เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,335
Page Views 696,344
สินค้าทั้งหมด 1
 

ธรรมแนวปฏิบัติ

ธรรมแนวปฏิบัติ

การอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้า

-------------     

ขอเจริญสุขท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย 

บัดนี้จะได้อธิบายถึงวิธีอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้า ๙ ประการ การอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้า จัดว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่สำคัญซึ่งผู้ปฏิบัติควรมีความเข้าใจเพื่อประโยชน์ในการกำหนดอารมณ์กรรมฐานของตนต่อไป

          ผู้ปฏิบัติที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่และยังไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ก็ประสงค์จะประสบความก้าวหน้า ส่วนผู้ประสบความก้าวหน้าแล้ว ก็ประสงค์จะบรรลุถึงคุณธรรมพิเศษยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงแสดงแนวทางของการอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้า ๙ ประการด้วยกัน ดังนี้

            1. อุปฺปนฺนุปฺปนฺนานํ สงฺขารานํ ขยเมว ปสฺสติ : ผู้ปฏิบัติย่อมเข้าใจว่า สังขารธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีความดับไปเป็นธรรมดา

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย สิ่งที่เราทั้งหลายมีความสำคัญผิดว่าเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา อันที่จริงแล้วประกอบด้วยส่วนประกอบ ๒ อย่าง อันได้แก่รูปธรรมกับนามธรรม รูปธรรมเป็นสภาวธรรมที่แปรปรวนปรากฏอย่างชัดเจน เช่น เมื่อประสบกับความร้อน-ความหนาว เป็นต้น ส่วนนามธรรมนั้นเป็นสภาวธรรมที่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ รูปธรรมกับนามธรรมเป็นสภาวธรรมทางกายกับสภาวธรรมทางจิตซึ่งเกิดขึ้นกับสิ่งที่มีชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเกิดกับคนหรือสัตว์เดรัจฉานก็ตาม ทั้งสองอย่างนี้มีลักษณะที่เกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว จะเป็นรูปธรรม(คือร่างกายของเรา)ก็ตาม หรือนามธรรม(คือจิตของเรา)ก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีสภาพที่แปรปรวนดับไป เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจในหลักการเช่นนี้ ก็จะมีความตั้งใจแน่วแน่ในการปฏิบัติธรรม เพื่อบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน เพื่อให้เกิดปัญญาที่รู้แจ้งถึงความดับไปของสังขารธรรม(รูปธรรมกับนามธรรมเหล่านั้น) เพราะฉะนั้นความเข้าใจว่าสังขารธรรม(รูปธรรมกับนามธรรม)ที่เกิดขึ้นทุกอย่างมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา จึงจัดว่าเป็นวิธีอบรมอินทรีย์ประการหนึ่ง เนื่องจากเป็นความเข้าใจขั้นพื้นฐานที่ผู้ปฏิบัติจะต้องเข้าใจก่อน หลังจากนั้นจึงจะเกิดความพยายามในการอบรมจิตของตนเองให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ความดับไปของรูปธรรมกับนามธรรมเหล่านั้นจากประสบการณ์ของตน

          ในขณะที่ตามกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์อยู่ เช่นในขณะตามกำหนดรู้อาการพอง-อาการยุบอยู่นั้น พึงเข้าใจว่าอาการพองกับอาการยุบเหล่านี้มีสภาพที่ดับไปเป็นธรรมดา หมายถึง ขณะที่มีอาการพองอยู่ อาการพองได้เกิดขึ้นจากระยะหนึ่ง เคลื่อนไหวไปสู่อีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้นอาการพองได้สิ้นสุดลง การที่อาการพองสิ้นสุดลงเป็นการดับไปของอาการพองอย่างแท้จริง หลังจากอาการพองสิ้นสุดลงแล้ว จึงเกิดอาการยุบตามมา และอาการยุบก็มีระยะขั้นต่างๆซึ่งค่อยๆยุบจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง เมื่ออาการยุบสิ้นสุดลงแล้วจึงจะเกิดอาการพองตามมาอีก ในอาการพองนั้นจะไม่มีอาการยุบเกิดขึ้น และในอาการยุบก็จะไม่มีอาการพองเกิดขึ้นเช่นกัน  เมื่ออาการพองสิ้นสุดลงแล้วอาการยุบจึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าอาการพองยังไม่สิ้นสุดลงอาการยุบจะเกิดขึ้นไม่ได้ เช่นเดียวกัน ความเข้าใจว่าสังขารธรรมอันได้แก่รูปธรรมกับนามธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้มีสภาพดับไปเป็นธรรมดา เป็นความเข้าใจขั้นพื้นฐานในการปฏิบัติธรรม แต่ผู้ปฏิบัติไม่พึงน้อมจิตไปในการกำหนดว่าเกิด-ดับ หรือ”เกิดหนอ”…“ดับหนอ” แต่พึงทำความเข้าใจว่า เมื่อสภาวธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วก็มีสภาพที่ดับไปเป็นธรรมดา

          เมื่อผู้ปฏิบัติเข้าใจแล้วว่า สังขารธรรมอันได้แก่รูปธรรมกับนามธรรมที่เกิดขึ้นทุกอย่างมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา ขณะที่ตามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานอยู่ ผู้ปฏิบัติก็จะพยายามตามรู้ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุดของอารมณ์กรรมฐานนั้นๆ ทำให้สามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว อาทิเช่น ขณะที่ตามกำหนดรู้อาการพอง-ยุบอยู่ กำหนดว่า “พอง...หนอ” จะรับรู้ถึงเบื้องต้นของอาการพอง และทราบว่าอาการพองนั้นได้สิ้นสุดลงขณะที่กำหนดว่า“หนอ” ตอนนั้นผู้ปฏิบัติจะทราบว่า ขณะที่กำหนดว่า“หนอ”นั้นอาการพองได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนั้น ได้เกิดอาการยุบตามมา กำหนดว่า“ยุบ...” และเมื่ออาการยุบได้สิ้นสุดลงจึงกำหนดว่า“หนอ” ขณะที่ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ถึงที่สุดของอาการยุบ จัดว่าได้รับรู้ถึงที่สุดของรูปธรรมอันได้แก่อาการยุบที่เคลื่อนไหวนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจว่าสังขารธรรมมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา ก็จะสามารถน้อมจิตไปรับรู้ถึงเบื้องต้นและที่สุดของอารมณ์กรรมฐาน และจะสามารถมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว

          ระหว่างที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ สมาธิของผู้ปฏิบัติจะมีความแตกต่างกันในแต่ละขณะ บางขณะก็มีสมาธิมากจนสามารถกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานได้ชัดเจน บางขณะก็มีสมาธิน้อยจึงไม่สามารถกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานอย่างชัดเจนได้ ขณะที่ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ถึงเบื้องต้นและที่สุดของอารมณ์กรรมฐาน เช่น อาการพองหรืออาการยุบได้ จัดว่าได้รับรู้ถึงความเกิด-ดับของอาการเหล่านี้ เพราะอาการที่เริ่มพองออกมาเป็นอาการที่เริ่มเกิดขึ้นและอาการสิ้นสุดของอาการพองนั้นก็เป็นการดับไปของอาการพองในระยะหนึ่ง เมื่ออาการยุบเกิดขึ้นและผู้ปฏิบัติกำหนดว่า“ยุบ”นั้น จะสามารถรับรู้เบื้องต้นของอาการยุบได้ และเมื่ออาการยุบสิ้นสุดลงก็จะสามารถกำหนดว่า“หนอ” ได้  แสดงว่าผู้ปฏิบัติได้รับรู้ถึงที่สุดหรือการดับไปของอาการยุบนั้น อย่างไรก็ตาม ในบางขณะที่สมาธิน้อย ฟุ้งซ่านมาก และผู้ปฏิบัติไม่สามารถตามรู้เท่าทันความฟุ้งซ่านได้ หรืออาจเกิดความโงกง่วงครอบงำ ผู้ปฏิบัติก็จะไม่สามารถรับรู้ถึงเบื้องต้นและที่สุดของอาการพองกับอาการยุบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางขณะผู้ปฏิบัติบางท่านอาจกำหนดว่า“พอง”ได้ แต่ถึง “หนอ”จะกำหนดไม่ได้ เพราะรู้สึกว่ามีอาการยุบเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าที่จิตของผู้ปฏิบัติจะรับรู้ที่สุดของอาการพองได้ทัน บางท่านก็กล่าวว่าขณะที่อาการยุบสิ้นสุดลง มีอาการพองเกิดขึ้นทันทีอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะกำหนดว่า“หนอ”ได้ทัน อาการลักษณะนี้เป็นเพราะผู้ปฏิบัติมีสมาธิไม่มากพอ จึงไม่สามารถรับรู้ถึงเบื้องต้นและที่สุดของอาการนี้ได้ทัน อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติอาจจะลังเลสงสัยว่า สภาวธรรมนี้เป็นสภาพที่เกิดขึ้นและดับไปจริงหรือ และอาจเกิดความเข้าใจว่าที่สุดของอาการพองหรือที่สุดของอาการยุบนั้นไม่มี โดยเข้าใจไปว่าอาการพองและอาการยุบนี้เป็นระยะเดียวกันเพราะไม่สามารถรับรู้ถึงที่สุดของอาการทั้งสองเหล่านั้นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติไม่พึงสงสัยลังเลใจ พึงน้อมจิตไปทำความเข้าใจว่า สังขารธรรมทุกอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา เมื่อมีอาการพองเกิดขึ้น ที่สุดของอาการพองจะต้องมีอย่างแน่นอน และเมื่อมีอาการยุบเกิดขึ้น ที่สุดของอาการยุบก็ย่อมต้องมีอย่างแน่นอน พึงน้อมจิตไปรับรู้เบื้องต้นและที่สุดหรือการเกิดขึ้นและการดับไปของอารมณ์กรรมฐาน จากนั้นผู้ปฏิบัติก็จะก้าวหน้าในการปฏิบัติได้ โดยประกอบด้วยแนวทางแห่งการอบรมอินทรีย์ประการแรกนี้

