เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 530,902
Page Views 695,871
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิธีเจริญวิปัสสนา (แบบพองยุบ)

วิธีเจริญวิปัสสนา (แบบพองยุบ)

       ขอย้อนกลับมาที่การเดินจงกรมต่อเมื่อกำหนดยืนหนอสักสามครั้งแล้ว จึงเริ่มเดิน ระยะที่หนึ่ง โดยกำหนดขวาย่างหนอซ้ายย่างหนอ การเดินจงกรมควรเดินให้เป็นธรรมชาติ แต่ให้ช้าลงกว่าการเดินปกติพอที่เราจะกำหนดเห็นอาการเคลื่อนไหวในการเดินชัดเจน และสติตามกำหนดได้ทันไม่เดินเกร็งขา หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ระยะก้าวสั้นๆพอประมาณคือปลายเท้าข้างหนึ่งห่างจากส้นเท้าอีกข้างหนึ่งเล็กน้อยหรืออาจพอดีกับส้นเท้าอีกข้างเพราะถ้าก้าวยาวกว่านี้จะทำให้เกิดการเกร็งของกร้ามเนื้อมากเกินไปทำให้เมื่อเดินนานๆจะปวดน่องหรือต้นขา การยกเท้าระหว่างย่างก็ไม่ต้องยกสูง ให้ยกขึ้นเพียงประมาณสองนิ้วจากพื้น แล้วเหยียบลงให้เต็มฝ่าเท้า ไม่ต้องใช้ปลายเท้าลงก่อนเพราะธรรมชาติของการเดินจะเป็นเช่นนั้นโดยปกติการเดินจะช้าลงเรื่อยๆเนื่องจากความละเอียดของการกำหนดแต่อย่าไปบังคับให้ช้าเพราะเป็นการฝืนธรรมชาติระยะทางที่ใช้เดินจงกรมนั้นยาวประมาณยี่สิบก้าวสั้นๆหรือประมาณห้าถึงหกเมตรให้เดินกลับไปมาในทางจงกรมนี้จนครบกำหนดเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงการกำหนดเดินจงกรมระยะที่หนึ่งนี้ไม่ต้องแยกกำหนดเป็น ขวา..ย่าง...หนอ เป็นจังหวะ คือซ้าย ยกส้นขึ้น ขวา ย่าง หนอลงไม่ทำเช่นนั้นเพราะจะเป็นการฝืนความเป็นจริงและไม่เป็นธรรมชาติและจะไปสับสนกับการเดินระยะที่สามคือยกหนอย่างหนอเหยียบหนอแต่ให้กำหนดขวาย่างหนอให้ลงพอดีตั้งแต่เริ่มยกเท้าและจบลงที่เท้าสัมผัสพื้น(โดยทั่วไปจะเริ่มหนอตอนเท้าเริ่มหย่อนลง)โดยที่ใจจะจดจ่ออยู่ที่อาการตั้งแต่เริ่มยกเท้าแล้วอาการที่เคลื่อนไปโดยตลอดจนกระทั่งอาการที่เท้าหยุดนิ่งเมื่อปฏิบัติใหม่ๆจะใช้อาการเคลื่อน ไหวของเท้าเป็นประธานในการเฝ้าติดตามกำหนด แต่เมื่อสติสมาธิมีกำลังแก่กล้าขึ้นอาการขยับแม้เล็กน้อยจะถูกรับรู้โดยทั่วถึงทั้งร่างกายไม่เฉพาะที่เท้าอีกต่อไปแต่แรกปฏิบัติให้เริ่มที่อาการที่เท้าไปก่อนและข้อสำคัญอีกข้อคือไม่ใช่กำหนดโดยการสร้างหรือคิดให้เห็นรูปร่างสัณฐานของเท้าเพราะนั่นไม่ใช่เป็นการกำหนดที่ตัวสภาวะปรมัตถ์แต่เป็นบัญญัติอย่างชัดเจนแม้กำหนดไปก็จะไม่เห็นสภาวธรรมแท้จริงได้

