เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,331
Page Views 696,340
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ

 

 การกำหนดอิริยาบถย่อย ตอน ๑

-----------------

ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ในวันนี้อาตมาจะได้อธิบายแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ที่เกี่ยวกับวิธีการกำหนดรู้อิริยาบถย่อยต่อไป

          อาตมาจะอธิบายแนวทางการกำหนดรู้อิริยาบถย่อย ในอิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ คือการยืน การเดิน การนั่ง และการนอน เพราะอิริยาบถย่อยเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในขณะที่เราทำอิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ อย่างเหล่านั้น โดยจะกล่าวถึงการนั่งกำหนดเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วต้องการจะลุกขึ้นยืน ขณะที่ยืนแล้วจะเคลื่อนตัวออกไปเดินจงกรม ขณะที่เดินจงกรมแล้วจะย่อกายลงนั่งกรรมฐาน หรือขณะที่นั่งลงแล้วจะเอนกายลงนอนเป็นต้น

          เมื่อผู้ปฏิบัติได้นั่งกำหนดเจริญวิปัสสนากรรมฐานประมาณ ๑ ชั่วโมงแล้ว ต้องการจะลุกขึ้นเดินจงกรม ก่อนจะลุกขึ้นพึงตั้งใจกำหนดจิตที่คิดอยากจะลุกก่อน โดยบริกรรมว่า“อยากลุกหนอๆๆ ” หากผู้ปฏิบัติไม่พยายามสังเกตจิตที่คิดอยากจะลุกขึ้น ก็จะไม่สามารถรับรู้ได้ แต่ถ้าพยายามสังเกตให้ดีแล้วก็จะรับรู้ว่าก่อนที่เราจะลุกขึ้นนั้น จะเกิดจิตที่ประกอบด้วยเจตนา ประกอบด้วยฉันทะ ความต้องการที่จะลุกขึ้นก่อน เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจึงควรกำหนดรู้จิตซึ่งเป็นต้นเหตุของการลุกขึ้นนั้นก่อนว่า“อยากลุกหนอๆๆ” หลังจากนั้นขณะที่เอี้ยวร่างกาย พึงกำหนดว่า “เอี้ยวหนอ” ขณะที่โยกกายพึงกำหนดว่า“โยกหนอๆๆ” ขณะที่เท้าแขนพึงกำหนดว่า“เท้าหนอๆๆ” ไม่ว่าจะเป็นการขยับร่างกายส่วนบน ขยับร่างกายส่วนล่าง ขยับแขนหรือขยับขาก็ตาม ก็พึงตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวเหล่านั้นโดยละเอียด หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นนั่งแล้ว ขณะจะลุกขึ้นยืน พึงตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน ซึ่งจะมีอาการเบาเกิดขึ้นมา กำหนดว่า“ลุกหนอ…ลุกหนอ…ลุกหนอ”อย่างเชื่องช้า โดยตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวนั้นให้ละเอียดและชัดเจน

          ระหว่างที่กำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน โดยกำหนดว่า“ลุกหนอๆๆ” ขณะนั้นไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกายซึ่งเป็นสมมติบัญญัติ พึงมีสติจดจ่อกำหนดรู้ที่อาการเคลื่อนไหวให้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ อันเป็นอาการเคลื่อนไหวจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน เมื่อผู้ปฏิบัติเกิดสมาธิที่แน่วแน่อยู่ที่อารมณ์กรรมฐานนั้น สามารถรับรู้ว่าเป็นเพียงกองลมที่เคลื่อนไหวจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง ก็จะสามารถประจักษ์ถึงอาการเบา ซึ่งค่อยๆ เบา เคลื่อนจากเบื้องล่างขึ้นไปสู่เบื้องบนได้ด้วยตนเอง

          การที่ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้อาการเบาที่เกิดขึ้นนี้ จัดว่าเป็นการรู้แจ้งธาตุทั้งสองอย่างคือ เตโชธาตุกับวาโยธาตุ(ธาตุไฟกับธาตุลม)ในขณะนั้นที่เด่นชัด

          ในขณะที่ผู้ปฏิบัติรับรู้ถึงอาการเบาซึงค่อยๆเคลื่อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบนนั้น จัดว่านักปฏิบัติได้รู้แจ้งวิปัสสนาญาณถึง ๒ อย่างจากการประสบด้วยตนเอง

          ขณะที่ผู้ปฏิบัติได้กำหนดตามรับรู้ถึงอาการเบาซึ่งเกิดขึ้นนั้น จะสามารถแยกสภาวธรรมซึ่งเป็นรูปธรรมกับนามธรรมออกเป็นสองส่วนด้วยกัน คือสามารถรับรู้ว่าจิตที่ตามรู้อาการยกขึ้น-อาการลุกขึ้นนั้นเป็นนามธรรม หรือเป็นสภาวธรรมทางจิตที่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ ส่วนอาการเคลื่อนไหวอันได้แก่อาการลุกขึ้น ซึ่งค่อยๆเคลื่อนขึ้นจากระยะหนึ่งๆไปสู่ระยะหนึ่งๆนั้นเป็นรูปธรรม คือเป็นสภาวธรรมทางกายที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้

          เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ถึงสภาวธรรมที่แยกออกจากกัน ๒ ส่วน คือรับรู้ว่าจิตของเราเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อาการเคลื่อนไหวได้ และอาการเคลื่อนไหวนั้น เป็นรูปธรรมที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ จัดว่าเป็นวิปัสสนาญาณขั้นแรก(นามรูปปริจเฉทญาณ)ที่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมได้ นอกจากนั้นผู้ปฏิบัติก็จะเกิดปัญญาซึ่งพัฒนาขึ้นไปอีกโดยรู้สึกว่าจิตที่อยากจะลุกขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นก่อนโดยความเป็นเหตุ เมื่อจิตที่คิดอยากจะลุกเกิดขึ้นแล้ว จึงเกิดอาการลุกขึ้นโดยความเป็นผล จิตที่คิดอยากจะลุกนั้นเป็นเหตุก่อให้เกิดอาการลุกขึ้นเป็นผลตามมา  ความประจักษ์แจ้งแก่ใจเช่นนี้จัดว่าเป็นการรู้แจ้งเหตุปัจจัยของอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน คือรู้ว่านามธรรมคือจิตเป็นเหตุ ส่วนรูปธรรมคืออาการเคลื่อนไหวเป็นผลของนามธรรมนั้น ความหยั่งรู้เช่นนี้เป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่สองเรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณ คือ ปัญญาที่หยั่งรู้เหตุปัจจัยของสภาวธรรมเหล่านั้นตามที่เป็นจริง

          พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณขั้นที่สอง ซึ่งสามารถรู้แจ้งถึงเหตุปัจจัยของสภาวธรรม โดยความเป็นเหตุเป็นผลของกันและกันว่า บุคคลนี้เรียก จุลโสดาบัน หรือพระโสดาบันขั้นอ่อน โดยกล่าวว่า “อิมินา ญาเณน สมนฺนาคโต พุทฺธสาสเน ลทฺธสฺสาโส ลทฺธปติฏฺโฐ จุลโสตาปนฺโน นาม โหติ - บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยวิปัสสนาญาณขั้นที่สองนี้ เป็นผู้ที่ได้รับการตั้งไว้ในพระพุทธศาสนา สามารถเกิดความเบาใจได้ และได้รับการเรียกว่า จุลโสดาบัน”

          การที่พระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวว่า บุคคลที่สามารถรู้แจ้งถึงเหตุปัจจัยของสภาวธรรมโดยความเป็นเหตุผลนั้น ชื่อว่า“จุลโสดาบัน” เนื่องจากบุคคลเช่นนั้นย่อมสามารถประจักษ์แจ้งแก่ใจถึงเหตุปัจจัยว่า สภาวธรรมเหล่านี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยความเป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ในบางครั้งนามธรรมเป็นเหตุให้เกิดนามธรรม บางครั้งนามธรรมเป็นเหตุให้เกิดรูปธรรม บางครั้งรูปธรรมเป็นเหตุให้เกิดนามธรรม และบางครั้งนามธรรมก็เป็นเหตุให้เกิดรูปธรรม บุคคลเช่นนั้นจะไม่เชื่อถือบุคคลอื่นในทางที่ผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความเชื่อถือเรื่องพระเจ้า พระพรหม ว่าเป็นผู้เนรมิตเหล่าสัตว์ ผู้ที่ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณขั้นที่สองนี้จะเห็นแจ้งแก่ใจว่า รูปธรรมกับนามธรรม(กายกับจิต)นี้เกิดขึ้นโดยความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ไม่มีใครเป็นผู้เนรมิต ไม่มีใครเป็นสัตว์ที่ถูกเนรมิตขึ้นมา จึงจัดว่าเป็น“นิยตคติโก”(เป็นผู้มีคติที่แน่นอน เป็นผู้มีภพภูมิที่แน่นอน) ซึ่งหมายความว่า จะไม่เป็นเหตุให้ตกไปในอบายภูมิในขณะที่เกิดวิปัสสนาญาณขั้นที่สองนี้ และจัดว่าเป็นบุคคลที่มีความศรัทธา ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนามากกว่าบุคคลอื่น

          เมื่อผู้ปฏิบัติลุกขึ้นยืนแล้วต้องการจะเดินต่อไป หากรู้สึกว่าจิตที่คิดอยากจะเดินนั้นปรากฏชัด พึงกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะเดินก่อน โดยกำหนดว่า“อยากเดินหนอๆๆ” แล้วจึงเดินต่อไป โดยกำหนดว่า “ ขวาย่างหนอ... ซ้ายย่างหนอ ”

          ขณะที่เดินจงกรมอยู่ กำหนดว่า“ขวาย่างหนอ…ซ้ายย่างหนอ” หรือกำหนดว่า “ยกหนอ…ย่างหนอ…เหยียบหนอ”ก็ตาม เมื่อเดินมาจนถึงที่สิ้นสุดของทางเดินจงกรมแล้วหยุดยืนอยู่ เมื่ออาการหยุดนั้นสิ้นสุดลง พึงพยายามตามกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะยืน  กำหนดรู้ให้เท่าทันจิตที่คิดอยากจะยืนว่า “อยากยืนหนอ”  หลังจากนั้นจึงกำหนดว่า“ยืนหนอ…ยืนหนอ”ต่อไป

          ขณะที่ยืนเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วต้องการจะย่อกายลงนั่ง พึงตามรู้จิตที่คิดอยากจะย่อกายลง กำหนดว่า“อยากย่อหนอๆๆ” หรือ “อยากลงหนอๆๆ” จากนั้นจึงค่อยๆตามรู้อาการย่อกายลง กำหนดว่า “ลงหนอๆๆ” หรือ “ย่อหนอๆๆ” โดยละเอียด และเฝ้าสังเกตตามรู้อาการที่กายย่อลงอย่างต่อเนื่อง

          ขณะที่ตามกำหนดรู้อาการย่อกายลงนั้น ผู้ปฏิบัติไม่ควรใส่ใจในรูปร่างสัณฐานของร่างกายที่เป็นสมมติบัญญัติ (สัณฐานของร่างกายเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็น ศีรษะ ลำตัว หรือแขน ขา จัดว่าเป็นสมมติบัญญัติที่รวมขึ้นจากอวัยวะต่างๆประกอบกัน แล้วจึงสมมุติขึ้นเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล) พึงตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวอันเป็นลักษณะพิเศษ(สภาวลักษณะ)ของวาโยธาตุ ที่ค่อยๆเคลื่อนจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง กำหนดว่า“ย่อหนอๆๆ” หรือ “ลงหนอๆๆ” ทั้งนี้เพราะอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานจะต้องเป็นรูป-นามที่กำลังปรากฏอยู่ อันเป็นสภาวะปรมัตถ์ที่มีจริงเท่านั้น

          เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถตามกำหนดรู้ได้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์(อาการที่ย่อกายลง- อาการที่เคลื่อนจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง) ก็จะรับรู้ว่าร่างกายนั้นหายไป ไม่มีตัวเราที่กำลังย่อกายลงอยู่ มีแต่กองลมที่ค่อยๆเคลื่อนและหนักลง จากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง ขณะนั้นจัดว่าจิตของผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้สภาวะปรมัตถ์โดยตรงแล้ว การที่สามารถรับรู้ว่าเป็นกองลมที่ค่อยๆหนักลง จัดว่าเป็นการรับรู้ปฐวีธาตุกับอาโปธาตุ ทั้งนี้เนื่องจากธาตุทั้งสองมักเป็นธาตุที่ปรากฏชัดในขณะที่ย่อกายลง

