เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 530,904
Page Views 695,873
สินค้าทั้งหมด 1
 

วิธีเจริญวิปัสสนา (แบบพองยุบ)

วิธีเจริญวิปัสสนา (แบบพองยุบ)

       ถ้าสมาธิเริ่มดีแล้ว เราต้องมีฐานให้สติกำหนดรู้ให้ต่อเนื่อง เพราะลักษณะของจิตนี้ ชอบท่องเที่ยวไปอยู่แล้ว ที่เรียกว่า วิญญาณพเนจร คือท่องเที่ยวไปในอายตนะต่างๆ เมื่อเราปล่อยไปโดยไม่กำหนด ทำให้ขาดสติ โดยเฉพาะตัวธรรมารมณ์ คือ ความคิด นี่มากที่สุด แต่ไม่ใช่ไปห้ามไม่ให้คิด เพียงแต่ไม่เปิดโอกาสให้คิดโดยปราศจากสติกำหนดเพราะแม้แต่ขณะที่กำหนด พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ อยู่ความคิดหรือ ธรรมารมณ์อื่นๆก็ย่อมเกิดได้ตามธรรมชาติที่รวดเร็วของจิตเอง และแม้เพิ่มกำหนดนั่งหนอแล้ว บางครั้งยังรู้สึกว่ายังมีช่องว่างอยู่อีกก็ให้เพิ่ม ถูกหนอ คือ อาการที่ภูตรูปกระทบกับกายปสาท ได้แก่ จุดสัมผัสของนิ้วเท้ากับพื้นหรือจุดที่ก้นย้อยกระทบพื้น หรือ จุดที่นิ้วหัวแม่มือจรดกันอยู่ ให้รู้สึกถึงการกระทบนั้นๆกำหนด พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ สลับกันไป การกำหนดนั่งหนอ ถูกหนอ ควรฝึกให้กำหนดให้ได้ เพราะในการปฏิบัติต่อๆไป บางคราว อาการพองยุบ จะหายไป จะกำหนดพองยุบไม่ได้ จะดูเหมือนว่านิ่งว่าง(ความจริงไม่ว่าง) เหมือนไม่มีอะไรให้กำหนดเลย อาจเป็นโอกาสให้อกุศลแทรกเข้าได้ง่าย จึงต้องฝึกความรู้ตัวระดับหยาบ เช่น อาการนั่ง อาการถูกนี้ให้มาก เพื่อให้สติ มีฐานให้กำหนดรู้โดยตลอด เมื่อกำหนดความรู้ตัวที่เป็นรูปธรรมนี้ได้มากเข้าจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดทางอายตนะอื่นๆ เช่น อาการเห็น อาการได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส ที่เป็นอุปาทายรูปซึ่งเป็นอารมณ์ละเอียดหรือนามธรรมต่างๆ เช่น เวทนา สัญญา สังขารได้ชัดเจนขึ้นเมื่อนั่งกำหนดตามกำหนดเวลาพอประมาณแล้ว อาจอยากลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ หรือดื่มน้ำ ก็ไม่ควรเปลี่ยนอย่างขาดการกำหนด จะต้องตามกำหนดรู้โดยต่อเนื่อง ตั้งแต่ อยากพักหนอๆๆอยากลืมตาหนอๆๆ ลืมตาหนอ เห็นหนอๆๆ อยากเปลี่ยนหนอ ขยับหนอๆๆ เหยียดหนอๆๆขยับหนอๆๆ..... กำหนดรู้ทุกอาการจนกระทั่งยืนขึ้นเรียบร้อย กำหนด อยากเดินหนอๆๆขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ไปยังที่ๆกำหนดหมายไว้ แล้วกำหนดต่อไปเรื่อยๆตามอาการต่างๆที่ปรากฏ อย่างนี้ เป็นการเจริญสติปัฏฐาน สัมปชัญญะบรรพ(อิริยาบทย่อย) ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดังปรากฏในพระสูตรว่า"ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการ ก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ใน การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง"การเจริญสติฯในหมวดสัมปชัญญะ คือการกำหนดรู้ในอิริยาบทย่อยทั้งหมด ในการปฏิบัติแนวพองยุบนั้น ในขณะที่นอกเหนือจากวิธีการนั่งกำหนด และการเดินจงกรมแล้ว