เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,074
Page Views 656,077
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

 

23  มกราคม  2547

            สำหรับฆราวาส  โดยทั่วไปย่อมเป็นการยากที่จะปฏิบัติจนสามารถเลิกละสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองได้  ผู้ที่ได้บรรลุโสดาบันย่อมมีความเกรงกลัวต่อบาป  ไม่กล้าที่จะทำบาปใด ๆ  แม้แต่ภิกษุผู้ได้โสดาบันก็ไม่กล้าที่จะล่วงเกินอาบัติแม้แต่เล็กน้อย  เห็นการกระทำบาปเหมือนไฟที่ร้อน  เปรียบเหมือนช้างที่กินของร้อนเข้าไปย่อมอยากจะคายออก  ผู้ที่บรรลุโสดาบันแล้ว  ก็ยังมีโลภ  โกรธ  หลง  แต่ไม่มัวเมาลุ่มหลง  เขารู้จักควบคุมตัวเอง  จะมีความเกรงกลัวต่อบาป  ถ้าผู้ที่ไม่บรรลุโสดาบันก็จะไม่มีความละอายและไม่เกรงกลัวต่อบาป  กล้าที่จะละเมิดศีล  เช่นกล้าที่จะล่วงละเมิดสามี  ภรรยาของผู้อื่น  ผู้ที่เป็นโสดาบันย่อมเป็นผู้มีความซื่อสัตย์  มีความจริงใจต่อตนเองและผู้อื่น  มีความเห็นชอบในธรรมะ  ไม่กล้าทำความชั่ว  ไม่กล้าทำบาป  แต่ผู้ที่บรรลุโสดาบันยังมีความพอใจในกามราคะอยู่  แต่มีสติควบคุมตัวเอง  ไม่ทำผิด  เช่น  ศีลข้อกาเม  มีชีวิตการครองเรือน  ไม่ประมาทมัวเมา 

            ภิกษุในศาสนา  มีธุระ 2 อย่าง คือ

                        1.  คันถธุระ  ได้แก่  พระที่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย

                        2. วิปัสสนาธุระ  คือ  พระที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

            ภิกษุรูปใดศึกษาอย่างเดียวไม่ปฏิบัติ  พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ  เพราะการศึกษาอย่างเดียว  ไม่ปฏิบัติก็ไม่ชื่อว่า  ป้องกัน  หรือรักษาพุทธศาสนา  ไม่มีความรับผิดชอบต่อพระศาสนา  ดังนั้น  ภิกษุจึงต้องศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติ  จึงได้ชื่อว่า  ดำรงหรือรักษาพระพุทธศาสนา

ในพระพุทธศาสนามีการศึกษา 3 อย่าง คือ  ศีลสิกขา  สมาธิสิกขาและปัญญาสิกขา  ดังนั้น  ผู้ที่ได้ชื่อว่า  เป็นภิกษุโดยแท้จริง  จะต้องมีทั้งศีลสิกขา  สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา  จึงจะได้ชื่อว่า  ดำรงพระพุทธศาสนา

 

24  มกราคม  2547

            เรื่องทัศนะวิสัยที่ดีต่อธรรมะ  ชีวิตคนเราต้องเกี่ยวข้อง  ต้องช่วยเหลือ  ต้องสมาคมกันเสมอ  เมื่ออยู่ด้วยกันก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  ในขณะเดียวกันก็ต้องเอาใจใส่ในการศึกษา  คือ  อธิสิกขา  อธิศีลสิกขา  อธิปัญญาสิกขา  คือ  ศึกษาจิต  ศีล  ปัญญา  ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  เอาใจใส่ศึกษาพระธรรมวินัย  ให้มีความรู้  ความชำนาญ  ความสามารถยิ่ง ๆ ขึ้นไป  ปุถุชนธรรมดาต้องมีศีลเป็นเบื้องต้น  มีความพยายาม  ขยันหมั่นเพียร  มีสติสัมปชัญญะ  ฝึกหัดปฏิบัติ  กำหนดในอิริยาบถ