          ขณะที่ได้รับรู้ว่ามีกองลมที่หนักเคลื่อนจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง ผู้ปฏิบัติจัดว่าได้เกิดวิปัสสนาญาณขั้นแรก คือ นามรูปปริจเฉทญาณ อันเป็นญาณที่จำแนกความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมได้ กล่าวคือในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะรับรู้ว่า อาการย่อกายลงซึ่งเป็นอาการเคลื่อนไหวนั้นเป็นรูปธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ส่วนจิตที่ตามรู้อาการนั้นโดยละเอียดเป็นนามธรรมที่สามารถรับรู้ได้ ผู้ปฏิบัติจัดว่าได้เกิดปัญญารู้แจ้งวิปัสสนาญาณขั้นแรก ที่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมได้ จากประสบการณ์ในการปฏิบัติด้วยตนเอง

          เมื่อผู้ปฏิบัติได้รับรู้ว่า มีเพียงสภาวธรรมทางกายกับสภาวะทางจิตเพียงสองอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ก็จะไม่เกิดความยึดติดผูกพันในตัวตน เป็นการกำจัดสักกายทิฏฐิ(ความสำคัญผิดว่าเป็นตัวตน เป็นบุคคล เรา เขา เป็นบุรุษ หรือเป็นสตรี) เช่นนี้จึงนับว่า ผู้ปฏิบัติได้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมว่า กายกับจิตนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็นสภาวะปรมัตถ์ ส่วนสิ่งที่เราได้เคยยึดติดผูกพันว่าเป็นบุคคล-เรา-เขา เป็นบุรุษ-เป็นสตรี แท้จริงเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่ไม่มีจริง ผู้ปฏิบัติที่เกิดปัญญารู้แจ้งเช่นนี้จัดว่าสามารถปิดประตูอบายได้ กล่าวคือหากเสียชีวิตในขณะที่เกิดวิปัสสนาญาณนั้น ก็จะไม่ตกอบาย เนื่องจากมีจิตที่ประกอบด้วยกุศล ประกอบด้วยปัญญาญาณเป็นต้นในขณะนั้นนั่นเอง

          หลังจากที่ผู้ปฏิบัติได้รู้แจ้งถึงความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่า มีจิตที่ต้องการจะย่อกายลงเกิดขึ้นก่อน แล้วจึงเกิดอาการย่อกายในภายหลัง จิตที่คิดอยากจะย่อกายลงเป็นเหตุ กายที่ย่อลงนั้นเป็นผล ความรู้สึกเช่นนี้จัดว่าเป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่สอง-ที่รู้แจ้งเหตุปัจจัยของสภาวธรรม เพราะในขณะนั้นได้รับรู้ว่า จิตที่คิดอยากจะย่อกายเป็นเหตุ และอาการย่อกายนั้นได้เกิดขึ้นโดยความเป็นผลในภายหลัง

          ผู้ปฏิบัติที่ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณขั้นที่สอง(ปัจจยปริคคหญาณ)ที่สามารถรู้แจ้งเหตุปัจจัยของรูปธรรมนามธรรมเหล่านี้ได้ พระอรรถกถาจารย์เรียกว่าเป็น จุลโสดาบัน หรือ พระโสดาบันอย่างอ่อน หรือ พระโสดาบันที่ไม่เต็มที่นัก อย่างไรก็ตามจัดว่าเป็นบุคคลที่จะไม่ตกไปในอบาย หากเสียชีวิตลงในขณะนั้น

          เมื่อผู้ปฏิบัติต้องการจะนอน ก็เดินกำหนดอิริยาบถย่อยอย่างมีสติไปที่เตียงนอนของตนเอง แล้วค่อยๆย่อกายลงนั่งอย่างมีสติต่อเนื่อง เมื่อนั่งแล้ว รู้สึกว่ามีจิตที่คิดอยากจะนอน พึงกำหนดว่า ”อยากนอนหนอๆๆ” เมื่อรู้สึกว่ามีจิตที่คิดอยากจะเอนร่างลงไป พึงกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะเอนร่างนั้น กำหนดว่า“อยากเอนหนอๆๆ” หลังจากนั้นจึงเอนกายลง กำหนดว่า“เอนหนอๆๆ” เมื่อเอนร่างกายลงไปแล้ว พึงกำหนดว่า “นอนหนอๆ” หรือ “นอนหนอ…ถูกหนอ” หรือ “พองหนอ…ยุบหนอ”

          ขณะที่ผู้ปฏิบัติเอนร่างกายลงนอนนี้ จะสามารถเกิดวิปัสสนาญาณถึง ๒ ประการด้วยกัน จากประสบการณ์ของตนเอง กล่าวคือ

          ขณะที่เอนกายลงนอนและรับรู้ว่า จิตที่กำหนดรู้ว่า“เอนหนอ”เป็นสภาวธรรมที่ตามรู้อาการเอนอยู่ ส่วนอาการของร่างกายที่เอนลงเป็นรูปธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ขณะนั้นจัดว่าผู้ปฏิบัติได้เกิดปัญญาที่รู้แจ้งความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรม คือรับรู้ว่า - จิตที่คิดอยากจะเอนเป็นนามธรรมที่รับรู้อารมณ์ - จิตที่กำหนดรู้อาการเอนเป็นนามธรรมที่รับรู้อารมณ์ - ส่วนอาการที่ร่างกายเอนลงเป็นรูปธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ผู้ปฏิบัติได้เกิดวิปัสสนาญาณขั้นที่หนึ่ง คือ นามรูปปริจเฉทญาณ - ที่รู้แจ้งความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมเหล่านั้น

