เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,332
Page Views 696,341
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ
การกำหนดอิริยาบถย่อย ตอน ๒

-------------------------

            ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้อาตมาจะได้แสดงแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในหมวดสัมปชัญญะ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนจีวรและการถือบาตรต่อไป

          หลังจากที่พระพุทธองค์ได้แสดงวิธีการเจริญสัมปชัญญะ ในเรื่องการคู้เข้าและการเหยียดออกแล้ว ทรงมีพระประสงค์จะแสดงวิธีการปฏิบัติในขณะที่เปลี่ยนจีวร เปลี่ยนผ้าสังฆาฏิ และถือบาตร จึงได้ตรัสว่า “สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ สมฺปชานการี โหติ - ภิกษุย่อมกระทำการกำหนดรู้ ในขณะเปลี่ยนผ้าจีวร เปลี่ยนผ้าสังฆาฏิ และถือบาตร” พระพุทธดำรัสนี้ตรัสสอนภิกษุขณะที่เปลี่ยนจีวรอยู่ ให้ตามกำหนดรู้อาการเปลี่ยนนั้นตามความเป็นจริง คือกำหนดว่า “ยกหนอ…ยกหนอ…จับหนอ…เปลี่ยนหนอ”เป็นต้น ขณะที่ถือบาตรอยู่ ก็พึงมีสติที่ตามรู้อาการถือบาตรนั้น โดยกำหนดว่า“ถือหนอ…ถือหนอ”

          ไม่เพียงแต่พระภิกษุเท่านั้น แม้กระทั่งฆราวาสซึ่งไม่ได้นุ่งห่มจีวร ขณะที่เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือจับถาดอาหาร ก็พึงประกอบด้วยสติตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวเหล่านี้ตามความเป็นจริง คือกำหนดว่า“ยกหนอ…ยกหนอ…เปลี่ยนหนอ…เปลี่ยนหนอ” เป็นต้น หรือ ขณะที่จับถาดอาหาร จับช้อน พึงกำหนดตามกำหนดรู้อาการว่า“จับหนอๆๆ” อย่างมีสติ

          จากนี้ อาตมาจะอธิบายวิธีการเจริญสติปัฏฐานในหมวดสัมปชัญญะ ที่ว่าด้วยเรื่องของการรับประทานอาหารต่อไป

          ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อมาว่า “อสิเต ปีเต ขายิเต สายิเต สมฺปชานการี โหติ- ภิกษุย่อมกระทำการกำหนดรู้ ในขณะฉันอาหาร ในขณะดื่ม ในขณะเคี้ยว และในขณะลิ้มรส) หมายความว่า ในขณะที่ฉันอาหารก็ตาม ดื่มน้ำก็ตาม เคี้ยวขนมเคี้ยวของหวานผลไม้ก็ตาม หรือในขณะที่รับรู้อาการลิ้มรสก็ตาม พึงตามกำหนดรู้อาการเหล่านั้นตามความเป็นจริง โดยกำหนดว่า“ฉันหนอๆๆ” หรือถ้าเป็นฆราวาสก็อาจจะกำหนดว่า“ทานหนอๆๆ”…”เคี้ยวหนอๆๆ”…”ดื่มหนอๆๆ”… ”ลิ้มรสหนอๆๆ” ตามสมควรแก่อาการเคลื่อนไหวเหล่านั้น

          ขณะที่รับประทานอาหารอยู่นั้น หากรู้วิธีการปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องเราก็จะสามารถเจริญกุศลในขณะที่รับประทานอาหารได้

          ในการรับประทานอาหารนี้ จัดว่ามีกุศลเกิดขึ้น ๓ อย่างด้วยกัน

                   ประการแรก     รับประทานอาหารโดยประกอบด้วยศีล

                   ประการที่สอง รับประทานอาหารโดยประกอบด้วยสมถะหรือสมาธิ  

                   ประการที่สาม รับประทานอาหารโดยประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา

          ขณะที่รับประทานอาหารอยู่หรือก่อนจะรับประทานอาหาร เมื่อผู้ปฏิบัติได้กำหนดว่าการรับประทานอาหารนี้มิใช่เพื่อการประดับตกแต่งร่างกาย มิใช่เพื่อความเมามัน มิใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อการปฏิบัติธรรม เพื่อการรักษาพรหมจรรย์ให้เป็นไป เพื่อการรักษาชีวิต เพื่อที่จะไม่ให้เกิดทุกขเวทนาที่รุนแรง การที่ผู้ปฏิบัติได้กำหนดพิจารณาว่า เรารับประทานอาหารเพื่อที่จะปฏิบัติธรรมต่อไปได้ จัดว่าเป็นการรับประทานอาหารโดยประกอบด้วยศีล ศีลดังกล่าวนี้เรียกว่า ปัจจยสันนิสสิตศีล-ศีลที่เกิดขึ้นโดยอาศัยปัจจัยสี่(ซึ่งในที่นี้หมายถึงอาหารและบิณฑบาต-อาหารที่กำลังรับประทานอยู่นั้น)

          การที่ผู้ปฏิบัติรับประทานอาหารโดยพิจารณาว่าเรารับประทานอาหารเพื่อที่จะดำรงร่างกาย ดำรงชีวิต อันจะเป็นประโยชน์กับการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ จัดว่าเป็นการรับประทานอาหารโดยประกอบด้วยศีล