          ผู้ปฏิบัติที่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นที่๕(ภังคญาณ) อันเป็นญาณปัญญาที่หยั่งรู้ความดับไปของอารมณ์กรรมฐาน(อันได้แก่รูปธรรมหรือนามธรรมที่กำลังปรากฏรู้อยู่) ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะรับรู้ได้ว่า อารมณ์กรรมฐานที่กำลังกำหนดรู้อยู่นั้นได้ดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอาการพอง-ยุบหรืออาการเคลื่อนไหวของเท้า หรือแม้กระทั่งจิตที่กำหนดรู้ก็ตาม ผู้ปฏิบัติจะสามารถรับรู้ถึงการดับไปอย่างรวดเร็วของอารมณ์กรรมฐานที่กำหนดรู้อยู่นั้นได้ ขณะนั้นเองก็จะเกิดความเข้าใจจากประสบการณ์ของตนเองอย่างถ่องแท้ว่า สังขารธรรมทุกอย่างนั้นมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา

          ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติที่เกิดวิปัสสนาญาณที่สามารถหยั่งรู้สภาวธรรมในขั้นต่างๆนั้น มักจะเกิดปัญญาที่รู้แจ้งสภาวธรรมทางกาย(รูปธรรม)มากกว่าที่จะรู้แจ้งสภาวธรรมทางจิต(นามธรรม) ผู้ปฏิบัติที่บรรลุถึงภังคญาณในระดับที่ยังไม่แก่กล้านักจะรับรู้ว่ารูปธรรมอันเป็นอารมณ์กรรมฐานที่กำหนดรู้อยู่ได้ดับลงอย่างรวดเร็ว เช่น รู้สึกว่าอาการพอง-อาการยุบนั้นเป็นสภาวะที่ดับอย่างรวดเร็ว หรือ อาจรู้สึกว่าท้องมีอาการเคลื่อนไหวหมุนเป็นเกลียวเหมือนกับสว่าน หรือ อาจรู้สึกว่าร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งหรือร่างกายทั้งหมดหายไป ความรู้สึกลักษณะนี้จัดว่าเป็นการบรรลุถึงภังคญาณที่รับรู้ความดับไปของอารมณ์กรรมฐาน

แต่เมื่อภังคญาณนั้นแก่กล้ามากขึ้น ผู้ปฏิบัติจะสามารถรู้แจ้งถึงการดับไปของจิตที่กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานได้ คือรู้แจ้งถึงการดับไปของจิตที่ตามรู้อาการพองหรืออาการยุบ ทั้งยังรู้แจ้งการดับไปของจิตที่ตามรู้อาการเคลื่อนไหวของเท้าอยู่ได้ด้วย

          เมื่อผู้ปฏิบัติเกิดปัญญารู้แจ้งถึงการดับไปของอารมณ์กรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นการดับไปของอาการพอง-อาการยุบ, ของอาการเคลื่อนไหวของเท้า, หรือการดับไปแห่งอาการเคลื่อนไหวของจิตก็ตาม ก็จะเกิดความเข้าใจว่าสภาวธรรมทางกายกับสภาวธรรมทางจิตที่เราเคยสำคัญผิดว่าเป็นบุคคล-ตัวเรา-ของเรา-เป็นบุรุษ-เป็นสตรีนั้น อันที่จริงแล้ว ไม่มีเรา-ไม่มีของเรา-ไม่มีบุรุษ-ไม่มีสตรี มีเพียงสภาวธรรมทางกายกับสภาวธรรมทางจิตที่ดับไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น ความเข้าใจนี้เป็นการรู้แจ้งถึง“อนิจจัง” คือเข้าใจว่าสังขารธรรมเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง มีสภาพแปรปรวนอยู่เสมอ

          เมื่อได้เกิดปัญญารู้แจ้งไตรลักษณ์ประการแรกคือ“อนิจจัง”(ความเป็นของไม่เที่ยง)แล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจถึงไตรลักษณ์ประการที่สองคือ“ทุกขัง”อันเป็นความเข้าใจว่าสังขารธรรม(รูปธรรมกับนามธรรม)เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ถาวร เป็นความทุกข์ที่แท้จริงเพราะถูกการเกิด-ดับบีบคั้นอยู่เสมอ สิ่งที่จะเป็นความสุขถาวรได้นั้นต้องเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่อย่างถาวรตลอดกาล  เมื่อรูปธรรมกับนามธรรมนี้ไม่สามารถดำรงอยู่ตลอดกาลได้ เพราะเกิดขึ้นและดับไปอยู่เสมอจึงจัดว่าเป็นทุกข์ จากนั้น ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความเข้าใจไตรลักษณ์ประการที่สามคือ“อนัตตา” อันเป็นความเข้าใจว่ารูปธรรมกับนามธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติไม่สามารถบังคับบัญชาได้ แม้จะต้องการไม่ให้เกิด-ดับ หรือต้องการให้เป็นไปอย่างใดตามอำนาจของตนก็ตาม ก็ไม่สามารถจะบังคับบัญชาให้อยู่ในอำนาจได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ได้รู้แจ้งถึงการดับของรูปธรรมกับนามธรรมในขณะที่บรรลุถึงภังคญาณ จึงจัดว่าได้เกิดปัญญาหยั่งรู้พระไตรลักษณ์ ๓ ประการ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา จากนั้นก็จะเกิดวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆตามมาเป็นลำดับจนกระทั่งบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน ได้

          การที่ผู้ปฏิบัติได้เกิดปัญญารู้แจ้งพระไตรลักษณ์ ๓ ประการ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตานั้น สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญญารู้โดยตรงคือ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง) เพราะผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญญารู้แจ้งถึงการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป…การเกิดขึ้นและดับไป…หรือการดับไปของรูปธรรมกับนามธรรม ซึ่งนับเข้าในพระไตรลักษณ์ประการแรกคืออนิจจัง(ความไม่เที่ยง) บุคคลที่เกิดปัญญารู้แจ้งความไม่เที่ยงจัดว่าเป็นบุคคลที่รู้แจ้งถึงความทุกข์และความเป็นอนัตตา(ความไม่ใช่ตัวตน)โดยอ้อมอยู่แล้ว

ฉะนั้นพระอรรถกถาจารย์จึงได้แสดงวิธีอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้าประการแรกไว้ว่า ผู้ปฏิบัติพึงเข้าใจว่าสังขารธรรมทุกอย่างมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา เพื่อที่จะน้อมจิตไปเข้าใจว่าสังขารธรรมที่เกิดทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยงนั่นเอง

          ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุถึงภังคญาณที่รู้แจ้งการดับไปของอารมณ์กรรมฐานได้ จัดว่าเป็นพลววิปัสสนาคือเป็นวิปัสสนาที่มีกำลัง โดยวิปัสสนาญาณ ๔ ขั้นแรกนั้นเป็นวิปัสสนาที่ไม่มีกำลัง กล่าวคือยังมีกำลังอ่อนอยู่ ส่วนวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๕ คือ ภังคญาณ เป็นวิปัสสนาญาณที่มีกำลัง จัดเข้าในวิปัสสนาญาณขั้นแก่กล้า ผู้ปฏิบัติที่บรรลุถึงญาณขั้นนี้ จะเกิดความมุมานะและความตั้งใจอย่างแน่วแน่ยิ่งขึ้นกว่าก่อนที่จะบรรลุถึงญาณขั้นนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของพระไตรลักษณ์ ๓ ประการจากประสบการณ์ของตนอีกว่า อารมณ์กรรมฐานที่กำหนดอยู่นี้เป็นของไม่เที่ยง(เพราะได้รับรู้ถึงความดับไป) รู้ว่าเป็นทุกข์(เพราะไม่ใช่สุขที่ถาวร มีความเกิด-ดับอยู่เสมอ) และรูชัดว่าเป็นอนัตตา(เพราะเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้) หลังจากนั้นจะเกิดกำลังใจในการปฏิบัติเป็นอย่างมาก และจะตั้งใจในการปฏิบัติสืบต่อไปมากขึ้นกว่าเดิม

          2. สกฺกจฺจ กิริยาย สมฺปาเทติ : ผู้ปฏิบัติย่อมอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้าด้วยการปฏิบัติอย่างจดจ่อ

เมื่อผู้ปฏิบัติได้เกิดความเข้าใจแล้วว่า สังขารธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา พึงน้อมจิตไปรับรู้อาการดับของสังขารธรรมเหล่านั้น โดยพึงอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้า ด้วยการปฏิบัติอย่างจดจ่อต่อเนื่องที่อารมณ์กรรมฐาน