          นอกจากนั้นผู้ปฏิบัติยังสามารถประจักษ์แจ้ง ว่าจิตที่คิดอยากจะเอนร่างกายเกิดขึ้นก่อนโดยความเป็นเหตุ จากนั้นจึงมีอาการเอนร่างกายเกิดขึ้นเป็นผล การเห็นแจ้งเช่นนี้เป็นการรู้แจ้งเหตุและผลของสภาวธรรมเหล่านั้น คือรับรู้ว่าจิตที่คิดอยากจะเอนเป็นเหตุของอาการเอน ส่วนอาการเอนเป็นผลของจิตที่คิดอยากจะเอนนั้น นับว่าได้เกิดวิปัสสนาญาณขั้นที่สอง คือ ปัจจยปริคคหญาณ ซึ่งเป็นญาณที่รู้แจ้งเหตุปัจจัยของสภาวธรรมเหล่านั้น

          ในมหาสติปัฏฐานสูตร-หมวดสัมปชัญญะนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ต่อจากการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าและข้างหลัง(ดังที่อาตมาได้อธิบายไว้ในวันก่อน) โดยตรัสต่อไปว่า “อาโลกิเต วิโลกิเต สมฺปชานการี โหติ ภิกษุย่อมกระทำการกำหนดรู้ ในขณะมองไปข้างหน้าและในขณะเหลียวดูรอบข้าง” หมายความว่า ภิกษุหรือบุคคลผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารอันได้แก่ผู้ปฏิบัตินั้น ขณะที่เจริญสติปัฏฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการมองไปข้างหน้าก็ตาม หรือเหลียวดูรอบข้างก็ตาม พึงตามกำหนดรู้อาการเหล่านั้นตามความเป็นจริง

          ขณะที่มองไปข้างหน้าตรงๆ พึงกำหนดว่า“ดูหนอ”หรือ“เห็นหนอ” ขณะที่ต้องการจะเหลียวดูรอบข้าง หรือต้องการดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จำเป็น พึงกำหนดจิตที่อยากจะเหลียวดูว่า “อยากเหลียวหนอๆๆๆ” ขณะเหลียวดูกำหนดว่า “เหลียวหนอๆๆ” หรือ “ดูหนอๆๆ” จากพระพุทธดำรัสว่า“อาโลกิเต วิโลกิเต” พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติมองไปข้างหน้าหรือเพียงเหลียวดูรอบข้าง จึงมีท่านโบราณาจารย์ได้แสดงวิธีการปฏิบัติว่า ผู้ปฏิบัติไม่พึงก้มหน้ามองลงต่ำหรือหันหลังเหลียวมองไปข้างหลังตรงๆ เพราะพระพุทธดำรัสนี้ได้ตรัสถึงการมองไปข้างหน้าหรือเหลียวดูรอบข้างอย่างมีสติเท่านั้น  

          การมีสติตามรู้ในขณะดูหรือเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติสักแต่ว่าเห็นอารมณ์กรรมฐานนั้นโดยไม่รับรู้รูปพรรณสัณฐานของสิ่งที่เห็น หมายความว่า ให้จดจ่อที่สภาวธรรมการเห็นอันเกิดขึ้นในขณะนั้นที่เป็นปรมัตถ์ โดยไม่ใส่ใจต่อสมมุติบัญญัติที่เกิดจากการปรุงแต่ง(โดยความเป็นหญิง-ชาย-สัตว์-บุคคลเป็นต้น)ที่กำลังเห็นอยู่ ข้อความนี้ทราบได้จากพระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า “ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติผู้ปฏิบัติจะสักแต่ว่าเห็นในขณะที่เกิดอาการเห็นขึ้นเท่านั้น”

          การรับรู้ถึงสภาวธรรมการเห็นโดยสักแต่ว่าเห็นนี้ หมายถึงการที่ผู้ปฏิบัตินั้นจะไม่รับรู้รูปร่างสัณฐานภายนอกของอารมณ์กรรมฐานแต่อย่างใด - ไม่รับรู้ถึงเพศของอารมณ์กรรมฐานที่เห็นอยู่ ไม่รับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นบุรุษหรือเป็นสตรี ไม่รับรู้ขนาดของสิ่งที่เห็นอยู่ ไม่ทราบว่าตัวสูงหรือตัวเตี้ย ไม่รับรู้ผิวพรรณสัณฐานของสิ่งที่เห็นอยู่ คือไม่รับรู้ว่าคนที่กำลังเห็นอยู่นั้นเป็นบุคคลผิวขาวหรือผิวคล้ำ นอกจากนั้นก็ยังไม่รับรู้ถึงอวัยวะน้อยใหญ่อันเป็นส่วนต่างๆของอารมณ์กรรมฐานที่กำลังเห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ดวงตา คิ้ว จมูก ปาก หรือรูปร่างส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยผู้ปฏิบัติมีสติสักแต่รับรู้สภาวธรรมอาการเห็น ซึ่งเป็นสภาวธรรมทางจิตของตนเท่านั้น

          เมื่อผู้ปฏิบัติพยายามกำหนดรู้อารมณ์วิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่อง-โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวมจักขุทวาร(ประตูทางตา)โดยไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกเช่นนี้แล้ว การปฏิบัติก็จะมีความต่อเนื่องอยู่เสมอ เพราะการสำรวมจักขุทวารเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการนั่งกรรมฐานหรือการเดินจงกรม การที่ผู้ปฏิบัติได้พยายามกำหนดรู้อารมณ์วิปัสสนากรรมฐานที่ทำได้ยากและสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะมีสติที่มั่นคง ต่อเนื่อง และก้าวหน้าในการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว

          พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงตัวอย่างของบุคคลที่กำหนดรู้สภาวธรรมการเห็น ว่า“เห็นหนอๆๆ”โดยสักแต่เห็น แล้วสามารถบรรลุธรรมได้ในคัมภีร์อรรถกถา ที่จะยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้