     การปฏิบัติแบบเข้ารับการอบรมนั้น อาจารย์อาจให้โยคีเพิ่มจังหวะการกำหนดตามจำนวนวันของการเข้าปฏิบัติ เช่น วันแรก กำหนดระยะที่หนึ่ง วันที่สองระยะ ที่สอง จนถึงระยะที่หกในวันที่หกที่เจ็ดขอให้ทราบว่านั่นเป็นรูปแบบของการอบรมเพื่อให้เรามีประสบการณ์และเรียนรู้การเดินให้ครบระยะที่ควรทราบเพื่อจะได้นำไปใช้ในการปฏิบัติด้วยตนเองแต่โดยการปฏิบัติตามหลักการแล้วท่านจะเพิ่มระยะการกำหนดตามกำลังของสติสมาธิที่เจริญก้าวหน้าขึ้นหรือกล่าวอีกอย่างคือตามลำดับญาณที่เจริญขึ้นเพื่อรักษาสมดุลย์ของอินทรีย์คือสมาธิวิริยะและสติเพื่อให้เจริญขึ้นเป็นพละ๕นี่เป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งในทางปฏิบัติโยคีจะเห็นเองว่าการกำหนดระยะหนึ่งอาจมีช่วงเวลาห่างมากขึ้นนั้นเป็นเพราะสติมีความไวมากขึ้น จึงมีการเพิ่มระยะการกำหนด คือระยะที่หนึ่ง ซ้ายย่างหนอขวาย่างหนอระยะที่สองยกหนอเหยียบหนอระยะที่สามยกหนอย่างหนอเหยียบหนอระยะที่สี่ยกส้นหนอยกหนอย่างหนอ เหยียบหนอระยะที่ห้ายกส้นหนอยกหนอย่างหนอลงหนอถูกหนอระยะที่หก ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ อย่าได้กังวลเกี่ยวกับระยะการเดินเพราะนั่นไม่ใช่ปัจจัยหลักการกำหนดรู้ให้ถูกต้องตรงสภาวะได้ปัจจุบันอารมณ์อย่างต่อเนื่องตามอาการที่เกิดขึ้นตามเป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญของความก้าวหน้าในการปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งอิริยาบถย่อยที่แม้เราจะรู้นักหนาว่า มี ความสำคัญแต่ในทางปฏิบัติกรรมฐานมักจะรั่วก็ตรงช่วงนี้นี่เองด้วยอำนาจของกิเลส คือ ความเกลียดคร้าน ทำให้ไม่ยอมกำหนด เป็นเหตุให้สติสมาธิไม่ติดต่อกันเป็นเส้นด้ายก็ขอเน้นอีกครั้งว่าความต่อเนื่องของการกำหนดเป็นปัจจัยสำคัญต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติจริงๆในระหว่างที่เดินจงกรมเกิดคิดถึงบ้านก็ให้หยุดเดินทันทีและกำหนดอาการที่คิดว่าคิดหนอๆๆจนความคิดดับไปจึงเริ่มเดินต่อไปอาจรู้สึกคันที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็ให้ไปกำหนดที่อาการคันนั้นว่าคันหนอๆๆเมื่ออารมณ์อื่นเกิดขึ้นชัดกว่าก็ให้ย้ายการกำหนดไปที่อาการนั้นๆ อาจได้ยินเสียงสุนัขเห่า ก็ให้กำหนด ได้ยินหนอๆจนกว่าความใส่ใจในเสียงน้อยลงหรือหายไปหรือมีอารมณ์อื่นเกิดขึ้นอีกก็ไปกำหนดอารมณ์ที่เกิดชัดนั้นๆการกำหนดจะเป็นไปในทวารทั้งหก นอกเหนือไป จาก ทวารหลัก คือ กายทวาร ทวารที่เหลือ คือ ตาหูจมูกลิ้นใจการกำหนดดังกล่าวเป็นการเจริญ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในอายตนะบรรพส่วนการกำหนดความไม่สบายใจไม่สบายกายมีความปวดอาการคันเหล่านี้เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเมื่อจิตเกิดความคิดฟุ้งซ่านคืออาการที่อารมณ์มาปรากฏไม่แน่นอนเดี๋ยวคิดโน่นคิดนี่จับความคิดไม่ได้ก็ให้กำหนดว่าฟุ้งซ่านหนอหรือฟุ้งหนอๆอย่างนี้เป็นการเจริญจิตตานุปัสสนา หรือนิวรณบรรพในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในทางปฏิบัติไม่ต้องไม่สนใจว่าเป็นฐานไหนแต่เมื่อรู้อย่างไรก็กำหนดตามที่รู้คำที่ใช้กำหนดก็เป็นคำที่เราสื่อกับตัวเราเองขอให้เป็นคำง่ายๆที่ถูกตรงกับอาการนั้นๆก็เพียงพอเมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆก็จะเชี่ยวชาญเองเพราะสภาวธรรมตามเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆวนเวียนไปมา ให้ เรากำหนดอยู่อย่างนั้น                

      การกำหนดต้นจิต หรือจิตอยากการกลับตัวในการเดินจงกรม เมื่อกำหนดยืนหนอๆๆ แล้ว ท่านมักให้กำหนดจิตก่อนการเดินแต่ละรอบ เพื่อฝึกการกำหนดต้นจิต ว่า อยากเดินหนอๆๆ แล้วจึงเริ่มการเดินโยคีที่ปฏิบัติใหม่ๆ หรือ วันแรกๆส่วนใหญ่ ย่อมไม่สามารถกำหนดต้นจิตได้จริงๆเพราะญาณในการเห็นปัจจัยยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ควรฝึกกำหนดไปก่อนแม้จะเห็นไม่ชัดแต่เอาตรงที่รู้สึกว่า ขณะที่ยืนอยู่นั้นต่อไปเราจะเดิน กำหนดอยากเดินหนอตรงความรู้สึกนี้สักสามครั้ง แล้วจึงก้าวเดิน และกำหนด ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอไปจนสุดทางเดิน ที่ก้าวสุดท้าย กำหนด ขวา(ซ้าย)หยุดหนอ กลับมาอยู่ในท่ายืนในขณะรับรู้อาการยืน ให้กำหนดยืนหนอๆๆ ต่อไปเป็นการกลับหลังหัน ก็ควรกลับอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องไม่กะว่าจะต้องกลับเจ็ดครั้งหรือแปดครั้ง แต่ก็จะไม่กลับเร็วเกินไป จนสติตามกำหนดอาการไม่ทัน เริ่มต้นที่ควรกำหนดต้นจิตก่อนว่าอยากกลับหนอสักสามครั้ง แล้วจึงขยับ พร้อมกับกำหนดว่า กลับหนอ ขยับแต่ละครั้งก็กำหนดกลับหนอ โดยประสบการณ์ของผู้เขียน จะขยับหรือหมุนประมาณห้าถึงหกครั้งในการกลับตัว แต่ไม่จำเป็นต้องนับเพียงแต่ให้ใจจดจ่ออยู่ที่อาการที่ขยับหมุนไปที่ละน้อยๆ พร้อมกับกำหนดในใจว่ากลับหนอ จนกลับตัวตรงมายังทางจงกรมเรียบร้อย จึงกำหนดว่า ยืนหนอๆๆ อยากเดินหนอๆๆ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอต่อไปในขณะที่กำลังเดินอยู่หากต้องการขยับมือหรือแขนที่วางอยู่ด้านหน้าไปเป็นไว้ทางด้านหลังแทน อาจเริ่มจากความรู้สึกเมื่อยบริเวณหัวไหล่ ให้กำหนดว่า เมื่อยหนอๆๆ แล้วกำหนดต้นจิตที่คิดอยากจะเปลี่ยนว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆเมื่อเริ่มขยับแขนเพื่อจะเปลี่ยน ให้ตามกำหนดอาการ ที่ขยับเปลี่ยนนั้นๆ โดยกำหนดว่า ไปหนอ หรือลงหนอ หรือ เหยียดหนอๆๆ ก็ได้ คำที่ใช้กำหนดจะเป็นอะไรก็ได้ที่ง่ายๆตามที่เราคุ้นเคย กำหนดรู้ให้ตลอดจนอยู่ในท่าทางที่ต้องการ แล้วจึงกำหนดการเดินตามเดิมเมื่อการกำหนดเป็นไปอย่างต่อเนื่องจากความเพียรพยายามในการกำหนดรู้กำลังสติสมาธิของโยคีก็มากขึ้นเป็นลำดับจะเห็นได้อย่างชัดเจน