          การจดจ่ออยู่ที่อารมณ์กรรมฐานนี้ หมายความว่า ผู้ปฏิบัติพึงจดจ่อตามรู้อารมณ์กรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถยืน-เดิน-นั่ง-นอน-เหยียดแขน-หรือคู้แขนก็ตาม ผู้ปฏิบัติพึงเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้าในขณะที่เคลื่อนไหวอิริยาบถเหล่านี้   เพื่อที่จะสามารถจดจ่อตามรู้อารมณ์กรรมฐานดังกล่าวได้

          ท่านสาธุชนทั้งหลาย วิธีที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถจดจ่ออยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้นั้นทำได้ด้วยการเคลื่อนไหวอากัปกิริยาทางร่างกายให้เชื่องช้ามากๆ  ถ้าผู้ปฏิบัติเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้าก็จะสามารถตามรู้และจดจ่อกับอาการเคลื่อนไหวนั้นได้ชัดเจน ในทางตรงกันข้าม หากผู้ปฏิบัติเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วก็จะไม่สามารถรับรู้อาการเคลื่อนไหวดังกล่าวโดยละเอียดได้ทัน อันที่จริงแล้ว สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตเหล่านี้จะมีลักษณะของตนเองปรากฏอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุทั้ง๔ กล่าวคือ ธาตุดินมีลักษณะอ่อนหรือแข็ง, ธาตุน้ำมีลักษณะไหลหรือเกาะกุม, ธาตุไฟมีลักษณะเย็นหรือร้อน, ธาตุลมมีลักษณะหย่อนหรือตึง รวมทั้งสามัญลักษณะ คือ พระไตรลักษณ์( ความไม่เที่ยง-ความเป็นทุกข์-ความเป็นอนัตตา) ลักษณะเหล่านี้ปรากฏชัดอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น หลังจากที่สภาวธรรมเหล่านี้ได้ดับลงไปแล้วผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถรับรู้ลักษณะของธาตุทั้งสี่รวมทั้งพระไตรลักษณ์ของกายกับจิตได้เลย เพราะฉะนั้น ในขณะที่กายกับจิตหรือสภาวธรรมทางกายกับสภาวธรรมทางจิตและลักษณะต่างๆของธาตุทั้ง ๔ กำลังประจักษ์อยู่ในปัจจุบันขณะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงพึงตามกำหนดรู้เท่าทันอาการเหล่านั้นตามความเป็นจริง วิธีปฏิบัติก็คือ พึงเคลื่อนไหวร่างกายให้เชื่องช้าเท่าที่สามารถจะทำได้ หากผู้ปฏิบัติเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแล้วสติจะตามรู้อาการเคลื่อนไหวนั้นได้ไม่ละเอียด เพราะไม่สามารถรับรู้อาการเคลื่อนไหวตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึงที่สุดได้ทัน ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ปฏิบัติจึงพึงเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้าและตามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏขึ้นอยู่ อันจะช่วยให้สติมีความต่อเนื่องอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน สติซึ่งต่อเนื่องนี้จะส่งผลให้เกิดสมาธิที่แน่วแน่อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน สามารถตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวได้ตั้งแต่เบื้องต้นของอาการจนถึงที่สุดของอาการโดยปราศจากความฟุ้งซ่านรบกวนจิตใจ หรือถึงแม้จะมีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นก็สามารถกำหนดรู้ความฟุ้งซ่านนั้นได้ทันที สมาธิที่มีกำลังนี้จะส่งผลให้เกิดปัญญารู้แจ้งสภาวธรรมทางกายกับจิตเหล่านี้ตามความเป็นจริง หลังจากนั้นเมื่อวิปัสสนาญาณได้พัฒนามากขึ้น ก็จะสามารถบรรลุถึงคุณธรรมขั้นสูงสุดคือ มรรค ผล นิพพาน ได้

          ผู้ปฏิบัติพึงตามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะและพยายามจดจ่อที่อาการนั้นตั้งแต่เบื้องต้นของอาการจนกระทั่งถึงที่สุดของอาการ ผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติตามนัยนี้จะสามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว

          หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ นอกจากผู้ปฏิบัติจะต้องจดจ่อต่อเนื่องให้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์แล้ว ยังต้องรับรู้แต่สภาวะปรมัตถ์ด้วย หากผู้ปฏิบัติไปจดจ่อตามรู้ที่สมมติบัญญัติก็จะไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เมื่อวันก่อนอาตมาได้อธิบายวิธีการตามรู้อิริยาบถต่างๆอันได้แก่การยืน-การเดิน-การนั่ง-การนอน รวมทั้งการกำหนดในขณะนั่งว่า “พองหนอ…ยุบหนอ…นั่งหนอ…ถูกหนอ”ไปแล้ว วันนี้อาตมาจะอธิบายแนวทางการตามกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานเหล่านี้ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ท่านสาธุชนทั้งหลายมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการจดจ่ออยู่กับอารมณ์กรรมฐานเหล่านั้น

          ก่อนอื่น ผู้ปฏิบัติที่ต้องการจะเจริญวิปัสสนากรรมฐานต้องพยายามหาสถานที่วิเวกก่อน เพราะสถานที่วิเวกอันเป็นความสงัดแห่งกาย(กายวิเวก)เป็นพื้นฐานแห่งการเกิดความสงัดแห่งจิต(จิตตวิเวก)ตามมา ผู้ปฏิบัติพึงปลีกตนเองจากหมู่คณะ จากสถานที่วุ่นวายในบ้านเรือนของตน ไปอยู่ในสำนักกรรมฐานหรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่เงียบสงัด หลังจากนั้น พึงตั้งกายให้ตรง นั่งในท่านั่งที่เหมาะสมกับตนเอง อาจจะเป็นการนั่งแบบซ้อนเท้าเหมือนกับที่ชาวอินเดียนิยมนั่งกัน หรือนั่งเรียงเท้าแบบพม่า หรือนั่งโดยใช้เท้าขวาทับเท้าซ้ายอย่างที่นิยมนั่งกันอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจนั่งในท่าใดท่าหนึ่งที่เหมาะสมกับตนเอง เช่นนั่งพับเพียบ เป็นต้น เมื่อนั่งในท่าที่เหมาะสม ตั้งกายตรงโดยไม่งอหลัง-งอลำคอ-หรืองอเอวแล้ว พึงตามรู้อาการพองและอาการยุบโดยตั้งจิตจดจ่ออยู่ที่ท้องของตน ขณะที่สูดลมหายใจเข้าไปท้องจะมีอาการพองออกมา และขณะที่หายใจออกท้องจะมีอาการยุบลง  อาการพองกับอาการยุบนี้เป็นลักษณะเฉพาะหรือพิเศษ(สภาวลักษณะ)ของธาตุลม(วาโยธาตุ)ซึ่งเป็นลักษณะหย่อนหรือตึง เมื่อหายใจเข้าจะมีลักษณะตึงขึ้น ขณะหายใจออกจะมีลักษณะหย่อนลง อย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติบางคนไปจดจ่อเพียงเฉพาะที่เหนือสะดือ ๒ นิ้วหรือ ๓ นิ้วเท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะบริเวณท้องทั้งหมดนี้เป็นอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสถานที่ที่ธาตุลมเคลื่อนไหวไปมา ดังนั้นพึงตามรู้อาการเคลื่อนไหวอันเกิดขึ้นที่หน้าท้องทั้งหมดจึงจะถูกต้อง

          ขณะที่กำหนดว่า“พองหนอ” พึงตามรู้อาการเคลื่อนไหวของท้องที่ค่อยๆพองขึ้นจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน เป็นลักษณะตึงของธาตุลม(วาโยธาตุ)จากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง ขณะนั้นผู้ปฏิบัติไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของท้องอันเป็นสมมติบัญญัติ เพราะอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ต้องเป็นสภาวะปรมัตถ์หรือเป็นธรรมชาติที่มีจริงเท่านั้น ฉะนั้น พึงใส่ใจต่ออาการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นลักษณะตึงขึ้น-หย่อนลงอันเป็นลักษณะพิเศษของธาตุลม(วาโยธาตุ)

          ขณะที่กำหนดว่า“ยุบหนอ” พึงตามรู้อาการยุบลงของท้องซึ่งค่อยๆเคลื่อนไหวหย่อนลงจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง ขณะนั้นไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของท้องที่เป็นสมมติบัญญัติ พึงตามรู้อาการเคลื่อนไหวที่หย่อนลงซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์เท่านั้น โดยสรุปแล้ว ในขณะที่ตามรู้อาการพอง-อาการยุบนี้ พึงตามกำหนดรู้ให้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์และสักแต่ตามกำหนดรู้อาการที่เคลื่อนไหวจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง ไม่พึงรับรู้สัณฐานของท้องแต่อย่างไร

          ขณะที่กำหนดว่า“นั่งหนอ” พึงตามรู้อาการตั้งตรงของร่างกายส่วนบนทั้งหมด ไม่พึงตามรู้เฉพาะอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ แขน มือ หรือลำตัว ทั้งนี้เพราะอวัยวะเหล่านี้จัดว่าเป็นสมมติบัญญัติเนื่องจากเป็นสิ่งที่เราสมมติรวมๆขึ้นมา แต่อาการตั้งตรงซึ่งเป็นลักษณะเคร่งตึงและค้ำจุนนั้นเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุลม(วาโยธาตุ) ในขณะที่อาการนั่งเกิดขึ้นผู้ปฏิบัติจึงพึงตามรู้อาการตั้งตรงและค้ำจุน โดยไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกาย รวมทั้งพยายามกำหนดรู้ให้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น