          ในสมัยหนึ่งขณะที่พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรืองอยู่ ณ ประเทศศรีลังกา มีพระเถระรูปหนึ่งนามว่า จิตตคุตตะเถระ ได้พำนักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง พระเถระผู้มีอายุถึง ๘๐ ปีรูปนี้มีอายุพรรษาได้ ๖๐ พรรษา ถึงแม้ว่าท่านจะพำนักอยู่ในถ้ำแห่งนี้มานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยแหงนหน้ามองผนังถ้ำเลย ถ้ำที่พระเถระจิตตคุตตะพำนักอยู่นี้เป็นถ้ำที่วิจิตรงดงาม ผนังถ้ำตระการตาด้วยภาพแกะสลักและภาพวาดของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ซึ่งกษัตริย์ลังกาในยุคก่อนได้สั่งให้นักปฏิมากรรมเขียนสลักรูปไว้ แต่เพราะพระเถระพยายามสำรวมอินทรีย์อันได้แก่ดวงตา โดยทอดสายตาลงต่ำมองชั่วเพียงหนึ่งแอกหรือ ๒ เมตร ไม่เคยกวาดสายตาเพื่อจะมองดูผนังถ้ำตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

          นอกจากพระเถระจะไม่เหลียวดูจิตรกรรมฝาผนังในถ้ำที่ท่านอาศัยอยู่แล้ว แม้กระทั่งที่หน้าถ้ำซึ่งมีต้นบุญนาคอยู่ต้นหนึ่ง ท่านก็ยังไม่เคยแหงนหน้าขึ้นไปมองดูบนต้นไม้ว่าเป็นต้นอะไร แต่ที่ทราบว่าเป็นต้นบุญนาคเพราะในขณะที่ดอกบุญนาคร่วงหล่นลงมาขณะที่ท่านเดินจงกรม ท่านจึงเห็นว่าเป็นดอกบุญนาคนั้น กิตติศัพท์ที่พระเถระเป็นผู้ที่สำรวมอินทรีย์และเป็นนักปฏิบัติที่อุกฤษฏ์อย่างยิ่งทำให้กษัตริย์ของศรีลังกาทรงมีพระประสงค์จะกราบนมัสการพระเถระ จึงส่งราชองครักษ์ไปนิมนต์ท่านมายังพระราชวัง แต่พระเถระปฏิเสธ แม้ว่ากษัตริย์ลังกาจะได้ส่งราชองครักษ์ไปนิมนต์ท่านถึง ๓ ครั้ง  พระเถระก็ปฏิเสธทุกครั้งเพราะคิดว่าไม่เกี่ยวกับศาสนกิจและจะทำให้เสียเวลาการปฏิบัติธรรมของตน

          กษัตริย์ลังกายังคงทรงมีพระประสงค์จะนมัสการพระเถระเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องหาอุบาย อุบายนั้นก็คือ ทรงให้ปิดประกาศในหมู่บ้านข้างพระราชวังว่า ตราบใดที่พระจิตตคุตตะเถระยังไม่มา ตราบนั้นห้ามหญิงที่กำลังให้นมเด็กอยู่ให้นมบุตรของตนเอง การปิดประกาศห้ามมารดาให้นมแก่บุตรของตนนั้นเป็นเหตุให้เด็กทารกพากันร้องไห้กระจองอแงด้วยความทุกข์ เพราะหิวนม และมารดาก็ไม่กล้าที่จะขัดพระราชโองการ ก่อให้เกิดความลำบากเดือดร้อนแก่เหล่ามารดาและเด็กทารกๆเป็นอันมาก

          เมื่อพระเถระได้ทราบข่าว ก็เกิดความสงสาร จึงออกจากถ้ำที่จำพรรษาแล้วเดินทางมายังหมู่บ้านมหาคาม ซึ่งแปลว่าหมู่บ้านใหญ่ใกล้กับพระราชวังนั่นเอง

          เมื่อกษัตริย์ลังกาทรงสดับข่าวว่าพระเถระมาถึงหมู่บ้านใกล้พระราชวังแล้ว ก็ส่งราชองครักษ์มานิมนต์พระเถระไปฉันภัตตาหารที่พระราชวัง พระเถระก็รับนิมนต์แต่พระเถระไม่ยอมที่จะพำนักในพระราชวัง โดยเลือกพำนักในหมู่บ้านมหาคามข้างๆพระราชวังแห่งนั้น เมื่อถึงเวลาที่จะฉันภัตตาหาร กษัตริย์ก็ส่งราชองครักษ์มานิมนต์พระเถระไปฉันภัตตาหารที่พระราชวังทุกวัน

          หลังจากที่พระเถระฉันภัตตาหารแล้ว ท่านก็ได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระราชา พระราชินี และข้าราชบริพารอื่นๆ แล้วจึงเดินทางกลับไปพำนักอยู่ที่หมู่บ้านมหาคาม  เนื่องจากพระเถระเป็นที่เคารพบูชาของพระราชาและพระมเหสี รวมทั้งชาวเมือง เมื่อพระเถระจะกลับ พระราชา พระมเหสี และหมู่อำมาตย์ข้าราชบริพาร ต่างก็ติดตามไปส่งพระเถระในชั่วระยะทางหนึ่ง

          หลังจากที่พระราชาและพระมเหสีได้เสด็จตามส่งพระเถระจนถึงสถานที่ที่สมควรแล้ว ก็ทรงมีพระประสงค์จะกลับพระราชวัง พระราชาจึงได้ก้มลงกราบพระเถระ พระเถระได้ให้พรพระราชาว่า “ขอมหาบพิธจงมีความสุขกายสุขใจเถิด” และเมื่อพระมเหสีก้มลงกราบพระเถระ  พระเถระได้ให้พรเหมือนกับที่ให้พรแก่พระราชาว่า “ ขอ มหาบพิธจงมีความสุขกายสุขใจเถิด”

          เมื่อพระเถระได้กลับมาถึงหมู่บ้านมหาคามอันเป็นที่พำนักชั่วคราวแล้ว คณะศิษย์ที่ติดตามพระเถระมาด้วยจึงสอบถามพระเถระว่า เหตุใดพระเถระจึงให้พรพระราชากับพระมเหสีเหมือนกัน คือให้พรว่า “ขอมหาบพิธจงมีความสุขกายสุขใจเถิด” โดยไม่แยกว่าเป็นพระราชาหรือพระมเหสี