อาการเดิน อาการคู้อาการเหยียด อาการยืน ที่ถูกกำหนดรู้อยู่ในระหว่างการเจริญสติในหมวดอิริยาบถใหญ่ และอิริยาบถย่อยนั้น ล้วนมีสภาวะลักษณะที่เหมือนกัน คือ เป็นอาการหรือลักษณะที่เคร่งตึง อย่างหนึ่ง อาการที่มีลักษณะเคลื่อนไหวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาวะลักษณะของวาโยธาตุ หรือ วาโยโผฏฐัพพรูป ซึ่งมีอยู่๒ลักษณะคือ เคร่งตึงเรียกว่าวิตถัมภนวาโย และลักษณะเคลื่อนไหว เรียกว่า สมีรณวาโย อาการเคร่งตึงต่างๆที่ถูกกำหนดรู้ผ่านกายปสาท ที่มีอยู่ทั่วร่างกาย เช่น อาการยืน อาการนั่ง อาการนอน เป็นต้น ล้วนเป็นอำนาจของวิตถัมภณวาโย ส่วนอาการเดิน อาการคู้ อาการเหยียด หรืออาการที่มีการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่โยคีกำหนดรู้ ในอิริยาบถย่อยบรรพ เป็นอำนาจของสมีรณวาโย นอกเหนือจากการกำหนดรู้ อาการเคลื่อนไหวเคร่งตึง ซึ่งเป็นสภาวธรรมตามเป็นจริงของวาโยธาตุแล้ว โยคียังสามารถกำหนดรู้สภาวธรรมตามเป็นจริงของมหาภูตรูปอื่นๆ ที่รู้ได้ อย่างชัดเจน คือ ลักษณะเย็น ร้อน ความอ่อน แข็ง ความหยาบ ละเอียด โดยเฉพาะจังหวะที่ลงท้ายการกำหนดแต่ละหนอ เช่น ขวาย่างหนอ พอจังหวะที่กำหนดหนอ ขาสัมผัสพื้น สัมปชัญญะจะทำหน้าที่รู้ตามทันที บางครั้งอาจเป็นความเย็นหรือร้อน บางที่รู้สึกว่าหยาบละเอียด บางที่ก็รู้สึกเหมือนพื้นหยุ่นๆบ้าง แข็งๆบางครั้งอาจรู้สึกว่าขาที่ยกหนักๆบ้าง บางครั้งอาจรู้สึกว่าพื้นนั้นเหนียวๆบ้าง ตัวเบาๆบ้างตามแต่สภาพการสัมผัสนั้นๆและสภาพธาตุในตัวโยคีเอง เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทั่วๆไปเมื่อเริ่มกำหนดใหม่ๆจะไม่ปรากฏชัดถึงเพียงนี้ เมื่อเรากำหนดรู้ได้ขนาดนี้แล้ว ก็จงเพียรต่อไป แสดงว่าเรากำหนดได้ถูกวิธีแล้ว ก็กำหนดโดยอาการอย่างที่กล่าวมาแล้ว คือ กำหนดให้ตรงสภาวะที่มีอยู่จริงหรือกำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ ซึ่งเป็นภูมิ หรือ ฐานที่ดำเนินไปของวิปัสสนา ธรรมที่เป็นปรมัตถ์ซึ่ง มี๔ ประเภท คือ จิตเจตสิก รูป นิพพาน นี้ จิต เจตสิก รูป เป็นฝ่ายสังขตะหรือธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ในร่างกายที่เรากำหนดรู้อยู่เรียกว่า ขันธ์๕ ย่อลงเป็นรูปกับนามนี้ ย่อมมีสามัญญลักษณะ คือ อนิจจะ ทุกขะ และอนัตตะลักษณะปรากฎอยู่ ไม่ว่าเราจะรู้จะเห็นหรือไม่ก็ตามการเจริญสติปัฏฐานก็ให้สติกำหนด อยู่บนฐานที่เป็นปรมัตถธรรม คือกาย เวทนา จิต ธรรม หรือรูปกับนาม เช่นกัน เมื่ออินทรย์๕เจริญขึ้น ปัญญาญาณที่เจริญขึ้น ย่อมทำให้โยคี เห็น(รู้) สามัญญลักษณะที่เป็นลักษณะประจำตัวของสังขตธรรมตามเป็นจริงท่านเปรียบว่า "ถ้าจะดูลายเสือ ก็ให้ไปดูที่ตัวเสือ" ถ้าเราจะไปดูลายเสือ แต่กลับไปดูตัวสุนัข ดูอย่างไรก็ไม่เป็นลายเสือวันยังค่ำ