การรับประทานอาหารประการที่สอง คือ รับประทานอาหารโดยประกอบด้วยสมถะ สมถะหมายถึงความสงบแห่งจิตอันได้แก่สมาธิ ก่อนผู้ปฏิบัติจะรับประทานอาหารหรือขณะที่รับประทานอาหารก็ตาม พึงแผ่เมตตาให้กับท่านเจ้าภาพที่ถวายอาหาร โดยตั้งจิตปรารถนาดีต่อท่านเจ้าภาพว่า ขอให้บุคคลผู้เป็นเจ้าภาพในวันนี้ อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงมีความสุขกายสุขใจเถิด รักษาตนให้พ้นจากทุกข์โศกโรคภัยเถิด การที่ผู้ปฏิบัติแผ่เมตตาก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือในเวลาที่รับประทานอาหาร จัดว่าเป็นการรับประทานอาหารโดยประกอบด้วยสมถะ คือความสงบแห่งจิต ซึ่งในที่นี้หมายถึงเป็นการเจริญเมตตากรรมฐานนั่นเอง

          การรับประทานอาหารประการที่สาม อันได้แก่การรับประทานโดยประกอบด้วยวิปัสสนา หมายถึง ขณะที่รับประทานอาหารอยู่ ผู้ปฏิบัติได้ตามกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เช่นขณะที่ยกมือขึ้นกำหนดว่า“ยกหนอ…ยกหนอ” ขณะเคี้ยวอาหารกำหนดว่า“เคี้ยวหนอ…เคี้ยวหนอ” ขณะกลืนอาหารกำหนดว่า“กลืนหนอ…กลืนหนอ”เป็นต้น การที่ผู้ปฏิบัติได้ตามกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์โดยเจริญวิปัสสนากรรมฐานเช่นนี้ จัดว่าเป็นการรับประทานอาหารโดยประกอบด้วยวิปัสสนา

          เมื่อผู้ปฏิบัติเดินไปถึงโต๊ะอาหารแล้ว เห็นอาหารที่กำลังจะรับประทาน พึงกำหนดว่า“เห็นหนอๆๆ” เมื่อยื่นมือออกไปกำหนดว่า“ยื่นหนอๆๆ” เมื่อตักอาหารกำหนดว่า“ตักหนอๆๆ” เมื่อดึงมือเข้ามากำหนดว่า“ดึงหนอๆๆ”หรือ“มาหนอๆๆ”หรือ“คู้หนอๆๆ” เมื่อยกมือขึ้นกำหนดว่า“ยกหนอๆๆ”  ขณะที่อ้าปากกำหนดว่า“อ้าหนอๆๆ”  ขณะที่ใช้ช้อนใส่อาหารเข้าไปในปากกำหนดว่า“ใส่หนอๆๆ” เมื่อดึงมือออกมากำหนดว่า“ดึงหนอๆๆ” เมื่อปิดปากกำหนดว่า“ปิดหนอๆๆ” ขณะที่เคี้ยวกำหนดว่า“เคี้ยวหนอๆๆ” ขณะที่รับรู้รสของอาหารนั้นว่าเป็นอาหารหวานหรืออาหารเค็ม ถ้ารู้สึกว่าอาการชัดเจน พึงกำหนดว่า“หวานหนอๆๆ” “เค็มหนอๆๆ” หรือ“เผ็ดหนอๆๆ”ตามสภาพนั้นๆ วิธีการกำหนดรู้อิริยาบถย่อยดังกล่าวนี้เป็นวิธีปฏิบัติที่ท่านอาจารย์มหาสี สยาดอ ได้แนะนำไว้

          ท่านอาจารย์มหาสี สยาดอ ยังได้แนะนำผู้ปฏิบัติว่า แม้ว่าในระยะแรกของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติจะยังไม่สามารถรับรู้อาการเหล่านี้ได้โดยละเอียดก็ตาม แต่ก็ไม่ควรท้อถอย พึงเพียรพยายามตามกำหนดรู้ให้เท่าทัน เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่งก็จะเกิดสมาธิมากขึ้น หลังจากนั้นก็จะสามารถมีสติตามกำหนดรู้เท่าทันอาการเหล่านั้นโดยละเอียดได้

          เมื่อผู้ปฏิบัติเดินไปที่โต๊ะอาหาร จะเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น พึงกำหนดสภาวธรรมการเห็นโดยสักแต่เห็น บริกรรมว่า “เห็นหนอ…เห็นหนอ” เมื่อย่อกายลงนั่ง พึงกำหนดว่า“ย่อหนอ…ย่อหนอ” หรือ “ลงหนอ…ลงหนอ” เมื่อนั่งลงแล้ว ขณะที่ยื่นมือไปหยิบอาหาร พึงกำหนดว่า“ยื่นหนอ…ยื่นหนอ…ยื่นหนอ”