ขณะที่กำหนดรู้ว่า“ถูกหนอ” ก็ไม่พึงใส่ใจต่อสมมติบัญญัติเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะกำลังกำหนดตามรู้อาการสัมผัสของมือทั้งสองข้างที่ถูกกัน หรือริมฝีปากบน-ล่างที่สัมผัสถูกกัน หรืออาการสัมผัสที่สะโพกสองข้างหรือขาสองข้างถูกกับพื้นอยู่ก็ตาม ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกายที่สัมผัสกันอยู่ ทั้งอวัยวะของร่างกายที่สัมผัสกันเอง หรืออวัยวะของร่างกายที่สัมผัสกับพื้นก็ตาม พึงตามกำหนดรู้เฉพาะอาการหรือสภาวธรรมให้เท่าทันและสักแต่ตามรู้สภาวธรรมหรืออาการสัมผัสนั้น จดจ่อลงไปที่อาการนั้นให้ชัดเจนว่าขณะที่เกิดการสัมผัสและกำหนดว่า“ถูกหนอ”นี้ยังมีสภาวธรรมอื่นเกิดขึ้นอีกบ้างไหม กล่าวคือ ในอาการสัมผัสจะมีความอ่อน-ความแข็ง, ความเย็น-ความร้อน, ความหย่อน-ความตึงเกิดขึ้นมา เมื่อผู้ปฏิบัติพยายามสังเกตและรับรู้เท่าทันอาการ“ถูก”อย่างชัดเจนและบริบูรณ์เช่นนี้แล้ว ก็จัดว่าจิตของผู้ปฏิบัติได้รับรู้อารมณ์ปรมัตถ์เพียงอย่างเดียว

          ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานพึงทำความเข้าใจในอารมณ์กรรมฐานสองประเภทเสียก่อน ประเภทแรกคืออารมณ์ที่เป็นสมมติบัญญัติ ประเภทที่สองคืออารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ อารมณ์ของกรรมฐานที่เป็นสมมติบัญญัติเป็นอารมณ์ที่เราบัญญัติขึ้นมาจากการสมมุติ มิใช่อารมณ์ที่มีอยู่เสมอโดยไม่แปรปรวน ส่วนอารมณ์กรรมฐานที่เป็นสภาวะปรมัตถ์นั้นเป็นอารมณ์ที่เป็นจริงอยู่เสมอ ไม่แปรปรวนเพราะกาลเวลา ไม่แปรปรวนเพราะสถานที่ ไม่แปรปรวนเพราะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อารมณ์กรรมฐานที่เป็นสภาวะปรมัตถ์นี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้ชัดเจนอยู่เสมอ ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่ และกับทุกคน

          สภาวะบัญญัติกับสภาวะปรมัตถ์นั้นมีความแตกต่างกัน สภาวะบัญญัติเป็นสิ่งที่ชาวโลกต่างสมมติกันขึ้นมาเพื่อใช้เรียกสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม เช่น เรียกสิ่งมีชีวิตนี้ว่าบุรุษ หรือเรียกว่าสตรี ลักษณะแบบนี้สมมุติเรียกกันว่าเป็นบ้าน เป็นรถ เป็นสิ่งของต่างๆ  สมมติบัญญัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ สามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัด เช่น วัดความสูง-ความต่ำ วัดสีสันต่างๆ โดยสามารถใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์พิสูจน์หาผลจากลักษณะสัณฐานของสมมติบัญญัติเหล่านี้ได้ แต่สภาวะปรมัตถ์นั้นเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติรับรู้ได้ด้วยใจของตนเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นด้วยดวงตา ไม่สามารถพิสูจน์ได้โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดๆ

          ผู้ปฏิบัติที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่จะสามารถรับรู้ถึงสภาวะปรมัตถ์ได้จากประสบการณ์ของตนเอง อาทิเช่น ขณะที่นั่งกรรมฐานอยู่ บางครั้งเกิดความรู้สึกว่ากำลังนั่งอยู่บนแผ่นหินหรือเหล็กซึ่งแข็งมาก บางครั้งก็รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนสำลีหรือปุยนุ่นอันอ่อนนุ่ม ความรู้สึกที่ผู้ปฏิบัติรับรู้อาการแข็งกับอาการอ่อนเช่นนี้จัดว่าเป็นปัญญาที่หยั่งรู้ลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุดิน(ปฐวีธาตุ)อันได้แก่ความอ่อน-ความแข็งนั่นเอง

ขณะที่นั่งกรรมฐานอยู่ บางครั้งจะรู้สึกร้อนมากเหมือนถูกไฟเผา หรือรู้สึกว่ามีความร้อนกระจายออกมาจากร่างกาย บางครั้งกลับรู้สึกเย็นจัดเหมือนนั่งอยู่บนก้อนน้ำแข็ง หรือคล้ายมีใครเอาน้ำแข็งมาลูบตามร่างกาย จัดว่าเป็นการรู้แจ้งลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุไฟ(เตโชธาตุ)อันได้แก่ความเย็น-ความร้อน  อันที่จริงแล้ว สภาวะปรมัตถ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในสมมติบัญญัติต่างๆ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเห็นด้วยดวงตา แต่รับรู้ได้ด้วยจิตที่ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญาซึ่งรู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริงเท่านั้น

          นอกจากการรับรู้ลักษณะเฉพาะของธาตุทั้งสองแล้ว  ขณะตามกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหว…ตามรู้ความหย่อนของท้องขณะเกิดอาการยุบ…ความตึงของท้องขณะเกิดอาการพอง…อาการเหล่านี้เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุลม(วาโยธาตุ)อันได้แก่ลักษณะหย่อนหรือตึง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของรูปธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ในสมมติบัญญัติ ผู้ปฏิบัติจะรับรู้ลักษณะพิเศษนี้ได้ด้วยประสบการณ์ของตนเองขณะที่มีสมาธิมากขึ้นแล้ว นอกจากนั้น แม้แต่ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น ความเจ็บปวด…เมื่อยขบ…เหน็บชา…คัน…ร้อน…จุกเสียด ฯลฯ เหล่านี้ ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถรับรู้ได้เมื่อมีสมาธิมากขึ้น เป็นสภาวะปรมัตถ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในสมมติบัญญัติคือร่างกายของเราเอง

          โดยสรุปแล้ว อารมณ์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานคืออารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์หรือเป็นธรรมชาติที่มีจริงเท่านั้น อาทิเช่น ลักษณะเย็น-ร้อน, อ่อน-แข็ง, หย่อน-ตึง, ไหล-เกาะกุม ลักษณะเหล่านี้รวมทั้งสภาวธรรมต่างๆทางจิต เช่น ความรู้สึก….ความฟุ้งซ่าน…หรือสภาวธรรมการเห็น ฯลฯ  เป็นธรรมชาติที่มีจริงอันเกิดขึ้นในร่างกายที่กว้างศอก-ยาววา-หนาคืบ  ผู้ปฏิบัติพึงตามกำหนดรู้เท่าทันสภาวะปรมัตถ์เหล่านี้ในขณะที่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นมา โดยไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานที่เป็นสมมติบัญญัติซึ่งเป็นความเคยชินและรับรู้มาตั้งแต่จำความได้ พึงเพ่งจิตจดจ่ออยู่ที่สภาวะปรมัตถ์อันได้แก่ลักษณะแข็ง-อ่อน, ร้อน-เย็น, หย่อน-ตึง, ไหล-เกาะกุม ตลอดจนความรู้สึกต่างๆเป็นอาทิ เมื่อนั้น จึงจัดว่าได้ปฏิบัติมาถูกทาง เพราะจิตรับรู้อารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์อย่างเดียว ก็จะสามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติได้

            สมมติบัญญัติกับสภาวะปรมัตถ์เหล่านี้เป็นสิ่งตรงกันข้ามซึ่งกันและกัน ขณะที่ผู้ปฏิบัติรับรู้สมมติบัญญัติอยู่ อารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์จะหายไป ในทางกลับกัน ขณะที่รับรู้อารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์อยู่ อารมณ์ที่เป็นสมมติบัญญัติก็จะหายไปเอง

          หลักสำคัญในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็คือ ตามกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์และพยายามจดจ่อกับอารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์เพียงอย่างเดียว โดยไม่พึงใส่ใจต่ออารมณ์ที่เป็นสมมติบัญญัติ

ในเบื้องแรกของการปฏิบัติธรรม สติของผู้ปฏิบัติยังไม่แก่กล้าพอ สมาธิก็ยังไม่แน่วแน่ในอารมณ์กรรมฐาน เป็นเหตุให้จิตของผู้ปฏิบัติต้องรับรู้สภาวะปรมัตถ์ที่มีบัญญัติเกิดร่วมด้วย อันหมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะยังไม่สามารถรับรู้อารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆได้ เช่น ขณะที่กำหนดว่า“พองหนอ…ยุบหนอ”ก็ยังรับรู้สัณฐานของท้องอยู่ด้วย ขณะที่กำหนดว่า“นั่งหนอ”ก็ยังรับรู้ร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ควบคู่ไปกับอาการตั้งตรง ขณะที่กำหนดว่า“ถูกหนอ”ก็ยังรับรู้สัณฐานของมือควบคู่ไปกับอาการสัมผัส ขณะกำหนดว่า“เดินหนอ”ก็รับรู้อาการเคลื่อนไหวไปพร้อมๆกับรับรู้สัณฐานของเท้าอยู่ เมื่อผู้ปฏิบัติมีสมาธิมากขึ้นจนกระทั่งบรรลุถึงภังคญาณ(วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๕)อันได้รับรู้ถึงความดับไปของสภาวธรรมที่กำหนดรู้อยู่ ผู้ปฏิบัติจึงจะรับรู้อารมณ์กรรมฐานเฉพาะที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ เช่น รับรู้ความแข็ง-ความอ่อน รับรู้ลักษณะไหล-เกาะกุม รับรู้ความเย็น-ความร้อน ความหย่อน-ความตึง และสักแต่รับรู้ว่ามีความรู้สึกเป็นสุข-เป็นทุกข์หรือวางเฉย สักแต่รับรู้ว่าเป็นความโลภ-ความโกรธ-หรือความฟุ้งซ่าน สักแต่รับรู้ว่ามีสภาวธรรมการเห็นเกิดขึ้น เป็นต้น โดยไม่รับรู้สมมติบัญญัติที่เป็นสัณฐานของอารมณ์กรรมฐานนั้นๆเลย