          พระเถระตอบว่า “อาตมาก็ไม่ทราบว่าบุคคลที่มาไหว้เป็นใคร ไม่ทราบว่าเป็นพระราชาหรือพระมเหสี แต่เนื่องจากทราบว่าพระราชาเป็นบุคคลผู้นิมนต์มา จึงได้ให้พรว่า ขอมหาบพิธจงมีความสุขกายสุขใจเถิด” ข้อความนี้แสดงว่า พระเถระได้กำหนดรู้สภาวธรรมการเห็นซึ่งเป็นสภาวธรรมทางจิต โดยไม่รับรู้ถึงรูปร่างสัณฐานของอารมณ์กรรมฐานที่เห็น ท่านจึงไม่รับรู้ว่าบุคคลที่มากราบท่านนั้นเป็นพระราชาหรือพระมเหสีแต่อย่างใด

          พระเถระรับนิมนต์มาฉันภัตตาหารและแสดงธรรมที่พระราชวังเป็นเวลา ๗ วัน ในขณะนั้นพระราชาได้ทรงสดับข่าวว่าพระเถระพยายามสำรวมอินทรีย์ของตนอยู่เสมอ โดยเฉพาะจักขุนทรีย์ ได้ทอดสายตาลงต่ำและไม่รับรู้อารมณ์ภายนอก ขณะที่ให้พรก็ให้พรว่า”ขอมหาบพิธจงมีความสุขกายสุขใจเถิด”เหมือนกันทั้งพระราชาและพระมเหสี พระองค์จึงดำริว่า ท่านจิตตคุตตะเถระพำนักอยู่ในหมู่บ้านมหาคามใกล้พระราชวัง คงจะลำบากใจอย่างยิ่ง เพราะจะต้องสำรวมอินทรีย์มากกว่าเวลาที่อยู่ในป่าอยู่ในถ้ำที่ท่านเคยอยู่ ฉะนั้นจึงได้รับสั่งให้นิมนต์พระเถระกลับไปยังที่พำนักเดิมของตน

          หลังจากที่พระเถระกลับไปถึงถ้ำของตนแล้ว ก็พยายามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกว่าอารมณ์กรรมฐานที่กำลังกำหนดรู้อยู่นั้นปรากฏชัดเจนมากขึ้น สามารถรับรู้ความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมที่กำลังกำหนดรู้อยู่ได้ สามารถรับรู้ถึงความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป สามารถรับรู้ถึงความเกิดขึ้นและดับไป สามารถรับรู้ถึงความดับไปของสภาวธรรมเหล่านั้นเป็นต้นได้ และในที่สุดท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในวันที่กลับไปถึงถ้ำที่เคยเป็นที่พำนัก เรื่องนี้เป็นสาธกที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ปฏิบัติที่พยายามสำรวมสายตา โดยสักแต่รับรู้สภาวธรรมการเห็น ไม่สนใจต่อรูปร่างสัณฐานภายนอกของอารมณ์กรรมฐานที่เป็นสมมุติบัญญัติ ย่อมจะบรรลุถึงความก้าวหน้า และผลสำเร็จในการปฏิบัติได้

          ในเรื่องนี้ท่านทั้งหลายอาจจะสังเกตว่า พระเถระมีอายุ ๘๐ ปี พรรษาถึง ๖๐ พำนักอยู่ในถ้ำเป็นระยะเวลาหลายสิบปี แต่ท่านกลับไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เหตุใดเล่าจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในคืนที่กลับจากพระราชวังมายังที่พำนัก  เรื่องนี้อาตมาจะได้อธิบายความต่อไป

          การที่พระเถระได้บรรลุธรรมในคืนที่ท่านกลับมาถึงถ้ำนั้น ก็เนื่องมาจากในช่วงเวลาที่พระเถระได้รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารในพระราชวังและพักนักอยู่ที่หมู่บ้านมหาคามใกล้พระราชวังนั้น ท่านจิตตคุตตะเถระจำต้องพยายามสำรวมอินทรีย์ของตน กล่าวคือพยายามสำรวมสายตาของตนมากกว่าตอนที่อยู่ในถ้ำ เพราะพระราชวังก็ตาม พระราชาก็ตาม พระราชินีก็ตาม รวมทั้งเครื่องใช้สอยอุปโภคบริโภคต่างๆล้วนเป็นสิ่งที่ยั่วยวนกิเลสเป็นอย่างมาก แต่พระเถระได้พยายามข่มจิตของตนไม่เหลียวดูอารมณ์กรรมฐานที่น่าปรารถนา(ซึ่งเรียกว่า อติอิฏฐารมณ์ อันเป็นอารมณ์ที่น่าพึงพอใจน่ายินดีติดใจเป็นอย่างยิ่ง) ด้วยเหตุนี้ การที่ท่านได้พยายามสำรวมอินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตา ข่มใจไม่เหลียวดูสิ่งที่น่าปรารถนาน่าพึงพอใจเหล่านั้น ทำให้ท่านมีสติมากขึ้น มีสมาธิที่แน่วแน่มากขึ้นกว่าเดิม

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย การกำหนดรู้อารมณ์ที่น่าปรารถนาน่ายินดีพอใจนี้เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ บุคคลผู้ที่สามารถข่มจิตไม่ดูสิ่งที่น่าพึงพอใจ จึงทำให้สติมีกำลังมากกว่าปรกติ และเมื่อสติมีกำลังมากกว่าปรกติ และมีความต่อเนื่องจากการอบรมจิตของตนเช่นนี้ ก็จะเกิดสมาธิที่แน่วแน่อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน โดยตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์อย่างเดียว และด้วยอำนาจของสติที่ต่อเนื่อง สมาธิที่แน่วแน่มีกำลัง จะก่อให้เกิดปัญญาที่แก่กล้ามากขึ้นๆ ปัญญาดังกล่าวนี้เป็นภาวนามยปัญญา-ปัญญาที่เกิดจากการอบรมจิตของตนโดยการเจริญสติปัฏฐานเท่านั้น มิได้เป็นสุตมยปัญญา(ปัญญาที่เกิดจากการสดับรับฟัง) หรือจินตามยปัญญา(ปัญญาที่เกิดจากการตรึกตรอง)  ภาวนามยปัญญานี้เป็นปัญญารู้แจ้งไตรลักษณ์อย่างแท้จริง คือได้ประจักษ์แจ้งว่าสภาวธรรมทางกายกับสภาวธรรมทางจิตเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา จากประสบการณ์ของตนเอง มิใช่จากการอ่านตำราหรือจากการตรึกนึกคิดของตน ในเรื่องนี้หลังจากที่พระเถระได้กลับไปถึงถ้ำที่พำนักของท่านแล้ว ก็ได้พยายามเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่องโดยไม่จำกัดเวลาเหมือนก่อน ทั้งปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม จนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุดแห่งปัจฉิมยามนั้น ข้อนี้จึงเป็นสาธกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราทั้งหลายพึงเข้าใจได้ว่า บุคคลผู้ที่มีสติต่อเนื่อง มีสมาธิที่ตั้งมั่น และมีปัญญาที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงนั้น จะมีความเพลิดเพลินกับการปฏิบัติธรรมโดยไม่มีการจำกัดเวลาเหมือนกับในเวลาเริ่มปฏิบัติ