          หากใช้มือรับประทานอาหาร ขณะที่มือยื่นไปถูกอาหาร ถูกข้าว กำหนดว่า“ถูกหนอ” หากใช้ช้อนรับประทานอาหาร ขณะยื่นมือออกไปกำหนดว่า“ยื่นหนอ…ยื่นหนอ” เมื่อมือถูกช้อนแล้วกำหนดว่า“ถูกหนอ” เมื่อมือจับช้อนกำหนดว่า“จับหนอ” จากนั้นเมื่อยื่นช้อนออกไปเพื่อตักอาหาร กำหนดว่า“ยื่นหนอ…ยื่นหนอ…ยื่นหนอ” โดยละเอียด

          หลังจากที่ตักอาหารมาแล้ว ก็เคลื่อนช้อนมาที่จานของตนเอง พึงกำหนดว่า “คู้หนอ…คู้หนอ” หรือ “เคลื่อนหนอ…เคลื่อนหนอ…เคลื่อนหนอ” จากนั้นกำหนดว่า “วางหนอ…วางหนอ…วางหนอ” ขณะที่ยกช้อนขึ้นพึงกำหนดว่า“ยกหนอ…ยกหนอ…ยกหนอ” เมื่ออ้าปากพึงกำหนดว่า“อ้าหนอ” ตามกำหนดรู้อาการอ้าออกของปาก (ขณะนั้นพึงหยุดมืออยู่ อย่าพึ่งใส่ช้อนเข้าไปในปาก) จากนั้นขณะใส่อาหารเข้าปากพึงกำหนดว่า“ใส่หนอ…ใส่หนอ” 

          ขณะที่เคี้ยวกำหนดว่า“เคี้ยวหนอ…เคี้ยวหนอ” ระหว่างที่กำหนดว่า“เคี้ยวหนอ…เคี้ยวหนอ”ก็พึงตามกำหนดรู้อาการเคี้ยวอันเป็นอาการเคลื่อนไหวที่เกิดระหว่างฟันทั้งสองข้าง กำหนดอาการนั้นว่า“เคี้ยวหนอ…เคี้ยวหนอ” แต่อย่าพึ่งกลืนอาหารก่อน

          บางครั้งขณะที่เคี้ยวอาหารอยู่ ผู้ปฏิบัติอาจจะรู้สึกว่าฟันบนกับฟันล่างกระทบกัน อาจกำหนดได้ว่า“ถูกหนอ…ถูกหนอ” หรือ “กระทบหนอ…กระทบหนอ” ในขณะที่กลืนอาหารพึงตามกำหนดรู้อาการกลืนนั้น กำหนดว่า“กลืนหนอ…กลืนหนอ”

          วิธีการกำหนดอิริยาบถย่อยในขณะรับประทานอาหารนี้ เป็นแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามคำแนะนำที่ท่านอาจารย์ มหาสี สยาดอ ได้แนะนำแก่ศิษยานุศิษย์ไว้

          แม้ว่าในระยะแรกๆของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถตามกำหนดรู้อาการดังกล่าวทั้งหมดได้ กล่าวคือ ไม่สามารถตามกำหนดรู้อาการยก อาการยื่น อาการเคี้ยว อาการกลืนทั้งหมดได้ก็ตาม แต่ก็ไม่พึงท้อถอย พึงประกอบด้วยความเพียรพยายาม เมื่อสมาธิมีมากขึ้นแล้วจะสามารถตามกำหนดรู้อิริยาบถย่อยเหล่านี้โดยละเอียดชัดเจนได้เอง

          ขณะที่รับประทานอยู่นั้น หากผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าอิริยาบถใดชัดเจนที่สุด ก็พึงตั้งสติกำหนดจดจ่ออยู่ที่อิริยาบถนั้น อย่าเผลอลืมสติกำหนดรับรู้อิริยาบถนั้น

          หากขณะที่ยื่นมือออกไป ผู้ปฏิบัติสามารถตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวได้ชัดเจน พึงกำหนดว่า“ยื่นหนอ…ยื่นหนอ…ยื่นหนอ” พยายามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวนั้นโดยละเอียด ระหว่างที่รับประทานอาหารอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติอาจก้มศีรษะลงมา พึงกำหนดว่า“ก้มหนอ…ก้มหนอ”ได้เช่นกัน

          ขณะที่ตามกำหนดรู้อาการเคี้ยวอยู่นั้น อาการเคี้ยวเป็นอาการที่ปรากฏชัดมาก ผู้ปฏิบัติพึงกำหนดรู้อย่างจดจ่อกับอาการเคี้ยวนั้น กำหนดว่า“เคี้ยวหนอ…เคี้ยวหนอ” โดยสักแต่รับรู้อาการเคลื่อนไหว ตามกำหนดรู้อาการเคี้ยวนั้นโดยละเอียดอย่าให้เผลอสติในการกำหนดรู้

          อันที่จริงแล้ว ในระหว่างรับประทานอาหารนี้ อาการเคี้ยวเป็นอาการที่ชัดเจนมากที่สุด ผู้ปฏิบัติจึงควรตามกำหนดรู้อาการเคี้ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่กรามส่วนบนและส่วนล่างเคลื่อนไหวพร้อมกัน ท่านอาจารย์มหาสี สยาดอ ได้เคยถามผู้ปฏิบัติในขณะที่สอบอารมณ์ว่า ขณะกำหนดว่า“เคี้ยวหนอ…เคี้ยวหนอ”อยู่ รู้สึกว่ากรามส่วนบนหรือกรามส่วนล่างเคลื่อนไหว และส่วนไหนเคลื่อนไหวชัดเจนมากกว่ากัน