ต่าง ๆ ของกาย  ใจ  เพื่อป้องกันไม่ให้อาสวะกิเลสเกิดขึ้น

            การปฏิบัติมีทั้งโลกียะ  และโลกุตตระ  ถ้ามีความตั้งใจ  ฝึกฝนเอาใจใส่  ศีล  สมาธิ  จิต  ปัญญาก็จะทำให้เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง  มีศีลบริสุทธิ์  มีปัญญาดี  มีสมาธิดี  ก็ได้ชื่อว่า  เป็นคนดีของสังคม  เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป  เพราะมีจิตใจงดงาม  และสามารถให้คำแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร  เป็นการแบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ผู้ที่บรรลุโสดาบันก็ยิ่งมีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นมากยิ่งขึ้น  ช่วยไม่ให้ผู้อื่นทำชั่ว  ทำแต่ความดี

            ในสมัยพุทธกาล  มีภิกษุผู้ทำงานก่อสร้างด้วยกันอยู่รูปหนึ่ง  เป็นพระอริยบุคคล  ทำงานด้วยความมีสติรอบคอบ  ละเอียดถี่ถ้วน  แต่อีกรูปหนึ่งไม่เป็นอริยบุคคล  คือ ปุถุชนทำงานขาดสติ  ผลงานที่ออกมาย่อมต่างกัน  ผู้ที่เป็นโสดาบันย่อมเป็นคนดีของสังคม  ช่วยเหลือสังคมได้ดี  แต่บุคคลทั่วไปถ้าไม่ประมาทมีความสนใจศึกษา  ฝึกฝนตนเองด้วยการฝึกฝนให้เข้าใจ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ก็จะสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีของสังคมได้เช่นกัน  โยคีที่มาต่างทิศต่างถิ่น  เข้ามาศึกษาธรรมกับครูบาอาจารย์  และรับฟังคำสั่งสอนแนะนำด้วยความสนใจ  เอาใจใส่  ตั้งใจปฏิบัติตามคำแนะนำ  ในที่สุดก็จะสามารถประสบความสำเร็จและมีประสบการณ์ในการปฏิบัติได้สมกับที่ตั้งใจมา  กลับไปด้วยความสุขและความพอใจ

25  มกราคม  2547

            มหาปัจจเวก  ข้อ 5 คือ  การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันตั้งแต่คน 2 คนขึ้นไป  หรือหมู่คณะ  ภิกษุที่ฝึกฝนมาด้วยดีแล้ว  เมื่อมีความรู้  ความสามารถ  และประสบการณ์ก็ควรที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลภิกษุที่ยังไม่มีความรู้หรืออบรมอะไรให้เป็นคนดี  ไม่ให้ทำชั่ว  รู้จักระมัดระวังตัวเอง  และเกรงกลัวต่อบาป  เพราะคนในโลกนี้ถ้าไม่ได้รับการฝึกอบรมในทางที่ถูก  ก็ยากที่จะเป็นคนดีได้  มักจะทำอะไร ๆ ขาดสติเหมือนกับคนบ้า  ดังนั้น  ผู้ที่ได้รับการฝึกหัดดีแล้ว  จึงต้องอนุเคราะห์ช่วยเหลือแนะนำเพื่อให้เขาละชั่ว  ทำแต่ดี 

            มหาปัจจเวก  ข้อที่ 6  คือ  การรู้จักรับผิดชอบตนเองให้มีความเข้มแข็ง  อดทนอยู่เสมอ  ไม่เป็นคนอ่อนแอที่จะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ชั่ว  ความเข้มแข็งในที่นี้  หมายถึง  ความเข้มแข็งทางปัญญา  และในทางที่ดีอย่างปัญญาชน  คือ  มีปัญญา พละ  จึงได้ชื่อว่า  เป็นปัญญาชนที่ดีของสังคม  ก็จะช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอในสังคมได้  นอกจากนี้  ยังต้องเพิ่มความอดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น  มีสติเสมอ  ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  เพิ่มสมาธิให้มากขึ้น  เพื่อทำให้มีพลังเข้มแข็งขึ้น  ก็จะประสบผลสำเร็จ  พยายามพัฒนา  ฉันทะ  วิริยะ  สติ  สมาธิ  ปัญญา  ให้เพิ่มมากขึ้น  โดยการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ  เมื่อปฏิบัติมากขึ้นก็ไม่มีช่องว่าง  กิเลสก็เข้าไม่ได้  เอาชนะกิเลสและอกุศลกรรมทั้งหลายได้  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ธรรมย่อมคุ้มครองโลก  ซึ่งมี 2 ข้อ  คือ  หิริ  กับ  โอตัปปะ  ถ้าชาวโลกมีความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป  โลกก็จะมีความสงบสุข  ผู้ที่ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะเกิดความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป  ไม่กล้าทำชั่ว  เช่น  โสดาบัน  เป็นต้น 