      อีกอย่างหนึ่ง คือ ทำไมต้องเป็นปัจจุบันเมื่อเรากำหนดรู้ ตามที่กล่าวมาแล้ว เช่นการรับรู้ว่า ร้อน ว่า เย็น ว่า อ่อน หรือแข็ง ถามว่า เรารู้ในตอนไหน ก็คงตอบตรงกันว่า เรารู้ในขณะที่เรากำลังกำหนดอยู่เป็นปัจจุบันอารมณ์นั่นแหละ รู้แล้วก็ดับไป แล้วก็ไปรู้อย่างอื่นต่อ ถ้าไปรู้ในขณะอดีตหรืออนาคตนั่นเรียกว่า การคิดเอา แม้นว่าจะกำหนดรู้สภาวธรรมตามเป็นจริง เช่นอาการยืน อาการย่าง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ ได้แล้ว จะเห็นว่าก็อาจยังไม่ได้พิจารณาเห็นสามัญญลักษณะ ที่เป็นลักษณะทั่วไป ของนามรูปที่กำหนดรู้อยู่ทั้งที่เป็นลักษณะตามปกติของรูปและนาม ก็เพราะปัญญาญาณยังไม่เกิดขึ้น

     ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบ การดูทางเดินของมดที่กำลังเดินกันอยู่เป็นแถวนั้น เมื่อเรามองเห็นทางนั้น แต่ไกล เราจะมองเห็นเป็นสายยาวเป็นเส้นตรงเมื่อเรามองนานขึ้น เราอาจเห็นว่า อ้อ ทางมดนี่มันไม่ได้เป็นเส้นตรง ทีเดียวแต่มันขยับเขยื้อนได้ คดๆงอๆในแต่ละครั้งที่เรามองก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อย แต่เมื่อ มองให้ละเอียดขึ้นก็จะเริ่มรู้ว่า อ้อมันมีมดเป็นตัวๆ เดินเรียงกันไป มองเห็นครั้งหนึ่ง ก็จะเห็นมดทีละหลายๆตัวเดินเรียงกันอยู่ ในแต่ละเวลา มดตัวหนึ่งอยู่ตำแหน่งนี้ มดอีกตัวเดินมาแทนที่ แต่การสังเกตเห็น ก็เริ่มจากการดูทางมด ที่เป็นเส้นตรง แม้การมองเข้าไปในรายละเอียดและเห็นรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก็เป็นการมองอยู่บนส่วนของทางมดนี้อยู่นั่นเอง นี่ก็เปรียบเหมือนปัญญาที่จะเกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้อยู่กับนามรูปที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นให้นามคือจิตของเรารับรู้ได้ อย่างเป็นปัจจุบันเท่านั้น เบื้องต้นก็กำหนดตามความรู้สึกที่มีอยู่จริงไปก่อน เมื่อกำหนดถูก ก็จะเห็นสภาวะลักษณะของรูปธรรม โดยจะเห็นเองว่ารูปธรรมนั้น ไม่สามารถรู้อารมณ์ได้เลย และมีและความเสื่อมไป หรือหมดไปตามการกำหนดรู้แต่ละครั้งๆ เช่น อาการยกก็หมดไปที่อาการยกอาการย่างก็หมดไปกับอาการย่าง อาการเหยียบก็หมดไปทันทีที่กำหนดรู้ว่าเหยียบความเย็น ร้อนที่เกิดจากเท้าสัมผัสเมื่อรู้แล้วก็หมดไปๆ(รุปฺปนลกฺขณํ)พร้อมกับจิตที่กำหนดรู้ตามนั้นและรู้ละเอียดไปอีกว่าในส่วนรูปธรรมต่างๆ มี อาการยกเป็นต้น ไม่สามารถรู้อารมณ์อะไรได้เลย ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view