          ผู้ปฏิบัติที่ตอบคำถามนี้ของท่านอาจารย์มหาสี สยาดอ ต่างมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป บางท่านตอบว่า ขณะที่เคี้ยวอยู่นั้น กรามส่วนล่างเคลื่อนไหวแต่กรามส่วนบนไม่เคลื่อนไหว บางท่านก็ตอบว่ากรามส่วนบนเคลื่อนไหวแต่กรามส่วนล่างไม่เคลื่อนไหว บางท่านตอบว่ากรามทั้งสองส่วนนั้นเคลื่อนไหวพร้อมกัน

          อันที่จริงแล้วขณะที่เคี้ยวอาหารอยู่ กรามล่างเท่านั้นที่เคลื่อนไหว ส่วนกรามเบื้องบนไม่เคลื่อนไหว การที่ท่านอาจารย์มหาสี สยาดอ ได้ถามผู้ปฏิบัติเช่นนี้ ก็เพื่อที่จะทดสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติว่า มีความละเอียดในการตามรู้อารมณ์กรรมฐานมากเพียงใด ผู้ปฏิบัติที่รับรู้ว่ากรามส่วนบนเคลื่อนไหวหรือกรามทั้งสองส่วนเคลื่อนไหวพร้อมกันจัดว่ายังไม่ถูกต้อง ยังตามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานได้โดยไม่ชัดเจน ขาดการสังเกต

          ขณะที่รับประทานอาหารอยู่นั้นเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปฏิบัติสามารถจะกำหนดตามรู้อาการต่างๆได้โดยละเอียด มีบุคคลบางท่านสามารถบรรลุธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน ในขณะรับประทานอาหารได้ เพราะผู้ปฏิบัติเหล่านั้นตามรู้อาการเคลื่อนไหวโดยละเอียด การบรรลุมรรค ผล นิพพานนี้ มิใช่ว่าจะบรรลุได้เพียงในขณะนั่งกรรมฐานหรือเดินจงกรมเท่านั้น แม้ในขณะรับประทานอาหารซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในอิริยาบถย่อย ก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้เช่นเดียวกัน

          สาธกที่ผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุธรรมในขณะรับประทานอาหารนี้มีปรากฏชัดเจนในอรรถกถา โดยอรรถกถาได้กล่าวถึงเรื่องราวที่เคยปรากฏไว้ว่า มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ มหาสังฆรักขิตะ พำนักอยู่กับสามเณรลูกศิษย์ซึ่งเป็นหลานชาย ชื่อ สามเณรสังฆรักขิตะ โดยพำนักอยู่ในอาวาสเดียวกัน

          เช้าวันหนึ่ง สามเณรสังฆรักขิตะได้ออกบิณฑบาต เมื่อกลับมาแล้ว สามเณรน้อยก็นั่งลงฉันอาหารโดยขาดสติในขณะฉัน เมื่อเห็นดังนั้นหลวงลุงมหาสังฆรักขิตะจึงเดินมาบอกสามเณรว่า “ขณะที่ฉันอาหารอยู่นี้ อย่าทำให้แกงร้อนข้าวร้อนลวกลิ้นของตนเอง

          เมื่อสามเณรสังฆรักขิตะได้ฟังดังนั้นก็เกิดความสงสัยว่า ภัตตาหารที่กำลังฉันอยู่นั้นไม่มีอาหารใดที่ร้อนเลย เพราะขณะนั้นเป็นเวลาสิบโมงกว่าเกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว อาหารที่บิณฑบาตได้มาจึงเย็นหมดแล้ว ข้าวก็เย็น แกงก็เย็น เหตุใดหลวงลุงมหาสังฆรักขิตะจึงมาให้โอวาทว่า “อย่าให้แกงร้อนข้าวร้อนลวกลิ้นของตน” น่าจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อสามเณรน้อยได้พิจารณาความหมายของโอวาทที่หลวงลุงได้อบรม ก็เกิดความเข้าใจตามบารมีที่ตนได้สั่งสมมาว่า อันที่จริงแล้ว คำว่า“ข้าวร้อนแกงร้อน”นี้ มิได้หมายถึงข้าวกับแกงที่กำลังฉันอยู่ แต่กลับหมายถึง“กิเลส” คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะที่ฉันอาหารนั่นเอง

          สามเณรสังฆรักขิตะจึงเกิดความเข้าใจได้ว่า ขณะที่ฉันอาหารอยู่นั้น เมื่อเกิดความพึงพอใจต่อรสอาหาร จัดว่าได้เกิด“โลภะ”(ความโลภ)ขึ้นมา ความโลภนี้เปรียบได้กับข้าวร้อนแกงร้อนที่ลวกลิ้นของตน หรือบางครั้งก็เกิดความไม่พึงพอใจต่อรสอาหารที่กำลังลิ้มอยู่ ความไม่พึงพอใจนี้คือ“โทสะ” โทสะก็เปรียบได้กับข้าวร้อนแกงร้อนที่ลวกลิ้นของตนเองเช่นกัน เพราะฉะนั้น จึงเข้าใจได้ว่า“ข้าวร้อนแกงร้อน”ที่หลวงลุงมหาสังฆรักขิตะหมายถึงนั้นก็คือ“โลภะและโทสะ”อันได้แก่ความพึงพอใจหรือความไม่พึงพอใจซึ่งเกิดขึ้นในขณะฉันอาหารนั่นเอง

