาการเคลื่อนไหว ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้าที่เป็นสมมติบัญญัติ ในขณะที่เหยียบเท้าลงก็เช่นกัน พึงตามรู้อาการเคลื่อนไหวที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ คืออาการเคลื่อนจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของเท้าที่เป็นสมมติบัญญัติ การเดินจงกรมวิธีที่ ๓ นี้ เป็นแนวทางที่สอนให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ ๓ ระยะ คือ อาการยก อาการย่าง และอาการเหยียบ โดยกำหนดว่า “ยกหนอ…ย่างหนอ…เหยียบหนอ”

          ในขณะที่เดินจงกรมอยู่นี้ สิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิบัติพึงระวังไว้คือ พึงตามกำหนดรู้ให้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ อันได้แก่อาการเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หมายความว่า การเคลื่อนไหวซึ่งกำลังปรากฏอยู่ในขณะที่ยกเท้าขึ้นก็ตาม…ขณะที่ย่างเท้าออกไปข้างหน้าก็ตาม…หรือขณะที่เหยียบเท้าลงก็ตาม หากว่าผู้ปฏิบัติสามารถตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏอยู่นั้น ก็จะมีสติที่ต่อเนื่องในอารมณ์กรรมฐาน(คืออาการเคลื่อนไหวนี้) หลังจากนั้นก็จะเกิดปัญญาที่ประจักษ์ว่าสัณฐานของเท้านั้นหายไป ขณะที่เดินจงกรมอยู่มีเพียงอาการเคลื่อนไหวของกองลมที่เคลื่อนไหวจากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่ง ไม่มีสัณฐานของเท้า ไม่มีเท้าซ้ายหรือเท้าขวาที่เราเคยสำคัญผิดมาก่อน ขณะนั้นเองผู้ปฏิบัติจะประจักษ์ชัดต่อมาว่า ขณะที่ยกเท้าขึ้นจะรู้สึกว่ามีอาการเบาเกิดขึ้น ขณะที่ย่างเท้าออกไปจะรู้สึกว่าเท้าเบาแล้วค่อยๆ ลอยออกไป ส่วนในขณะที่เหยียบเท้าลงจะมีอาการหนักเกิดขึ้น แล้วอาการหนักนั้นก็จะเคลื่อนลง จากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง ขณะที่ผู้ปฏิบัติตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์และรับรู้ว่ามีเพียงกองลมที่เคลื่อนไหว มีอาการเบาในขณะยก ในขณะย่าง และมีอาการหนักในขณะเหยียบลงนี้ จัดว่าได้เกิดปัญญารู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริงในขณะนั้น

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย ระหว่างที่ยกเท้าแล้วรู้สึกว่ามีอาการเบาขณะที่เท้าลอยขึ้นมา ขณะที่ย่างเท้าออกไปก็มีอาการเบา เท้าลอยออกไปข้างหน้า เหล่านี้เป็นอาการที่ผู้ปฏิบัติได้รับรู้ถึงเตโชธาตุและวาโยธาตุที่เป็นประธานในขณะนั้น เพราะขณะที่ยกเท้าขึ้นและย่างเท้าออกไป เตโชธาตุและวาโยธาตุทั้งสองอย่างเป็นประธานในขณะนั้น ส่วนปฐวีธาตุกับอาโปธาตุไม่เป็นประธาน ส่วนขณะที่เหยียบเท้าลงมีอาการหนัก อาการหนักดังกล่าวนี้เป็นลักษณะพิเศษที่ปฐวีธาตุกับอาโปธาตุเป็นประธานในขณะนั้น ส่วนเตโชธาตุกับวาโยธาตุไม่เป็นประธาน เป็นเพียงธาตุที่คล้อยตามปฐวีธาตุกับอาโปธาตุเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ปฏิบัติได้รับรู้ถึงอาการเบาและอาการหนักในขณะที่ยก ขณะที่ย่าง และขณะที่เหยียบอยู่ ก็จัดว่าได้รับรู้ลักษณะพิเศษของธาตุทั้งสี่เหล่านั้นแล้ว

          ขณะที่มีอาการเบาเกิดขึ้นมานั้น เตโชธาตุกับวาโยธาตุเป็นประธาน ทั้งนี้เพราะเตโชธาตุกับวาโยธาตุนั้นเป็นธาตุที่มีลักษณะเบา ส่วนขณะที่มีอาการหนัก เหยียบลงไปนั้น อาการหนักนี้เป็นอาการของปฐวีธาตุกับอาโปธาตุ เพราะว่าธาตุทั้งสองอย่างนี้ มีลักษณะหนักอยู่ในตัวของมันเอง

          การเดินจงกรมวิธีที่ ๔ กำหนด ๖ ระยะ โดยบริกรรมเหมือนกับการบริกรรม ๓ ระยะว่า “ยกหนอ…ย่างหนอ…เหยียบหนอ” แต่มีความต่างกันในเรื่องของการกำหนดรู้ กล่าวคือ ในการกำหนดการเดินจงกรมวิธีที่ ๔ นี้ ผู้ปฏิบัติพึงตามรู้เบื้องต้นและที่สุดของอาการยก อาการย่าง และอาการเหยียบ การยกนั้นมีเบื้องต้นและที่สุดของอาการ การย่างก็มีเบื้องต้นและที่สุดของอาการ และการเหยียบลงก็มีเบื้องต้นและที่สุดของอาการเช่นกัน จึงจัดว่าการเดินจงกรมวิธีที่ ๔ สอนให้กำหนด ๖ ระยะด้วยกัน คือเบื้องต้นและที่สุดของอาการยก อาการย่าง และอาการเหยียบเหล่านั้น