อริยบุคคล  ย่อมพ้นจากการทำชั่ว  ด้วยประการทั้งปวง

 

26  มกราคม  2547

            เรื่องอริยสาวก   อริยะ  แปลว่า  ผู้ประเสริฐ  คือ  มีจิตใจประเสริฐกว่าคนธรรมดาสามัญ  ไม่ว่าหญิง  ชาย  ผู้ที่ตั้งใจศึกษาและฟังธรรมของพระพุทธเจ้า

            พระพุทธเจ้าสั่งสอนธรรมวินัยด้วยความเมตตา  ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าย่อมจะประสบความสุขกาย  สบายใจ  มีความสงบสุข  เจริญรุ่งเรือง  โยคีผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานและมีสติเสมอ  ย่อมสามารถควบคุมไม่ให้อาสวะกิเลสเกิดขึ้นได้  ไม่สนใจความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกาย  และตั้งใจกำหนดอาการพอง ยุบ  มีสติที่กาย ใจตลอดเวลา  การปฏิบัติเช่นนี้ก็จะทำให้จิดใจบริสุทธิ์  เข้มแข็ง  มีธรรมะอยู่กับตัวและใจ  เอาชนะอกุศลกรรมทั้งหลายได้  ผู้ที่ปฏิบัติธรรมด้วยความเพียรและความตั้งใจ  มีสัมมาทิฎฐิ  ไม่เป็นมิจฉาทิฎฐิ  ย่อมจะมีความเจริญในธรรม  ในขณะเดียวกันก็ควรเอาใจใส่  สนใจฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย  พร้อมกับฝึกฝน ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ฝึกอบรมนิสัยหรือความประพฤติให้อยู่ในศีลธรรมแล้ว  ก็จะได้ชื่อว่า  เป็นคนดี  มีศีลธรรมประจำสังคม  เพราะผู้มีศีลย่อมรังเกียจที่จะทำความชั่ว  กลัวต่อบาปและอกุศลกรรม  พยายามสนใจ  ฟังธรรมด้วยความเอาใจใส่  ด้วยความเชื่อและเลื่อมใส  แล้วสมาธิ  ปัญญาก็จะเกิดตามมา  ทำให้เป็นอริยบุคคลได้  ผู้ที่ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยความตั้งใจก็จะได้ผล  มีความเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนั้น  จงตั้งใจฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ด้วยความตั้งใจให้เหมือนกับฟังเรื่องโรแมนติก  หรือนิทานที่น่าสนใจ  เมื่อฟังแล้วก็นำไปพิจารณาไตร่ตรอง  แล้วปฏิบัติตามด้วยความเคารพในธรรม  ผู้ที่ฟังธรรมแต่ไม่สนใจที่จะทำตาม  ปฏิบัติตามก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไร  ไม่ต่างอะไรกับผู้ที่ไม่เคยศึกษาธรรมะ  ตรงกันข้ามผู้ที่ตั้งใจฟังธรรม  ตั้งใจปฏิบัติตามก็จะได้รับฉันทะ  วิริยะ  และปิติในธรรม  นี่คือความหมายของคำว่า ธมฺม + วินย  ธรรมะย่อมจะทำให้ผู้ฝึกธรรมะและปฏิบัติมีแต่ความสุข  ความเจริญ  ชีวิตประสบความสำเร็จ  เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view