          เมื่อสามเณรได้พิจารณาข้อความนี้แล้วทราบว่า“ข้าวร้อนแกงร้อน”นั้นหมายถึง “โลภะและโทสะ”(ความพึงพอใจหรือความไม่พึงพอใจ)ซึ่งเกิดขึ้นในขณะฉันอาหารนั้น จึงได้กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานในขณะที่ฉันอาหารอยู่ เช่นเดียวกับที่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายกำหนดกันในขณะรับประทานอาหาร คือกำหนดว่า“ยกหนอ….ยื่นหนอ…อ้าหนอ…ใส่หนอ…เคี้ยวหนอ…กลืนหนอ”เป็นต้น เมื่อสามเณรได้ฉันภัตตาหารสิ้นสุดลง ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะที่ฉันอาหารสิ้นสุดลงแล้วนั่นเอง

          อาตมาจะเล่าถึงประสบการณ์บางอย่างที่อาตมาได้เคยพบด้วยตนเองให้ฟัง ณ วัดสัทธรรมรังสี ซึ่งอยู่ในจังหวัดย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๙ ไมล์ เคยมีอุบาสกท่านหนึ่งมาเข้ากรรมฐานที่สำนักของอาตมาหลายครั้งด้วยกัน บางครั้งก็มาถวายอาหารที่วัด มาช่วยเหลือผู้ปฏิบัติ มาหุงหาอาหาร มาล้างจาน อาตมาถามว่า “เมื่อโยมกลับไปบ้านแล้ว เข้ากรรมฐานได้หรือเปล่า กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานได้หรือเปล่า” โยมคนนี้ก็ตอบว่า“กำหนดรู้ได้ขอรับ ก็พยายามกำหนดรู้ พยายามนั่งกรรมฐานอยู่เสมอขอรับ” อาตมาถามต่อไปว่า“แล้วเวลารับประทานล่ะ กำหนดได้หรือเปล่า” เขากล่าวว่า “เวลาที่อาหารอร่อยกำหนดไม่ได้ขอรับ แต่ถ้าอาหารไม่อร่อยกำหนดได้ขอรับ”

          เขาเล่าว่า อาหารที่ไม่อร่อยนั้นทำให้ต้องกำหนดรับประทาน จึงทำให้กำหนดได้ พอกำหนดรับประทานไปแล้ว ไม่รู้ว่าอิ่มตอนไหน แต่ถ้าอาหารอร่อย ก็จะเปิบทันที แล้วก็ไม่รู้ว่าอิ่มตอนไหนเช่นเดียวกันด้วย

          อันที่จริง แม้อาหารจะอร่อยหรือไม่ก็ตาม ผู้ปฏิบัติพึงพยายามประกอบด้วยอุเบกขา(ความวางเฉย)และกำหนดรู้อิริยาบถย่อยในขณะรับประทานอาหารนั้น ไม่เพียงสักแต่ว่า อาหารอร่อยไม่ได้กำหนด อาหารไม่อร่อยจึงกำหนดได้ ทั้งนี้เพราะในขณะที่รู้สึกว่าอาหารอร่อยนั้นได้เกิด“โลภะ”(ความโลภ-ความพึงพอใจในรสชาติของอาหาร) ก็จัดว่าได้ถูก”ข้าวร้อนแกงร้อน”ลวกลิ้นของตน

          ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ อารมณ์ที่เป็นรูปธรรมนามธรรมที่ปรากฏอยู่ สามารถเป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่ดีหรืออารมณ์ที่ไม่ดีก็ตาม ตัวอย่างของอารมณ์ที่ดี(ที่เราข้าใจกัน)-เช่นการนั่งกรรมฐาน การเดินจงกรม อารมณ์ที่ไม่ดี(ที่เราเข้าใจ)-เช่นการเข้าห้องน้ำ การขับถ่าย อันที่จริงแล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติตามรู้อารมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นตามความเป็นจริง อารมณ์ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงจัดว่า ไม่มีอารมณ์ที่ไม่ดีเลย

          ในมหาสติปัฏฐานสูตร-หมวดสัมปชัญญะ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงการเจริญสติปัฏฐานในขณะตามรู้อิริยาบถย่อยว่า “อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม สมฺปชานการี โหติ ภิกษุพึงกระทำการกำหนดรู้ในขณะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ” หมายถึง แม้ในขณะขับถ่ายก็ตาม หากผู้ปฏิบัติประกอบด้วยสติตามกำหนดรู้อาการนั้นได้ อาการนี้ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในอารมณ์กรรมฐานเช่นเดียวกัน

          พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติมีสติตามกำหนดให้ต่อเนื่องตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไป ไม่พึงขาดสติแม้กระทั่งในเวลาที่ต้องการจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะนั้น ขณะที่ต้องการจะเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ก็พึงตามรู้จิตที่ต้องการจะขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะก่อน หลังจากนั้น จึงควรตามรู้อาการถ่ายอุจจาระปัสสาวะนั้น ตามความเป็นจริงต่อไป