          ต่อไปนี้อาตมาจะได้อธิบายวิธีการกำหนดอิริยาบถย่อย ในเรื่องของการคู้และการเหยียดต่อไป

          หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ “การมองดูไปข้างหน้า และการเหลียวดูรอบข้าง”แล้ว ทรงมีพระประสงค์จะตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติได้ตามรู้อาการเหยียดและอาการคู้ จึงได้ตรัสต่อไปว่า “สมิญฺชิเต ปสาริเต สมฺปชานการี โหตินักปฏิบัติย่อมกระทำการกำหนดรู้ในขณะคู้และในขณะเหยียด” หมายความว่า ในขณะคู้แขนหรือคู้ขา ในขณะเหยียดแขนหรือเหยียดขา ผู้ปฏิบัติพึงประกอบด้วยสติที่ตามกำหนดรู้เท่าทันอาการเคลื่อนไหว(อาการคู้และอาการเหยียด)ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะนั้นตามความเป็นจริง

          จากพระพุทธดำรัสนี้ทำให้เราทราบว่า ขณะที่เคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถย่อย ไม่ว่าจะเป็นการคู้แขน คู้ขา เหยียดแขน หรือเหยียดขา อาการคู้เป็นอาการที่หดหรืองอส่วนของร่างกายเข้ามา ส่วนอาการเหยียดเป็นอาการยืดส่วนของร่างกายออกไปข้างหน้า อาการคู้กับอาการเหยียดเป็นอาการที่ผู้ปฏิบัติพึงตามกำหนดรู้ตามความเป็นจริง ไม่พึงขาดสติที่จะตามกำหนดรู้ให้เท่าทันอารมณ์เหล่านั้น

          แม้ว่าในหมวดสัมปชัญญะนี้ นอกจากพระพุทธองค์จะตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติตามกำหนดรู้อาการคู้ อาการเหยียด ทั้งการคู้แขน คู้ขา เหยียดแขน หรือเหยียดขา  ในขณะที่ผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดรู้ได้เท่าทันจิตที่อยากจะกระทำอิริยาบถนั้นๆ เช่นจิตที่ต้องการจะคู้ จิตที่ต้องการจะเหยียด ก็พึงกำหนดรู้จิตนั้นก่อน โดยกำหนดว่า“อยากคู้หนอๆๆ”หรือ“อยากเหยียดหนอๆๆ” แล้วจึงคู้แขนหรือเหยียดแขนตามที่ได้กำหนดอยู่นั้น แต่หากว่าจิตที่คิดอยากจะคู้ หรืออยากจะเหยียด ไม่ปรากฏ ก็ไม่พึงกำหนดรู้ เพราะจะเป็นการสักแต่บริกรรมเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการเจริญสติปัฏฐานเป็นการตามรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏชัดที่สุดในแต่ละขณะ

          อาการที่จิตคิดจะคู้กับอาการที่จิตคิดจะเหยียดนี้เป็นสภาวธรรมที่ยังไม่ปรากฏชัดในเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นในระยะแรกผู้ปฏิบัติจึงยังไม่ควรกำหนดจิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหว(เช่นต้องการจะคู้หรือต้องการจะเหยียด) จวบจนกระทั่งได้ปฏิบัติไปสักระยะหนึ่งแล้ว จึงจะสามารถรับรู้จิตที่คิดอยากจะคู้หรือจิตที่คิดอยากจะเหยียดออกได้ ในขณะนั้นเองจึงพึงตามรู้เท่าทันอาการของจิตที่เกิดขึ้น โดยกำหนดว่า “อยากคู้หนอ” ครั้งหนึ่งหรือสามครั้ง แล้วจึงคู้แขนเข้าโดยตามรู้อาการคู้แขน กำหนดว่า“คู้หนอ…คู้หนอ…คู้หนอ” หรือกำหนดว่า“อยากเหยียดหนอ”แล้วตามรู้อาการเหยียดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น กำหนดว่า“เหยียดหนอ… เหยียดหนอ…เหยียดหนอ”

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถรับรู้ถึงจิตที่คิดอยากจะคู้หรือจิตที่คิดอยากจะเหยียดได้ก่อน โดยกำหนดได้ว่า“อยากคู้หนอ”หรือ“อยากเหยียดหนอ” จะรับรู้ได้ว่าจิตดังกล่าวนั้นเป็นนามธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ ส่วนอาการคู้หรืออาการเหยียดนั้นเป็นรูปธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ขณะนั้นจะรู้สึกว่าไม่มีตัวเรา-ไม่มีของเรา-ไม่มีบุคคล-ไม่มีสัตว์-ไม่มีบุรุษ-ไม่มีสตรี มีเพียงสภาวธรรม ๒ อย่าง คือนามธรรมที่รับรู้อารมณ์และรูปธรรมที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ จัดว่าได้รู้แจ้งวิปัสสนาญาณขั้นที่หนึ่ง คือ นามรูปปริจเฉทญาณ(วิปัสสนาญาณที่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมได้)

          ในขณะที่ผู้ปฏิบัติเกิดความรู้สึกว่า มีจิตที่คิดอยากจะคู้แขนหรือจิตที่คิดอยากจะเหยียดแขนเกิดขึ้นมาก่อน แล้วจึงกำหนดต่อไปว่า“คู้หนอ”หรือ“เหยียดหนอ”นี้ นับว่าเป็นผู้ที่บรรลุถึงวิปัสสนาญาณสองขั้นด้วยกัน ในเรื่องของวิปัสสนาญาณทั้งสองขั้นนี้ อาตมาก็ได้อธิบายแล้วในวันก่อน อยากจะถามผู้ปฏิบัติชาวไทยว่าเข้าใจกันหรือยัง? ถ้ายังไม่เข้าใจก็จะได้อธิบายต่อให้ชัดเจนมากกว่าเดิม