          แม้ว่าในเบื้องแรกของการปฏิบัติจะมีอารมณ์ที่เป็นสมมติบัญญัติควบคู่ไปกับอารมณ์ปรมัตถ์ก็ตาม ผู้ปฏิบัติไม่พึงสนใจต่อรูปร่างสัณฐานที่เป็นสมมติบัญญัติเหล่านั้น พึงตั้งสติจดจ่อที่สภาวะปรมัตถ์อันเป็นอาการเคลื่อนไหวเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติต่อไปได้ หลักที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถตัดสินได้ด้วยตนเองว่าตนก้าวหน้าในการปฏิบัติแล้วหรือยัง  คือ หากจิตของผู้ปฏิบัติยังรับรู้อารมณ์ที่เป็นสมมติบัญญัติอยู่ เช่น ขณะกำหนดว่า“พองหนอ-ยุบหนอ”ยังรับรู้ว่ามีสัณฐานของท้อง ขณะเดินจงกรมอยู่ยังรับรู้ว่ามีสัณฐานของเท้าที่เคลื่อนไหว จัดว่ายังไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเท่าที่ควร แต่หากผู้ปฏิบัติรับรู้เพียงอารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์เท่านั้น คือ รับรู้ว่ามีเพียงอาการพอง-อาการยุบโดยไม่มีสัณฐานของท้อง…รับรู้เพียงอาการนั่งที่เป็นอาการตั้งตรงเหมือนไม้บรรทัดหรือเหมือนหินแท่งทึบ โดยไม่รับรู้สัณฐานของร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ รับรู้เพียง“อาการถูก”อันเป็นอาการสัมผัสที่เกิดขึ้นโดยไม่รับรู้ว่ามีมือสองข้างที่กระทบกันอยู่…รับรู้ว่ามีเพียงอาการเคลื่อนไหวของเท้าที่เดินอยู่โดยไม่รับรู้สัณฐานของเท้า หากผู้ปฏิบัติรับรู้ได้ว่าตนเองสักแต่กำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์อย่างเดียว ก็จัดว่าได้ก้าวหน้าในการปฏิบัติแล้ว

3. สาตจฺจกิริยาย สมฺปาเทติ : ผู้ปฏิบัติย่อมอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้าด้วยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ก่อนอื่น อาตมาขอทบทวนว่า วิธีอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้าประการแรกนั้น ผู้ปฏิบัติพึงเข้าใจว่าสังขารธรรม(รูปธรรมกับนามธรรม)ที่เกิดขึ้นทุกอย่างมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา และวิธีอบรมอินทรีย์ประการที่สองคือ พึงปฏิบัติโดยจดจ่ออยู่ที่อารมณ์กรรมฐานเพื่อรับรู้ถึงความดับไปของสังขารธรรมเหล่านั้นจากประสบการณ์ของตนเอง

ผู้ปฏิบัติยังต้องประกอบด้วยวิธีอบรมอินทรีย์ประการที่ ๓ คือ พึงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับไป เป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา กำหนดว่า“ตื่นหนอ” ลืมตากำหนดว่า“ลืมหนอ” เมื่อลุกขึ้นกำหนดว่า“ลุกหนอ…ลุกหนอ” เป็นต้น ขณะที่นอนกำหนดว่า“นอนหนอ ถูกหนอ”หรือ“พองหนอ…ยุบหนอ”จนกระทั่งหลับไป การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับไปนั้น ก็เพื่อให้สติซึ่งเกิดขึ้นก่อนมีความต่อเนื่องกับสติที่เกิดตามมา…เพื่อให้สมาธิที่เกิดขึ้นก่อนเกิดความต่อเนื่องกับสมาธิที่เกิดตามมา…และเพื่อให้ปัญญาที่เกิดขึ้นก่อนมีความต่อเนื่องกับปัญญาที่เกิดตามมา จึงจัดว่าสามารถอบรมอินทรีย์ประการที่ ๓ คือ การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องได้

          ในยุคสมัยก่อนๆเมื่อยังไม่มีไฟฟ้าเหมือนในปัจจุบันนั้น หากต้องการก่อไฟจะต้องนำไม้สองท่อนมาเสียดสีกัน บุคคลที่จะก่อไฟต้องพยายามเสียดสีไม้ทั้งสองท่อนนี้ให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนเกิดความร้อนขึ้นและเกิดเปลวไฟตามมา ผู้ปฏิบัติก็เปรียบได้กับคนที่พยายามสีไม้ให้เกิดเปลวไฟนั่นเอง การตามรู้ปัจจุบันอารมณ์จึงต้องมีความต่อเนื่องอยู่เสมอ หากขาดช่วงก็จะไม่สามารถเกิดสมาธิที่แน่วแน่ในอารมณ์กรรมฐานและปัญญารู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริงได้ แต่หากผู้ปฏิบัติประกอบด้วยสติที่ต่อเนื่องโดยพยายามกำหนดให้สติที่เกิดก่อนมีความต่อเนื่องกับสติที่เกิดตามมา…พยายามกำหนดให้สมาธิที่เกิดขึ้นก่อนมีความต่อเนื่องกับสมาธิที่จะเกิดตามมา…และพยายามให้ปัญญาซึ่งเกิดขึ้นมีความต่อเนื่องกับปัญญาที่จะเกิดตามมา เสมือนกับคนที่สีไม้ให้เกิดเปลวไฟนั่นเอง ด้วยวิธีนี้ สติ-สมาธิ-และปัญญาก็จะแก่กล้าขึ้นและก้าวหน้าในการปฏิบัติจนบรรลุถึงผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติธรรม คือบรรลุถึงมรรค ผล นิพพานได้

          พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงวิธีการกำหนดรู้อิริยาบถย่อยซึ่งผู้ปฏิบัติมักเผลอเรอลืมกำหนด โดยเข้าใจผิดไปว่าการปฏิบัติธรรมคือการเดินจงกรมกับการนั่งกรรมฐานเพียงสองอย่างเท่านั้น พระพุทธองค์จึงได้ตรัสหมวดสัมปชัญญะขึ้นในมหาสติปัฏฐานสูตร เพื่อเป็นการเน้นการกำหนดรู้อิริยาบถย่อยในชีวิตประจำวัน

            ในมหาสติปัฏฐานสูตรหมวดสัมปชัญญะ พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี โหติ :  ภิกษุย่อมกระทำการกำหนดรู้ในขณะก้าวไปข้างหน้าและในขณะถอยหลัง หมายความว่า ในขณะที่ก้าวไปข้างหน้า พึงกำหนดรู้สภาวธรรมอาการที่ก้าวไปข้างหน้านั้น  ในขณะที่ถอยหลังก็พึงกำหนดรู้อาการที่ถอยหลังนั้นเช่นเดียวกัน

          ในการเคลื่อนไปข้างหน้าหรือข้างหลังนี้ พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงวิธีการกำหนดในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ในขณะยืนมีการเคลื่อนไปข้างหน้า-มีการถอยหลัง ในขณะเดินมีการเคลื่อนไปข้างหน้า-มีการถอยไปด้านหลัง ในขณะนั่งก็มีอาการเคลื่อนไปข้างหน้า-อาการถอยไปด้านหลัง และในขณะนอนก็มีอาการเคลื่อนไปข้างหน้า-อาการเคลื่อนไปข้างหลังเช่นกัน

          ในการกำหนดรู้อิริยาบถเดินที่มีการก้าวไปข้างหน้าและการถอยหลังนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายก็ได้ปฏิบัติอยู่แล้วในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่นี้ นั่นก็คือ ในขณะที่เดินจงกรมไปข้างหน้าโดยตามรู้อาการเคลื่อนไหวของเท้าที่เคลื่อนจากด้านหลังไปสู่ด้านหน้าอยู่ กำหนดว่า“ขวาย่างหนอ…ซ้ายย่างหนอ” หรือ “ยกหนอ…เหยียบหนอ” หรือ “ยกหนอ…ย่างหนอ…เหยียบหนอ”นั้น  จัดว่าเป็นการตามรู้การเคลื่อนไปข้างหน้าหรือการก้าวไปข้างหน้า เมื่อก้าวไปจนกระทั่งสิ้นสุดแล้วจึงหยุดอยู่กำหนด ไม่พึงกลับตัวทันที ผู้ปฏิบัติพึงหลับตากำหนดรู้ ถ้าเกื้อกูลต่อการรู้ แต่ถ้าไม่เกื้อกูลก็ไม่พึงหลับตา พึงตามกำหนดรู้อาการตั้งตรงของร่างกายทั้งหมด กำหนดว่า“ยืนหนอ…ยืนหนอ…ยืนหนอ”ประมาณ ๑๐ ครั้ง หลังจากนั้นจึงลืมตาขึ้นกำหนดว่า“ลืมหนอ” ก่อนที่ผู้ปฏิบัติจะหันกายกลับ หากรู้สึกว่ามีจิตที่ต้องการจะหันกลับ พึงกำหนดรู้ว่า“อยากกลับหนอ…อยากกลับหนอ”หรือ“อยากหันหนอ…อยากหันหนอ” ประมาณ ๑ หรือ ๒ ครั้ง จากนั้นจึงหันกายกลับไปโดยกำหนดว่า“กลับหนอ…กลับหนอ…กลับหนอ”หรือ“หันหนอ…หันหนอ…หันหนอ” อาการหันกลับนี้เป็นลักษณะของการถอยหลังในหมวดสัมปชัญญะนี้