          เมื่อจะเข้าห้องน้ำ บางครั้งอาจเกิดการปวดท้อง แน่นท้อง หรือเสียดท้อง ก็พึงกำหนดว่า“ปวดหนอ…แน่นหนอ”หรือ“เสียดหนอ”ตามความเป็นจริง ตามสมควรแก่อาการนั้นๆ

          อันที่จริงแล้ว ผู้ปฏิบัติสามารถเจริญกุศลธรรมทุกขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่หากมีสติตามกำหนดรู้อาการเหล่านี้ได้ แม้ในขณะที่อยู่ในห้องน้ำ ถ้าสามารถกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะได้ ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะในขณะนั้นผู้ปฏิบัติสามารถกำหนดรู้เท่าทันจิตของตนได้

          ขณะที่เข้าห้องน้ำอยู่นั้น ก็จัดว่าเป็นกายานุปัสสนา คือการตามรู้กายอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

          ขณะที่รู้สึกปวดท้อง จุกเสียด แน่น แล้วกำหนดรู้อาการเหล่านั้นตามความเป็นจริงว่า “ปวดหนอ…เสียดหนอ…แน่นหนอ” ก็จัดว่าเป็นการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ที่ตามรู้เวทนาหรือความรู้สึกนั้น

          อาตมาได้อธิบายแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐานในหมวดอิริยาบถย่อยโดยละเอียดแล้ว บัดนี้ก็จะอธิบายแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่ท่านสาธุชนทั้งหลายพึงเข้าใจต่อไป

          การที่ผู้ปฏิบัติได้มาเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วพยายามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสติที่ตามรู้อารมณ์กรรมฐานมีความต่อเนื่อง ซึ่งเรียกว่า“สติปัฏฐาน”  จากนั้น ผลที่ตามมาคือจะเกิดสมาธิที่แน่วแน่อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน และเกิดปัญญาที่หยั่งรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง จากนั้นผู้ปฏิบัติจะสามารถรู้แจ้งไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา และสามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้ การที่ผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพานนี้ นอกจากจะจัดว่าเป็นประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งอันจะเกิดขึ้นกับตัวของผู้ปฏิบัติเองแล้ว ยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นผลพลอยได้ของการปฏิบัติธรรมด้วย นั่นก็คือ จัดว่าเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ ให้สามารถสืบเนื่องจากอดีตกาลจนกระทั่งถึงปัจจุบันกาล และได้ชื่อว่าสืบอายุของพระพุทธศาสนาให้เนื่องต่อไปจนถึงอนาคตกาลได้เช่นเดียวกัน

          ศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ เปรียบเสมือนกับหนทางใหญ่ซึ่งตามประทีปไว้ หนทางใหญ่ซึ่งตามประทีปไว้นี้ทำให้บุคคลที่เดินทางได้เห็นหนทางที่เดินไป และทราบได้ว่าหนทางที่เดินไปนี้ เมื่อเดินไปแล้วจะสามารถบรรลุถึงความสุขได้ หนทางที่จะเดินไปนั้นมีอยู่สามแพร่งด้วยกัน ทางแพร่งแรกเป็นทางที่สว่าง ผู้เดินจะเห็นได้ว่าถ้าเดินไปตามทางนี้แล้วจะบรรลุถึงความสุข หมายถึง เป็นหนทางที่ทำให้เราได้บรรลุถึงสุคติภูมิ คือเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เกิดเป็นเทวดาบ้าง หรือเกิดเป็นพรหมบ้าง ทางแพร่งที่สองเป็นทางมืด ซึ่งดวงประทีปนี้ก็ได้แสดงให้ผู้เดินทางได้ทราบว่า ทางนี้เป็นทางมืด หากเดินตามทางนี้ไปก็จะบรรลุถึงความมืด-หมายความว่าจะตกไปสู่อบายภูมิ จะบรรลุถึงความทุกข์ในอนาคต  ยังมีทางอีกแพร่งหนึ่ง มีประทีปที่ตามไว้ส่องสว่างอยู่ ทำให้บุคคลผู้เดินทางได้ทราบว่า ถ้าดำเนินไปตามทางนี้แล้วจะบรรลุถึงความหลุดพ้นจากการเวียนตายเวียนเกิดในสังสารวัฏ คือบรรลุถึงพระนิพพาน นั่นเอง

          ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ปฏิบัติที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงนับว่าเป็นบุคคลที่ปฏิบัติเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้อายุของพระศาสนานี้ดำรงอยู่ และเจริญรุ่งเรืองสถาพรสืบต่อไป ข้อความนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยตรงในพระสูตรที่ว่า

          “ในสมัยหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นได้มีพราหมณ์คนหนึ่งเข้ามากราบพระพุทธองค์ เมื่อพราหมณ์คนนี้ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์และได้สนทนาปราศรัย ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์แล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสในพระสัทธรรม ก่อนที่พราหมณ์จะลุกกลับไปได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จปรินิพพานแล้ว ศาสนาของพระองค์นั้นจะดำรงอยู่ได้นานเพียงใด ด้วยเหตุเพียงใดศาสนาของพระองค์จึงจะดำรงอยู่และเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้

          พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพราหมณ์นั้นว่า “จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ อภาวิตตฺตา อพหุลีกตตฺตา สทฺธมฺโม น จิรฏฺฐิติโก โหติ - พระสัทธรรมจะไม่ดำรงอยู่นาน หากว่าพุทธศาสนิกชนไม่เจริญสติปัฏฐาน๔ ไม่หมั่นอบรมสติปัฏฐาน๔“  ข้อความนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสเน้นถึงการเจริญสติปัฏฐาน๔ ว่า การเจริญสติปัฏฐาน๔ นี้เป็นสาเหตุแห่งการดำรงตั้งมั่นของพระสัทธรรม ทั้งนี้เพราะว่าถ้าพุทธศาสนิกชนขาดการเจริญสติปัฏฐาน๔ ขาดการอบรมสติปัฏฐาน๔อยู่เนืองๆ พระสัทธรรมหรือพระศาสนาของพระองค์ก็จะไม่ธำรงอยู่นาน จะอันตรธานไปโดยกาลไม่นานนั่นเอง

          หลังจากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พราหมณ์อีกว่า “จตุนฺนํ โข พฺราหฺมณ สติปฏฺฐานานํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา ตถาคเต ปรินิพฺพุเต สทฺธมฺโม จิรฏฺฐิติโก โหติ - ดูกรพราหมณ์ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจะดำรงอยู่ตลอดกาลนาน หากพุทธบริษัทหมั่นเจริญสติปัฏฐาน๔ หมั่นอบรมสติปัฏฐาน๔ อยู่เนืองนิจ” ข้อความที่ได้ตรัสนี้หมายความว่า หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ปรินิพพานแล้ว หากพุทธบริษัททั้ง๔ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา หมั่นเจริญสติปัฏฐาน๔ หมั่นอบรมสติปัฏฐาน ๔อยู่เนืองนิจ พระสัทธรรมหรือพระศาสนาของพระองค์ ก็จะสามารถดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน คือไม่อันตรธานไปโดยกาลไม่นาน”

          เพราะฉะนั้นท่านสาธุชนทั้งหลาย ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานอยู่เสมอ นอกจากจะเป็นบุคคลที่บำเพ็ญประโยชน์ตนอยู่เสมอแล้ว ก็จัดว่าเป็นบุคคลที่บำเพ็ญประโยชน์ให้กับพระศาสนาอีกด้วย เพราะจะทำให้พระศาสนานี้ตั้งมั่นดำรงอยู่ได้ และเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน ชื่อว่าได้ช่วยยืดอายุของพระพุทธศาสนาอีกด้วย

          อันที่จริงแล้ว กิจกรรมต่างๆหรือธุรกิจการงานต่างๆในชีวิตประจำวันขณะที่ครองเรือนอยู่นี้มิได้เป็นประโยชน์เกื้อกูลอันสูงสุดที่แท้จริงของเราเลย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราแสวงหาบริโภคใช้สอยได้และหมดสิ้นไปวันๆเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เกื้อกูลเราได้เพียงในชาตินี้เท่านั้น หากแต่สิ่งที่จัดว่าเป็นประโยชน์กับตนเองอย่างแท้จริงคือการอบรมจิตด้วยการเจริญสติปัฏฐาน เพราะจะสามารถเกื้อกูลเราได้ตลอดไป ตราบใดที่เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่

          การเจริญสติปัฏฐานนี้มีประโยชน์มากมายมหาศาลสำหรับผู้ปฏิบัติ วิธีการเจริญสติปัฏฐานเป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายดาย ผู้ปฏิบัติเพียงสักแต่ตามกำหนดรู้ทันปัจจุบันอารมณ์ตามความเป็นจริง กล่าวคือปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏทางทวารทั้ง ๖ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผู้ปฏิบัติสักแต่มีความวางใจให้เป็นกลาง ตามกำหนดรู้อารมณ์นั้นตามความเป็นจริง เมื่อผู้ปฏิบัติได้สักแต่ตามกำหนดรู้อารมณ์เหล่านั้นตามความเป็นจริงแล้ว จะได้รับประโยชน์ที่สำคัญ ๒ ประการ อันได้แก่

ประโยชน์ประการแรก ทุกขณะที่ประกอบด้วยสติรับรู้ปัจจุบันอารมณ์อยู่ จัดว่าเป็นการกำจัดกิเลส(คือความโลภ ความโกรธ และความหลง)ได้ชั่วขณะ ที่เรียกว่าตทังคปหาน เนื่องจากกิเลสทั้งหลายเหล่านี้เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องตกลงไปในอบายภูมิได้ ความโลภ-ความโกรธ- ความหลงจัดว่าเป็นอกุศลธรรมซึ่งเกิดร่วมกับกุศลธรรมไม่ได้ ขณะที่มีสติกำหนดตามรู้ปัจจุบันอารมณ์อยู่ ขณะนั้นจิตจะเป็นกุศล ด้วยเหตุนี้ ความโลภ-ความโกรธ-ความหลงซึ่งเป็นเหตุให้เราตกอบายจึงเกิดขึ้นไม่ได้ในขณะนั้น