          ในการกำหนด ๖ ระยะ ที่กำหนดว่า “ยกหนอ…ย่างหนอ…เหยียบหนอ”นี้ อาการเริ่มยกหมายถึงขณะที่ส้นเท้าเริ่มเคลื่อนละจากพื้นดินขึ้นสู่เบื้องบน อาการยกที่สิ้นสุดลงนั้นหมายถึงขณะที่ปลายเท้าได้เคลื่อนขึ้นจากพื้นดินและหยุดอยู่ อาการที่เริ่มก้าวขณะที่กำหนดว่า “ย่างหนอ” หมายถึงขณะที่ผู้ปฏิบัติเริ่มย่างเท้าออกไป ส่วนอาการสิ้นสุดลงของอาการย่างนั้นเป็นขณะที่กำหนดว่า“หนอ” ขณะที่เหยียบลงกำหนดว่า“เหยียบหนอ” อาการเหยียบที่เริ่มเกิดขึ้นจัดว่าเป็นเบื้องต้นของอาการเหยียบที่เกิดขึ้นมา และเมื่อเท้าได้สัมผัสกับพื้นก็จัดว่าเป็นส่วนที่สุดของอาการเหยียบนั้น การกำหนดรู้เบื้องต้นและที่สุดของอาการยก อาการย่าง และอาการเหยียบ จึงมี ๖ ระยะด้วยกันดังกล่าว

          วิธีการเดินจงกรมโดยกำหนดถึง ๖ ระยะนี้ ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือกำหนดรู้ “จิตที่อยาก ที่ต้องการจะเดินอันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการยก อาการย่าง อาการเหยียบก่อน ทุกขณะก่อนที่จะยกเท้า…ก่อนที่จะย่างเท้า…และก่อนที่เหยียบเท้าลง โดยกำหนดว่า “อยากยกหนอ” “ยกหนอ”, “อยากย่างหนอ” “ย่างหนอ”, “อยากเหยียบหนอ” “เหยียบหนอ”, (ขณะกำหนดว่า”อยาก...” อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวส่วนใดๆของร่างกายทั้งสิ้น)

          ในการเดินจงกรมโดยกำหนดจิตที่คิดอยากจะเดินก่อนอาการเคลื่อนไหวทั้ง ๓ ระยะคือ อาการยก อาการย่าง อาการเหยียบนี้ ก่อนที่ผู้ปฏิบัติจะยกเท้าขึ้น พึงตามรู้จิตที่คิดอยากจะยกขึ้นก่อน กำหนดว่า“อยากยกหนอ” หลังจากนั้นพึงตามรู้อาการยกเท้า กำหนดว่า“ยกหนอ” เมื่ออาการยกเท้าสิ้นสุดลง พึงกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะย่างออกไป กำหนดว่า“อยากย่างหนอ” หลังจากนั้นพึงตามรู้อาการย่างเท้าที่ย่างออกไปข้างหน้า กำหนดว่า“ย่างหนอ” เมื่ออาการย่างสิ้นสุดลงจะเกิดจิตที่คิดอยากจะเหยียบเท้าลง พึงกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะเหยียบเท้าลง โดยบริกรรมว่า“อยากเหยียบหนอ” หลังจากนั้นพึงตามรู้อาการเหยียบซึ่งค่อยๆหนักลงจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง กำหนดว่า“เหยียบหนอ”

          ยังมีการเดินจงกรม ๖ ระยะอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีที่ ๔ เช่นกัน คือ การกำหนดว่า “ยกส้นหนอ…ยกหนอ…ย่างหนอ…ลงหนอ…ถูกหนอ…กดหนอ”

          วิธีกำหนดการเดินจงกรม ๖ ระยะดังกล่าวนี้  ขณะที่กำหนดว่า“ยกส้นหนอ” พึงตามรู้อาการยกส้นเท้าขึ้น แต่ยังไม่ยกปลายเท้า อาการที่ยกส้นเท้าขึ้นนั้น ผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรู้โดยบริกรรมว่า“ยกส้นหนอ” หลังจากนั้นเมื่อมีอาการยกปลายเท้าขึ้นจากพื้น พึงบริกรรมว่า“ยกหนอ” เมื่อมีอาการย่างเท้าไปข้างหน้า พึงบริกรรมว่า“ย่างหนอ” เมื่อมีอาการเหยียบเท้าลง พึงบริกรรมว่า“ลงหนอ” ขณะที่ฝ่าเท้าทั้งหมดได้สัมผัสพื้นพร้อมกัน กำหนดว่า“ถูกหนอ” และหลังจากนั้น ผู้ปฏิบัติก็จะโยกตัวไปข้างหน้าก่อนที่จะย่างเท้าหลัง อาการกดจะเกิดขึ้นที่เท้าด้านหน้า พึงกำหนดอาการนั้นว่า“กดหนอ” โดยสรุปแล้วกำหนดอาการทั้ง ๖ ระยะว่า “ยกส้นหนอ…ยกหนอ…ย่างหนอ…ลงหนอ…ถูกหนอ…กดหนอ”

          อาตมาได้อธิบายแนวทางการเดินจงกรม ๔ วิธีด้วยกัน หวังว่าผู้ปฏิบัติทั้งหลายคงจะเกิดความเข้าใจแนวทางการเดินจงกรมพอสมควร วันนี้อาตมาภาพเห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ ในการนั่งกรรมฐาน การเดินจงกรม และการกำหนดรู้อิริยาบถย่อย รวมทั้งสามารถบรรลุถึงผลสำเร็จของการปฏิบัติธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน ตามสมควรแก่บารมีของตนๆด้วยเทอญ ฯ

-------------------------

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view