          แม้ว่าในการเจริญสติปัฏฐานหมวดสัมปชัญญะจะอยู่ในกายานุปัสสนาที่สอนให้ตามรู้กายอันเป็นการตามรู้อาการเคลื่อนไหวของร่างกายเพียงอย่างเดียวก็ตาม แต่พระพุทธองค์ก็ตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติตามรู้อารมณ์ที่ปรากฏชัดที่สุดในปัจจุบันขณะ หากในปัจจุบันขณะมีรูปธรรมปรากฏชัดก็พึงกำหนดรู้รูปธรรมนั้น หากในปัจจุบันขณะมีนามธรรมปรากฏชัดก็พึงกำหนดรู้นามธรรมนั้นตามความเป็นจริง ตราบจนกระทั่งผู้ปฏิบัติมีสมาธิมากขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถรับรู้จิตที่ต้องการจะหันตัวกลับได้ พึงกำหนดรับรู้จิตที่ต้องการจะหันตัวกลับนั้นว่า“อยากกลับหนอ”หรือ“อยากหันหนอ” แล้วจึงค่อยๆหันกายกลับโดยกำหนดว่า“กลับหนอ…กลับหนอ”หรือ“หันหนอ…หันหนอ”

          ขณะตามรู้จิตที่ต้องการจะหันกายกลับนั้น ผู้ปฏิบัติไม่พึงฝืนธรรมชาติ ถ้ายังไม่รู้สึกว่ามีจิตที่ต้องการจะหันกายกลับ ก็ไม่พึงกำหนดว่า“อยากกลับหนอ”หรือ“อยากหันหนอ” เพราะจะเป็นการสักแต่บริกรรมเท่านั้น การสักแต่บริกรรมนั้นไม่เกิดประโยชน์ในการเจริญสติปัฏฐานเลย เพราะอารมณ์กรรมฐานในสติปัฏฐานจะต้องเป็นสภาวะปรมัตถ์เท่านั้น  โดยธรรมชาติแล้วหากรูปธรรมยังไม่ปรากฏชัดเจน นามธรรมจะปรากฏชัดเจนไปไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อใดที่รูปธรรม(เช่นอาการพอง-อาการยุบ-หรืออาการเดิน)ปรากฏชัดเจน จิตที่ต้องการจะเคลื่อนไหวหรือขยับร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นจึงจะชัดเจนขึ้น เมื่อนั้นผู้ปฏิบัติก็จะสามารถรับรู้จิตนั้นได้ พึงกำหนดรู้จิตที่ต้องการจะหันกายกลับ ทำความเข้าใจว่าขณะนั้นจิตที่ต้องการจะหันกายกลับกำลังเกิดขึ้น กำหนดรู้อาการของจิตว่า“อยากกลับหนอ”หรือ”อยากหันหนอ”โดยไม่เพียงสักแต่บริกรรมเท่านั้น

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถรับรู้ว่ามีจิตที่ต้องการจะหันกายกลับเกิดขึ้น จัดว่าได้ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณถึง ๒ ขั้นด้วยกัน

          วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ ซึ่งเกิดกับผู้ปฏิบัติคือ นามรูปปริจเฉทญาณ : ญาณที่จำแนกความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมได้ หมายถึง ขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่ามีจิตที่ต้องการจะหันกายกลับเกิดขึ้น จิตนี้มีลักษณะรับรู้อารมณ์ได้ ส่วนกายที่หันกลับมาตามที่จิตสั่งนั้นเป็นสภาวธรรมที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ มีลักษณะเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกจิตบังคับให้กระทำอาการ การรับรู้เช่นนี้จัดว่าเป็นการจำแนกความแตกต่างระหว่างรูปธรรมคือกายของเรา กับนามธรรมคือจิตที่คิดอยากจะหันกายกลับ จึงจัดว่าประกอบด้วยวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณที่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างนามธรรมกับรูปธรรมได้ ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะรับรู้ว่าไม่มีบุคคล-ไม่มีตัวเรา-ไม่มีของเรา-ไม่มีบุรุษ-ไม่มีสตรี มีเพียงสภาวธรรมทางกายกับสภาวธรรมทางจิตเกิดขึ้นเพียงสองอย่าง โดยความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันเท่านั้น

          นอกจากนั้นผู้ปฏิบัติยังจะเกิดความรู้อีกว่า จิตที่คิดอยากจะหันกายกลับได้เกิดขึ้นมาก่อน แล้วจึงเกิดอาการหันกายกลับตามมา  จิต(นามธรรม)ที่คิดอยากจะหันกายกลับมาเป็น“เหตุ”  ส่วนกาย(รูปธรรม)ที่หันกลับหรือหันมาตามที่จิตสั่งนั้นเป็น“ผล”  ความประจักษ์ว่านามธรรมเป็นเหตุให้เกิดรูปธรรมในขณะนั้น จัดว่าเป็นปัญญาที่รู้แจ้งวิปัสสนาญาณขั้นที่๒ คือ ปัจจยปริคคหญาณ : ปัญญาที่รู้แจ้งเหตุและผลของสภาวธรรมที่กำลังกำหนดรู้อยู่

          พระอรรถกถาจารย์ได้เรียกบุคคลที่บรรลุถึงญาณที่ ๒ นี้ว่าเป็น จุลโสดาบัน หรือพระโสดาบันขั้นต่ำ-พระโสดาบันขั้นเล็ก ยังไม่ใช่มหาโสดาบัน-หรือพระโสดาบันขั้นสูง (หากตายไป)ในขณะที่บรรลุญาณที่ ๒ นี้ผู้ปฏิบัติจะไม่ตกไปในอบายภูมิ เพราะเกิดความเข้าใจว่าไม่มีคน-สัตว์-บุคคล-ตัวตน-เรา-เขาแต่อย่างไร

          อาตมาได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า-และไปข้างหลัง(ตามศัพท์ว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต)ในการเดินจงกรมไปแล้ว จากนี้จะได้อธิบายการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าและไปข้างหลังในอิริยาบถยืนต่อไป

          ในขณะที่ยืนกำหนดอารมณ์กรรมฐานอยู่นั้น อาจมีอาการเคลื่อนหรือโยกไปข้างหน้า หรือมีอาการเคลื่อนหรือโยกไปข้างหลัง หากเคลื่อนไปข้างหน้า พึงกำหนดว่า“เคลื่อนหนอ…เคลื่อนหนอ” และตามกำหนดรู้อาการนั้นตามความเป็นจริง  บางครั้งขณะที่ยืนอยู่ผู้ปฏิบัติก็อาจต้องการจะก้มกายลงไปเพื่อหยิบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พึงกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะน้อมกายก้มลงไป โดยกำหนดว่า“อยากเคลื่อนหนอ”หรือ“อยากโยกหนอ” จากนั้นจึงกำหนดว่า“โยกหนอ…โยกหนอ” หรือ “น้อมหนอ…น้อมหนอ” หรือ “เคลื่อนหนอ…เคลื่อนหนอ”ตามอาการนั้นๆ

          ในการตามรู้จิตที่ต้องการจะโยกกายนั้น พึงกำหนดรู้ก่อนที่อาการโยกจะเกิดขึ้น(ก่อนที่ตัวจะโยกหรือเคลื่อนไหว) พึงกำหนดรู้ให้เท่าทันจิตก่อนว่า“อยากโยกหนอ”หรือ“อยากเคลื่อนหนอ” จากนั้นจึงเคลื่อนไหวกายตามมาโดยกำหนดว่า“เคลื่อนหนอ”หรือ“โยกหนอ” พึงอย่าเคลื่อนตัวไปพร้อมๆกับการบริกรรมว่า“อยากเคลื่อนหนอ”หรือ“อยากโยกหนอ”

          แม้ในขณะที่เคลื่อนไหวร่างกายไปข้างหน้าและกำหนดว่า“เคลื่อนหนอ”หรือ“โยกหนอ”นี้ ก็ไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกาย(เช่น ศีรษะ หรือลำตัว) พึงตามรู้แต่เฉพาะสภาวะปรมัตถ์อันได้แก่อาการเคลื่อนไหวของร่างกายที่เคลื่อนจากด้านหลังไปสู่เบื้องหน้า ทั้งนี้เพราะสัณฐานต่างๆของร่างกายเป็นสมมติบัญญัติที่เราได้สมมุติและบัญญัติรับรู้กันขึ้นมา ไม่ใช่เป็นสภาวะปรมัตถ์ที่มีจริง