จะกำหนดรู้อยู่ในหมวดอิริยาบทย่อย พร้อมกับการกำหนดในหมวด เวทนา จิต และธรรมไปพร้อมกันขึ้นอยู่กับว่า อารมณ์ใดจะเกิดขึ้น แต่จะกำหนดอยู่ในอิริยาบทย่อยเป็นฐานหลักของสติการกำหนดจะเริ่มตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่ตื่นขึ้น เดินเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำเดินไปยังที่จงกรม ลงนั่ง เดินไปยังโรงครัว ตักอาหาร ลงนั่ง กินอาหารแต่ละคำ เคี้ยว ดื่ม กลืนจนกระทั่งก่อนนอนก็ต้องกำหนดไปจนกว่าจะหลับและกำหนดทันทีที่ตื่นขึ้น ระหว่างที่กำหนดในอิริยาบทใหญ่และอิริยาบทย่อยที่เป็นการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว ถ้ามีความคิดสงสัย คิดถึงสิ่งต่างๆ คิดอยาก ฟุ้งซ่าน โกรธ ไม่สบายใจ เจ็บ ปวด คัน สุข ทุกข์ ง่วง หดหู่ ฯลฯ ที่เป็นนามธรรม ก็ต้องกำหนดรู้ทั้งหมดขอยกตัวอย่างการกำหนดตั้งแตตื่นนอนมาให้ดูคร่าวๆดังนี้ตื่นนอน กำหนด ตื่นหนอ(กำหนดที่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น) หรือถ้าได้ยิน ก็กำหนดได้ยินหนออยากลืมตาหนอ ลืมหนอ เห็นหนอ กระพริบ(ตา)หนอลุกเข้าห้องน้ำ กำหนด อยากลุกหนอ.. ขยับหนอ ลุกหนอๆ... ยืนหนอๆ.... อยากเดินหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ หรือ ซ้าย ขวา..ซ้ายขวาก็ได้อยู่ในห้องน้ำ กำหนดเห็นหนอ (หยิบแปรงสีฟัน) ไปหนอๆ.. ถูกหนอ.. จับหนอ.. มาหนอๆ(จับแปรง) ไปหนอๆ..ถูกหนอ..จับหนอ..มาหนอๆ.. บีบหนอ..(วางหลอด) ไปหนอๆวางหนอ..มาหนอๆ..ก้มหนอๆ..(เอาแปรงเข้าปาก)มาหนอๆ..ถูกหนอ..รสหนอ(ขยับแปรง) ขยับหนอๆๆหรือ ขึ้น..ลง..ๆๆ อยากบ้วนหนอ บ้วนหนอ (ทำปากขมุบขมิบ) กำหนดขยับหนอๆ... บ้วนหนอ (เอามือไปหยิบแก้วน้ำ) ไปหนอๆๆ.. ถูกหนอ จับหนอ..มาหนอๆๆ..ถูกหนอ..อ้าหนอ.. ยกหนอ..ถูกหนอ..เย็นหนอ..อมหนอ..ลงหนอไปหนอๆๆ..วางหนอ..มาหนอ..ปล่อยหนอ.. ขยับหนอ..บ้วนหนอ.......เงยหนอ เห็นหนอ......กำหนดล้างหน้าอย่างละเอียดเท่าที่ทำได้ อาจอยากถ่ายอุจาระ ปัสสาวะ กำหนด นั่งหนอๆ ถูกหนอ อยากถ่ายหนอ เคลื่อนหนอๆ ลงหนอ.. ได้ยินหนอ..กลิ่นหนอ.. เป็นต้นจนเสร็จธุระในห้องน้ำการกำหนดรู้ที่สำคัญในการปฏิบัติที่มีผู้ปฏิบัติได้ประสพการณ์ที่ดีในการปฏิบัติมากคือการกำหนดรู้ ระหว่างการรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารในระหว่างการปฏิบัติก็แล้วแต่ว่าทางสำนักปฏิบัติแต่ละที่จะจัดไว้อย่างไร บางที่ก็อาจเป็นแบบเดินไปตักอาหารเอง บ้างก็เป็นแบบส่งปิ่นโตบ้าง ก็แล้วแต่จะเป็นอย่างไรก็ตามควรต้องกำหนดรู้ตามให้ได้ตลอดเวลา ขอแสดงตัวอย่าง การกำหนด ตั้งแต่นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เมื่อตามองเห็นอาหารต่างๆบนจานข้าว กำหนด เห็นหนอๆๆเมื่อรู้สึกอยากรับประทาน กำหนด อยากทานหนอๆๆ ยกมือขึ้นจับช้อน กำหนดยกหนอๆๆ ไปหนอๆ ถูกหนอ จับหนอ จับช้อนไปตักกับข้าว กำหนดยกหนอ ไปหนอๆ ลงหนอ ขยับหนอๆๆ ตักหนอ ตักกับข้าวใส่จานข้าว กำหนดตักหนอ ยกหนอ มาหนอๆๆ ลงหนอ ขยับหนอๆๆตักข้าวพร้อมกับเข้าปาก กำหนด ตักหนอๆ ยกหนอ มาหนอๆๆ ถูกหนอ อ้าหนอ ใส่หนอถูกหนอ รสหนอ(กลิ่นหนอ กำหนดตามที่เป็นจริง) อมหนอ เอาช้อนออกจากปากพร้อมกับนำมือวางลง กำหนดไปหนอๆ ลงหนอๆๆ ปล่อยหนอ มาหนอ ลงหนอๆ ถูกหนอเคี้ยวอาหาร กำหนด อยากเคี้ยวหนอ เคี้ยวหนอๆๆ หรือ เคี้ยวๆๆ ในกรณีกำหนดเร็ว ขณะที่เคี้ยวอยู่ เกิดตวัดลิ้น กำหนดว่าตวัดหนอ เกิดการขยับอื่นๆ ก็ให้กำหนดตามอย่างละเอียด กลืนอาหาร กำหนด อยากกลืนหนอ กลืนหนอๆ(กำหนดตามอาการที่อาหารสัมผัสหลอดอาหารตั้งแต่ต้น กำหนดลงหนอๆๆ เมื่ออาหารเคลื่อนที่ลงตามหลอดอาหาร จนสุดความรู้สึกที่สัมผัสรับรู้ได้ อาจอยู่ที่กลางหลอดอาหาร หรือต้นกระเพาะอาหารเมื่อกลืนเรียบร้อย จะรู้สึกความอยากทานอาหารเกิดขึ้น ก็กำหนดโดยเริ่มจาก อยากทานหนอๆๆไปจนกระทั่งกลืนอาหารเรียบร้อยแล้ว ขณะกำหนดรับประทานอาหาร เกิดได้ยินเสียงอื่นๆที่เกิดขึ้น ก็กำหนดได้ยินหนอ เกิดเคี้ยวๆๆ อยู่ไม่พอใจรสอาหาร ก็ต้องกำหนด ไม่ชอบหนอๆๆจนกว่าจะดับไปจึงเริ่มกำหนดการเคี้ยวต่อไป ระหว่างรับประทายอาหาร ถ้าเป็นการทานรวมกันหมู่มาก ต้องหมั่นสำรวมตาหูให้ดี ซึ่งวิธีการก็คือกำหนดให้ได้ การได้ยินก็จะเป็นสักแต่ว่าได้ยินไปเอง แต่ตานี่ไว ต้องพยายามเก็บสายตา ไม่คอยเที่ยวมองโน่นนี่ ขณะกำหนดการทานอาหารก็เพียงหลบสายตาลงต่ำ หรืออยู่บริเวณโต๊ะอาหารเท่านั้นการกำหนดในอิริยาบทย่อย จะทำให้สติมีกำลังมาก เอื้อประโยชน์แก่การเจริญปัญญาในการเดินจงกรมและการนั่งต่อไป การกำหนดขณะรับประทานอาหารนี้ โยคีบางท่านอาจได้รับประสพการณ์ใหม่ๆขึ้นมาในระหว่างนั้นก็ได้ เช่น อาจรู้สึกถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้นหลังจากได้เคี้ยวคำอาหารสักระยะหนึ่งบ้าง อาจรู้สึกว่า ในขณะที่เคี้ยวอยู่มีแต่อาการขยับของปาก กับจิตที่กำหนดว่าเคี้ยวๆๆ ตัวเราหายไปหมดบ้าง บางคนทานไปสักพักหยุดทานไปเฉยๆ จิตที่กำหนดว่าอยากทานหนอ ไม่มีอารมณ์ที่ให้กำหนด เพราะอาการอยากทานหมดไปแล้วจริงๆ เหล่านี้ เป็นต้นการที่ปัญญาญาณจะเกิด ก็เกิดไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ เราจึงต้องเพียร กำหนด หรือเจริญสติฯ อย่างต่อเนื่องจริงๆ การเห็นของจริง(สภาวะธรรมหรือนามรูป) ตามเป็นจริง(โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภะ)จึงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเห็นอยู่ หรือพิจารณาอยู่ซึ่งความเป็น อนิจจังทุกขัง อนัตตา อสุภะ ของนามรูป อยู่เนืองๆ ย่อมทำลายความเห็นผิด คือ นิจจัง สุกขัง อัตตา สุภะลงไปได้เรื่อยๆ จิตวิปลาส สัญญาวิปลาส ซึ่งมีมูลมาจากต้นตอคือ ทิฏฐิวิปลาส ก็พลอยถูกทำลายไปด้วยเรื่อยๆ พร้อมกับ ญาณปัญญาในขั้นสูงขึ้นไป คือ ความเห็นโทษภัยของสังขารตามเป็นจริงความหน่ายในนามรูปที่เกิดดับสืบต่ออยู่ ..... จนกระทั่งความหลุดพ้น พร้อมทั้งความรู้ว่าหลุดพ้นก็จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่เจริญสติปัฏฐานอย่างต่อเนื่องจริงจังนี้ฯ

 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view