          ประโยชน์ประการที่สอง คือ เป็นการอบรมสมาธิ ทั้งนี้เพราะสติที่ต่อเนื่องจะเป็นเหตุให้เกิดสมาธิที่มั่นคง แน่วแน่อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน สมาธิดังกล่าวนั้นจะส่งผลให้เกิดปัญญารู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริง และเมื่อวิปัสสนาปัญญาแก่กล้าจนถึงที่สุดแล้ว จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติได้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวรูปธรรม-นามธรรมตามความเป็นจริง จนสามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพานต่อไป

          ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ปฏิบัติที่บรรลุถึงประโยชน์ ๒ ประการ คือกำจัดความโลภ-ความโกรธ-ความหลงในทุกขณะที่กำหนดตามรู้อารมณ์ตามที่เป็นจริง และ ได้อบรมสมาธิรวมทั้งปัญญาอยู่นั้น จัดว่าเป็นเหตุทำให้ห่างไกลจากอบายภูมิ ในทุกๆขณะที่กำหนดว่า“พองหนอ…ยุบหนอ”หรือ“ขวาย่างหนอ…ซ้ายย่างหนอ” รวมทั้งได้ดำเนินเข้าไปใกล้พระนิพพานอยู่ทุกขณะ ฉะนั้น การเจริญสติปัฏฐานที่ตามรู้กำหนดปัจจุบันอารมณ์นี้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติที่พยายามตามกำหนดรู้อยู่นั้น

          ในอดีตภพก็ตาม หรือในปัจจุบันภพก็ตาม เราอาจจะเคยบำเพ็ญทานบารมี หรือบำเพ็ญศีลบารมีมาก่อน แล้วปรารถนาให้บรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเคยตั้งความปรารถนามาก่อน แต่หากขาดสติที่จะตามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ เราก็จะไม่สามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพานได้ หากเมื่อได้ประกอบด้วยสติตามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ดังกล่าวนี้ รวมทั้งมีสมาธิและปัญญาแก่กล้าขึ้น บารมีธรรมที่เราได้เคยสั่งสมมาในภพนี้ก็ตามหรือในภพก่อนก็ตามก็จะสามารถส่งผลได้ เมื่อบารมีธรรมนั้นมีความเต็มเปี่ยมเต็มที่แล้วก็จะสามารถส่งผลให้ผู้ปฏิบัติที่ตามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์อยู่สามารถบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน ในขณะที่กำหนดรู้นั้นนั่นเอง

          ในเบื้องแรกของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติบางท่านอาจจะเกิดความท้อถอยว่า เราต้องการที่จะได้รับความสุขจากการปฏิบัติธรรม แต่เมื่อมาปฏิบัติแล้วกลับไม่ได้ผลตามที่ตนต้องการ อันที่จริงแล้ว ไม่ควรจะเกิดความท้อถอย หากเกิดความท้อถอยขึ้นมาก็ให้กำหนดรู้ทันจิตที่ท้อถอยนั้นจนกว่าความรู้สึกนั้นจะหาย เพราะการปฏิบัติธรรมจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เหมือนกับการขึ้นบันไดที่ก้าวขึ้นทีละขั้นๆ ถึงแม้ว่าผู้ปฏิบัติบางท่านอาจจะยังไม่รับรู้ถึงอานิสงส์ทั้งสองประการดังกล่าวนี้ คือขณะที่กำลังกำหนดอยู่ยังเกิดความโลภ-ความโกรธ-ความหลงแทรกซ้อนจิตอยู่เสมอก็ตาม ให้กำหนดรู้อาการนั้น พึงจดจำไว้ว่า หากเราพยายามปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จิตจะเกิดความเคยชินอยู่กับปัจจุบันอารมณ์ตามธรรมชาติ เมื่อจิตของเราเกิดความเคยชินอยู่กับปัจจุบันอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์แล้ว ก็จะสามารถจดจ่อแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์กรรมฐาน ในขณะนั้นกิเลสต่างๆคือความโลภ-ความโกรธ-ความหลง-ความฟุ้งซ่านหรือความสงสัยลังเลใจจะไม่สามารถครอบงำจิตของเราได้ ตัวอย่างเช่น ขณะที่ผู้ปฏิบัติจดจ่อที่อารมณ์กรรมฐานเพียงหนึ่งวินาที ในหนึ่งวินาทีนี้กำหนดได้หนึ่งครั้ง หนึ่งนาทีสามารถกำหนดได้ ๖๐ ครั้ง หนึ่งชั่วโมงจะสามารถกำหนดได้ถึง ๓,๖๐๐ ครั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อสามารถกำหนดได้เช่นนี้แล้ว  ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถห่างว่างเว้นจากกิเลสต่างๆ เหล่านี้ในขณะที่มีสติตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์นั้นได้

          วันนี้อาตมาภาพเห็นสมควรแก่เวลา ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายมีความก้าวหน้าในการเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔ คือ กาย เวทนา จิต และสภาวธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดสัมปชัญญะที่ตามรู้อิริยาบถย่อย และสามารถบรรลุถึงความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติธรรมโดยพลันเทอญฯ

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view