          นอกจากจะไม่พึงใส่ใจต่อสมมติบัญญัติ(สัณฐานต่างๆของร่างกาย)แล้ว ผู้ปฏิบัติพึงพยายามตามกำหนดรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์อันหมายถึงอาการเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่สติมีความต่อเนื่องในอารมณ์กรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจะสามารถรับรู้ได้ถึงความหนักที่ค่อยๆเคลื่อนจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง ความหนักดังกล่าวนี้มิใช่อาการของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เป็นความหนักของร่างกายทั้งหมด

          ผู้ที่สามารถรับรู้ถึงความหนักที่เกิดขึ้นในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวไปข้างหน้า-หรือย่อกายลง-หรือเหยียดแขนออก อันเป็นอาการเคลื่อนจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่างนี้ เป็นการรับรู้ลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุดิน(ปฐวีธาตุ)และธาตุน้ำ(อาโปธาตุ) เพราะในขณะนั้น ปฐวีธาตุกับอาโปธาตุเป็นประธาน

          เมื่อเคลื่อนกายไปข้างหน้าเสร็จแล้วและต้องการจะเคลื่อนกายกลับมาด้านหลังเพื่อให้กายตั้งตรง ขณะนั้นหากรู้สึกว่ามีจิตที่ต้องการจะเคลื่อนไหวร่างกายให้ตั้งตรงเกิดขึ้น พึงตามรู้จิตที่คิดอยากจะเคลื่อนนั้น กำหนดว่า“อยากเคลื่อนหนอ”หรือ“อยากยืดหนอ” จากนั้นจึงตามรู้อาการเคลื่อนของกายโดยกำหนดว่า“เคลื่อนหนอ” หรือ “ยืดหนอ”ให้ทันปัจจุบันขณะ

          ในขณะที่ทำอาการเคลื่อนกายกลับมาด้านหลังเพื่อตั้งกายหรือยืดกายให้ตรง ก็ตามรู้อาการนั้นตามความเป็นจริงอย่างละเอียดในแต่ละขณะ จากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่ง ให้ชัดเจนมากที่สุด กำหนดว่า“เคลื่อนหนอ…เคลื่อนหนอ” หรือ “ยืดหนอ…ยืดหนอ”

          ขณะที่ผู้ปฏิบัติตามรู้อาการยืดกายอยู่นั้น นอกจากจะพึงตามรู้ให้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติยังไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกายที่กำลังยืดอยู่ คือไม่พึงรับรู้ว่าอาการยืดนี้เป็นอาการยืดของหลัง-ของเอว-หรือของร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใด เพียงเอาสติตามรู้อาการเคลื่อนไหวจากระยะหนึ่งๆไปสู่อีกระยะหนึ่งๆซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์ที่เกิดขึ้นจริง กำหนดรู้อาการเคลื่อนนั้นว่า “เคลื่อนหนอ” หรือ “ยืดหนอ”

          หลังจากที่ผู้ปฏิบัติได้พยายามตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ อันได้แก่อาการเคลื่อนไหวที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ โดยมิได้สักแต่บริกรรมว่า“เคลื่อนหนอ”หรือ“ยืดหนอ” และมิได้ใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกายว่ากำลังยืดส่วนใดอยู่ ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดสมาธิที่แน่วแน่ในอารมณ์กรรมฐาน และเกิดปัญญารู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่า ขณะที่กายทำอาการเคลื่อนยืดขึ้นอยู่นี้จะมีความเบาเคลื่อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบนด้วย

          การที่ผู้ปฏิบัติรับรู้ถึงความเบาที่ค่อยๆเคลื่อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบนได้นี้ จัดว่าเป็นการรู้แจ้งลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุไฟ(เตโชธาตุ)กับธาตุลม(วาโยธาตุ) เพราะธาตุไฟกับธาตุลมเป็นประธานในขณะที่มีความเบาเกิดขึ้น

          ในขณะที่ผู้ปฏิบัติได้รับรู้ถึงจิตที่คิดอยากจะยืดกาย โดยกำหนดว่า“อยากยืดหนอ”นี้ จัดว่าเป็นผู้ที่ได้รู้แจ้งวิปัสสนาญาณถึง ๒ ขั้นด้วยกัน

          ขณะนั้นจะรู้สึกว่าจิตที่คิดอยากจะยืดกายอันเป็นนามธรรมที่สามารถรับรู้อารมณ์ได้นั้นเกิดขึ้นก่อน ส่วนร่างกายที่ยืดโดยความเป็นผลตามมานั้นเป็นรูปธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความรู้สึกนี้นับว่าเป็นการรู้แจ้งวิปัสสนาขั้นที่หนึ่งคือ นามรูปปริจเฉทญาณ : สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างนามธรรมกับรูปธรรมได้ ขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกว่ามีตัวเรา-มีบุรุษ-หรือมีสตรีที่กำลังยืดกายอยู่ มีเพียงสภาวธรรมทางจิต(จิตที่คิดอยากจะยืดกาย)เกิดขึ้นก่อน และสภาวธรรมทางกาย(อาการยืดกาย)เกิดขึ้นตามมา ขณะนั้นมีเพียงกายกับจิตเกิดขึ้นเพียงสองอย่างเท่านั้น ไม่มีตัวเรา-ไม่มีบุรุษ-ไม่มีสตรีแต่อย่างใด

          ถ้าปราศจากจิตที่คิดอยากจะยืดกาย ร่างกายจะไม่สามารถยืดได้เลย เพราะจิตที่คิดอยากจะยืดกายเป็นตัวสั่งให้กายยืดขึ้นไปตามความต้องการของจิต ดังที่โบราณาจารย์ได้กล่าวว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ใจเป็นผู้สั่งงาน ส่วนกายก็ทำตามที่ใจสั่ง ฉะนั้น เมื่อมีจิตที่คิดอยากจะยืดกายเกิดขึ้น แล้วผู้ปฏิบัติสามารถรู้เท่าทันจิตนั้นโดยกำหนดได้ว่า“อยากยืดหนอ” จัดว่าประกอบด้วยวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๒ คือ ปัจจยปริคคหญาณ : ปัญญาที่รู้แจ้งเหตุปัจจัยของสภาวธรรมที่กำลังกำหนดรู้อยู่ เพราะได้รับรู้ว่ามีจิตที่คิดอยากจะยืดกายเกิดขึ้นก่อนโดยความเป็น“เหตุ” หลังจากนั้นอาการยืดกายจึงเกิดขึ้นโดยความเป็น“ผล”ตามมา

          อาตมาได้อธิบายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าและยืดกายตรงในขณะยืนแล้ว ต่อไปจะได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าและไปด้านหลังในอิริยาบถนั่งต่อไป

          ในขณะที่ผู้ปฏิบัติกำลังกราบพระอยู่นั้น จะมีลักษณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวไปเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างชัดเจน  เริ่มต้นด้วยเมื่อต้องการจะยกมือขึ้นกราบพระ พึงกำหนดก่อนว่า“อยากยกหนอ” จากนั้นจึงตามรู้อาการยกมือขึ้น โดยกำหนดว่า”ยกหนอ…ยกหนอ”

          อันที่จริงแล้ว จิตที่คิดอยากจะเคลื่อนไหวร่างกายได้เกิดขึ้นมาก่อน จากนั้น จิตดังกล่าวได้สั่งงานไปยังธาตุลม(วาโยธาตุ)ที่แล่นอยู่ทั่วร่างกายให้ทำงานตามที่จิตสั่ง และธาตุลมก็เคลื่อนไหวทำให้มือยกขึ้น กำหนดได้ว่า“ยกหนอ…ยกหนอ…ยกหนอ” อาการยกขึ้นนี้เป็นอาการของวาโยธาตุซึ่งเป็นผลจากจิตที่คิดอยากจะยกมือนั่นเอง

          ในขณะที่ผู้ปฏิบัติจะเคลื่อนไหวร่างกาย หากรับรู้ได้ว่ามีจิตที่คิดอยากจะยกมือเกิดขึ้นก่อน ก็พึงกำหนดรู้จิตนั้นว่า“อยากยกหนอ…อยากยกหนอ” แต่หากยังไม่รู้สึกว่ามีจิตที่คิดอยากจะยกมือเกิดขึ้น ก็ไม่พึงต้องกำหนดเพราะจะเป็นการสักแต่บริกรรม อันเป็นสมมติบัญญัติ มิใช่เป็นสภาวะปรมัตถ์ที่แท้จริง

          หลังจากที่ยกมือขึ้นมาพนมที่อกในระดับหนึ่งแล้ว และจะยกมือขึ้นสูงถึงหน้าผาก พึงกำหนดต่อไปว่า“ยกหนอ…ยกหนอ…ยกหนอ” พยายามตามรู้อาการยกนั้นโดยละเอียด

          ขณะที่ก้มกราบลงพึงกำหนดว่า“ลงหนอ…ลงหนอ…ลงหนอ”  อาการที่ผู้ปฏิบัติเคลื่อนกายโน้มไปข้างหน้าจัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า อภิกกันตะ(เคลื่อนไปข้างหน้า) เมื่อกราบลงเรียบร้อยแล้ว และจะเคลื่อนกายย้อนกลับขึ้นมา ขณะที่ยืดกายเงยขึ้นมาจัดว่าเป็น ปฏิกกันตะ(เคลื่อนไปด้านหลัง) ขณะนั้นพึงกำหนดว่า“ขึ้นหนอ…ขึ้นหนอ…ขึ้นหนอ”ตามความเป็นจริง