          อยากจะให้ตอบคำถามว่า จิตที่คิดอยากจะคู้หรือจิตที่คิดอยากจะเหยียดนี้ เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ใครก็ได้ช่วยตอบหน่อย (ตอบว่านามธรรมเจ้าค่ะ)

          นามธรรมเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

          ส่วนอาการที่เคลื่อนไหว เช่นอาการคู้แขนหรืออาการเหยียดแขนนี้ เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม (ตอบว่ารูปธรรมเจ้าค่ะ) ที่ตอบว่ารูปธรรมยังถือว่าเป็นคำตอบที่สั้นเกินไป

          อาตมาขอถามใหม่ว่า จิตที่ต้องการจะเหยียดหรือจะคู้นั้นเป็นสภาวนามธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้หรือเป็นรูปธรรมที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ (ตอบว่านามธรรม ที่สามารถรับรู้อารมณ์ได้เจ้าค่ะ)

          ส่วนรูปธรรมอันได้แก่อาการเคลื่อนไหวเช่นอาการคู้หรืออาการเหยียด เป็นสภาวะรูปธรรมที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้

          ที่อาตมาถามว่าเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมนี้ก็เนื่องจากต้องการคำตอบที่ยาวกว่านี้ หมายความว่า ขณะที่เกิดจิตที่คิดอยากจะคู้ หรือเกิดจิตที่คิดอยากจะเหยียดนี้ จิตดังกล่าวนั้นเป็นเหตุ-คือเป็นนามธรรมที่เป็นเหตุ ส่วนรูปธรรมคืออาการคู้หรืออาการเหยียดนั้นเป็นรูปธรรมเป็นผลของนามธรรมนั้น

          สภาวธรรมเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกันโดยความเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน คือ นามธรรมหรือจิตที่คิดอยากจะเหยียดหรืออยากจะคู้นั้นเป็นเหตุ ให้เกิดรูปธรรมคืออาการเหยียดหรืออาการคู้ตามมา

          ตั้งแต่เราทั้งหลายเกิดมาจำความได้ จนกระทั่งได้มาปฏิบัติธรรม พวกเราทุกคนต่างได้คู้แขน-ได้เหยียดแขน-ได้คู้ขา-ได้เหยียดขาโดยขาดสติตามรู้อาการคู้กับอาการเหยียดเหล่านั้นมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เอง การที่จะสามารถตามรู้เท่าทันอาการคู้กับอาการเหยียดได้ทุกขณะในช่วงต้นๆของการปฏิบัติธรรมจึงจัดว่าเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ผู้ปฏิบัติที่ยังไม่เคยชินกับการปฏิบัตินักจะไม่สามารถรับรู้เท่าทันอาการคู้ หรืออาการเหยียดเหล่านี้ได้ทุกขณะเลย ผู้ปฏิบัติจึงควรฝึกฝนให้ประกอบด้วยสติที่พยายามตามกำหนดรู้เท่าทันอาการคู้กับอาการเหยียดเหล่านั้นอยู่เสมอ

          ในสมัยหนึ่งขณะที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองอยู่ ณ ประเทศศรีลังกา มีพระเถระรูปหนึ่งเป็นนักปฏิบัติธรรมอย่างอุกกฤษ์ ท่านเป็นบุคคลผู้ปรารภความเพียร พยายามจดจ่ออารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง เหมือนท่านสาธุชนทั้งหลายที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ในขณะนี้นั่นแหละ

          ขณะที่พระเถระรูปนั้นปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า วันหนึ่งมีศิษย์ของท่านมากราบเยี่ยมเยียนท่าน ในระหว่างที่พระเถระได้สนทนาปฏิสันถารอยู่กับลูกศิษย์ของท่าน ได้เผลอยกมือขึ้นโดยขาดสติตามรู้เท่าทันอาการยกมือขึ้นนั้น หลังจากนั้นพระเถระได้วางมือลง แล้วจึงยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้าอีกครั้งหนึ่ง

          ศิษย์ของท่านที่กำลังนั่งสนทนาอยู่เกิดความสงสัย จึงกราบเรียนถามพระเถระว่า เหตุใดพระเถระจึงได้ยกมือขึ้นมา แล้ววางมือลง แล้วจึงค่อยๆยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้าอีกครั้งหนึ่ง

          พระเถระได้ตอบศิษย์ของท่านว่า ตั้งแต่ท่านได้อธิษฐานจิตเจริญวิปัสสนากรรมฐานมานั้น ไม่เคยที่จะคู้แขน-เหยียดแขน-วางมือ-หรือยกมือขึ้นโดยขาดสติตามรู้อารมณ์กรรมฐานเลย แต่เนื่องจากขณะที่สนทนาปฏิสันถารกัน ทำให้เผลอสติยกมือขึ้น เพราะฉะนั้นจึงได้วางมือลง แล้วจึงได้ยกมือขึ้นใหม่โดยประกอบด้วยสติตามรู้อาการยกมือขึ้นนั้น เพื่อที่จะเป็นการเตือนสติของตนไม่ให้มีการเผลออีกในครั้งต่อไป

          วิธีปฏิบัตินี้ก็เป็นสาธกหลักฐานอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติได้พึงระมัดระวังว่า การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้จะต้องพยายามกำหนดรู้ให้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไป แม้กระทั่งการเหยียดแขนหรือคู้แขนก็พึงประกอบด้วยสติตามกำหนดรู้อากัปกิริยาเคลื่อนไหวเหล่านั้น

            วันนี้อาตมาภาพเห็นสมควรแก่เวลา ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายมีความเจริญก้าวหน้าประกอบด้วยความเพียรและเข้าใจถึงวิธีการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และ สภาวธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดสัมปชัญญะที่ตามรู้อิริยาบถย่อย จนสามารถบรรลุถึงความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติธรรมโดยพลันเทอญ ฯ

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view