          นอกจากนั้น ขณะที่กราบลงนี้ ผู้ปฏิบัติพึงตามรู้เฉพาะอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์อันได้แก่อาการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว อาทิ อาการเคลื่อนจากหน้าไปหลัง-เคลื่อนจากหลังมาหน้า-เคลื่อนลงกราบ-เคลื่อนยกกายขึ้น ไม่พึงทำความรู้สึกที่สัณฐานของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง คือไม่พึงรับรู้ว่าศีรษะ-หลัง-มือ-หรือลำตัว-กำลังเคลื่อนไหวอยู่ แต่เป็นอาการเคลื่อนไหวของกายโดยไม่เจาะจง  เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จัดว่าเป็นการรับรู้วาโยธาตุที่มีลักษณะเคลื่อนไหวอันเป็นสภาวะปรมัตถ์นั้น

          เมื่อได้พยายามตามรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์อันเป็นสภาวะปรมัตถ์ดังกล่าวนี้ นอกจากผู้ปฏิบัติจะสามารถรับรู้ถึงอาการเคลื่อนไหวซึ่งเกิดขึ้นจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่งแล้ว ยังจะสามารถรับรู้ถึงความหนักในขณะที่มีอาการเคลื่อนไหวจากหลังไปหน้าในขณะที่กราบลงได้อีกด้วย

          การที่ผู้ปฏิบัติสามารถรับรู้ถึงความหนักที่เกิดขึ้นขณะที่โน้มกายลงนี้ นับว่าเป็นการรู้แจ้งลักษณะของธาตุดิน(ปฐวีธาตุ)กับธาตุน้ำ(อาโปธาตุ) เพราะธาตุดินกับธาตุน้ำเป็นธาตุที่เกิดร่วมกัน มีอาการหนักเหมือนกัน

          เมื่อได้กราบลงแล้วและต้องการที่จะยกกายกลับขึ้นมา พึงกำหนดรู้จิตที่คิดอยากจะยกกายขึ้นนั้นและกำหนดว่า“อยากขึ้นหนอ” หลังจากนั้นก็กำหนดอาการเคลื่อนของกายว่า“ขึ้นหนอ…ขึ้นหนอ…ขึ้นหนอ” ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติไม่พึงใส่ใจต่อสัณฐานของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นมือที่เคลื่อนไหวจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน-หรือศีรษะ-หรือลำตัว พึงสักแต่ตามรู้อาการเคลื่อนจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่งเท่านั้น

          หลังจากที่ได้พยายามตามกำหนดรู้เพียงอาการเคลื่อนไหวอย่างเดียวอันเป็นสภาวะปรมัตถ์ แล้ว ผู้ปฏิบัติจะไม่รับรู้ว่ามีสัณฐานของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งกำลังเคลื่อนอยู่ มีเพียงอาการเคลื่อนไหวจากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นปัญญาก็จะพัฒนาต่อมาโดยรับรู้ถึงความเบาที่ค่อยๆเคลื่อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบนในขณะที่กำหนดว่า“ขึ้นหนอ…ขึ้นหนอ” การรับรู้ความเบานี้จัดว่าเป็นการรู้แจ้งลักษณะพิเศษเฉพาะของธาตุไฟ(เตโชธาตุ)กับธาตุลม(วาโยธาตุ) ธาตุทั้งสองนี้ประกอบร่วมกันและมีอาการเบาเหมือนกัน

          อาตมาได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนไปด้านหน้าและเคลื่อนไปด้านหลังในอิริยาบถนั่งแล้ว จากนี้จะได้อธิบายการเคลื่อนไปด้านหน้าและเคลื่อนไปด้านหลังในอิริยาบถนอนต่อไป

          เมื่อผู้ปฏิบัติประสงค์จะนอนและเดินไปยังที่นอน เมื่อถึงแล้วก็ทำอาการนั่งลงกำหนดว่า“นั่งหนอ” จากนั้นก็เคลื่อนกายเอนลงไปทางด้านหลังเพื่อที่จะลงนอน (นอนหงาย) อาการที่เอนกายลงนี้ จัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวจากหน้าไปหลัง กำหนดว่า“ลงหนอ…ลงหนอ” เมื่อได้นอนแล้วและจะลุกขึ้น พึงกำหนดว่า“ลุกหนอ…ลุกหนอ” อาการลุกนี้เป็นการเคลื่อนไหวจากหลังมาหน้า

          เมื่อได้นั่งลงบนที่นอนแล้วต้องการจะเอนกายลงนอน พึงกำหนดก่อนว่า“อยากเอนหนอ…อยากเอนหนอ” หลังจากนั้นจึงได้เอนกายลง กำหนดว่า“เอนหนอ…เอนหนอ”

          เมื่อทำอาการนอนอันเป็นอาการเหยียดออกของร่างกายในแนวระนาบ พึงกำหนดอาการนั้นว่า “นอนหนอ…นอนหนอ”

          เมื่อนอนแล้ว พึงกำหนดอารมณ์กรรมฐานคืออาการนอนนั้น โดยกำหนดว่า“นอนหนอ” หรือหากมีอาการพอง-ยุบชัดเจน พึงตามรู้อาการพอง-ยุบนั้นโดยกำหนดว่า“พองหนอ… ยุบหนอ”

          เมื่อถึงเวลาตื่นนอน หากรับรู้ว่ามีจิตที่ตื่นเกิดขึ้นมาก่อนก็พึงกำหนดว่า“ตื่นหนอ…ตื่นหนอ” จากนั้นก่อนที่จะลุกขึ้นอันเป็นการเคลื่อนไหวจากด้านหลังมาข้างหน้า พึงพยายามตามรู้อาการของจิตที่คิดอยากจะลุกก่อน กำหนดว่า“อยากลุกหนอ…อยากลุกหนอ” หลังจากนั้นจึงค่อยกำหนดอาการของกายว่า“ลุกหนอ…ลุกหนอ”

          ขณะที่กำหนดว่า“อยากลุกหนอ”นี้ จิตที่ต้องการจะลุกเกิดขึ้นด้วยความเป็น“เหตุ” และจิตนี้จะเป็นตัวสั่งให้ธาตุลม(วาโยธาตุ)ที่แล่นอยู่ทั่วร่างกายนั้นทำงาน ธาตุลมที่แล่นอยู่ในร่างกายก็จะทำงานตามที่จิตสั่ง จึงเกิดอาการลุกขึ้นตามมา ขณะนั้นผู้ปฏิบัติพึงตามรู้อาการลุกขึ้นโดยละเอียด โดยกำหนดว่า“ลุกหนอ…ลุกหนอ”หรือ“เคลื่อนหนอ…เคลื่อนหนอ”

          ผู้ปฏิบัติที่สามารถรับรู้ถึงจิตที่คิดอยากจะลุกก่อน โดยกำหนดว่า“อยากลุกหนอ”ได้นี้ จัดว่าเป็นบุคคลที่รู้แจ้งวิปัสสนาญาณ ๒ ขั้นด้วยกัน

          ในขณะที่รับรู้จิตที่คิดอยากจะลุกขึ้น-หรือจิตที่คิดอยากจะเอนกายลงนอนก็ตาม ผู้ปฏิบัติได้รับรู้ถึงวิปัสสนาญาณ ๒ ขั้น ขั้นแรกคือ นามรูปปริจเฉทญาณ : ปัญญาที่จำแนกความแตกต่างระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมได้ เพราะสามารถรับรู้ว่ามีจิตที่คิดอยากจะเอนกายหรือจิตที่คิดอยากจะลุกเกิดขึ้น จิตนี้มีลักษณะที่รับรู้อารมณ์ได้ ส่วนกายเป็นสภาพธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ในขณะนั้นมีเพียงกายกับจิตสองอย่าง ไม่มีตัวเรา-ไม่มีบุรุษ-ไม่มีสตรี อย่างที่เคยสำคัญผิดมาก่อนแต่อย่างใด

          จากนั้นจะรับรู้ด้วยว่า จิตที่คิดอยากจะเอนกายลงนอนหรือที่คิดอยากจะลุกขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นก่อนโดยความเป็น“เหตุ” แล้วจึงเกิดอาการเอนกายลงนอนหรืออาการขยับร่างกายขึ้นมาโดยความเป็น“ผล” ความรับรู้นี้จัดว่าเป็นการหยั่งรู้วิปัสสนาญาณขั้นที่สอง คือ ปัจจยปริคคหญาณ : ปัญญาที่รู้แจ้งเหตุและผลของสภาวธรรม เพราะรับรู้ว่าจิตที่คิดอยากจะเอนกายลง-จิตที่คิดอยากจะนอนลง-จิตที่คิดอยากจะลุกขึ้น-เป็น“เหตุ” ส่วนกายก็เคลื่อนไหวโดยความเป็น“ผล”ตามมา

          ในวันนี้อาตมาเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายประกอบด้วยความเข้าใจในการเคลื่อนไหวร่างกายไปเบื้องหน้าตามพระดำรัสว่าอภิกฺกนฺเต และเคลื่อนไหวร่างกายไปเบื้องหลังตามพระดำรัสว่าปฏิกฺกนฺเต ในอิริยาบถใหญ่ทั้งสี่ คือการยืน-เดิน- นั่ง-และนอน และสามารถบรรลุถึงผลสำเร็จแห่งการปฏิบัติตามสมควรแก่บารมีธรรมของตนด้วยเทอญ ขอเจริญพร

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view