เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,037
Page Views 656,040
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

 

30  มกราคม  2547

            ถาม  ผลของการปฏิบัติธรรมมีอะไรบ้าง  ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้ผลประโยชน์อะไร

            ตอบ  ผู้ใดก็ตามที่มีการประพฤติปฏิบัติธรรม  สนใจในธรรม  เขาย่อมทำงานหรือธุรกิจเจริญก้าวหน้าดีกว่าผู้ไม่ปฏิบัติ  เพราะจิตเป็นกุศล  คือ  เป็นผู้ไม่ประมาท  ผู้ไม่ประมาทย่อมทำอะไรก็จะประสบผลสำเร็จในชีวิต  ผู้ที่ประมาทก็มักจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ  เพราะตั้งอยู่ในความประมาท  ดังภาษิต  ปมาโท  มจฺจโน  ปทํ  แปลว่า  ความประมาท เป็นหนทางแห่งความตาย

อปฺปมาโท  อมตํ  ปทํ  แปลว่า  ความไม่ประมาท  คือความไม่ตาย

            ขณะเดียวกันก็อย่าลืมบำเพ็ญกุศลธรรมไปด้วย  เช่น  ทำบุญให้ทาน  ปฏิบัติธรรม  ฟังธรรมบ่อย ๆ จะต้องเป็นผู้ไม่ประมาท  มีสติตลอดเวลา  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  เป็นผู้มีจิต เป็นกุศล  เป็นสัมมาทิฏฐิ  โยคีมีความสนใจ  เอาใจใส่ในการปฏิบัติด้วยความไม่ประมาท  ย่อมได้รับผลจากการปฏิบัติ คือ เป็นผู้มีจิตสะอาดบริสุทธิ์  ห่างไกลจากอกุศลทั้งหลาย  ตรงข้ามกับผู้ไม่ปฏิบัติย่อมไม่มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต  เพราะตั้งอยู่ในความประมาท  คิดแต่สิ่งที่เป็นอกุศล  จิตเศร้าหมอง  ทำอะไรก็ขาดสติ  ธรรมะย่อมมีประโยชน์ต่อโลก 

            พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ผู้ประพฤติธรรมและตั้งอยู่ในศีล  เป็นผู้มีศีลธรรม  จะเป็นผู้เจริญในสังคมและในโลก  ผู้ใดประพฤติตามย่อมได้รับประโยชน์ทุกคน

            ถาม  ยามีความจำเป็นสำหรับปฏิบัติหรือไม่  การปฏิบัติป้องกันโรคได้หรือไม่  ยาบางชนิดเมื่อกินเข้าไปแล้วก็ทำให้เกิดความร้อน  หรือความเจ็บ

            ตอบ  เมื่อภิกษุถูกแมลงกัดต่อยก็ไม่ต้องสนใจ  เหมือนน้ำที่ดื่มใช้ประโยชน์  บางครั้งก็ดีบ้าง  ไม่ดีบ้าง  ก็ไม่ต้องเอาใจใส่  ให้ปฏิบัติให้มาก ๆ  เอาใจใส่พอง ยุบให้มาก  ไม่ต้องเอาใจใส่เรื่องเวทนา หรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น  ในที่สุดก็จะเอาชนะกิเลสทั้งหลายได้  จิดก็จะสงบเหมือนน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว  ย่อมใสสะอาด  ไม่มีเชื้อโรค  อริยบุคคล  เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  กำหนดพอง ยุบจะได้ขณิกสมาธิ  ย่อมทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลง  เกิดความสงบเยือกเย็น

            ถาม  ทำไมการมีสติจึงเอาชนะความเจ็บปวดได้

            ตอบ  อย่างที่เคยอธิบายในเรื่องโพชฌงค์ว่า การปฏิบัติตามขั้นตอนของโพชฌงค์ก็เหมือนการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย  ในขณะที่ปฏิบัติโยคีบางคนคงได้รับความเจ็บปวด  บางคนอาจมีเหงื่อออกมาก  เพลีย  หรือเกิดความเบื่อหน่าย  ถ้าโยคีมีสติดีก็จะกำหนดอาการสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น ๆ เช่น  เมื่อปวดเกิดขึ้นก็กำหนด  อาการปวดก็หายไปเช่นเดียวกัน  ถ้าสติ  สมาธิแหลมคม  อาการที่เกิดขึ้นก็จะเห็นอาการตึง  แน่น  ผ่อนคลาย  และเห็นอาการที่เกิดขึ้นและหายไปอย่างชัดเจนในขณะเริ่มต้น  อาจจะเห็นเพียงอาการพอง ยุบที่เกิดขึ้น  และดับไปเท่านั้น  เพราะสติไม่แหลมคม

            ถาม   ขณะที่กำหนดพอง ยุบ  ทำอย่างไรจึงจะมีสติ  สมาธิตลอดอย่างต่อเนื่องไม่หาย

            ตอบ  ถ้าสติ  สมาธิแหลมคม  กำหนดได้อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง  กำหนดทุกสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา  ก็จะเกิดปิติ  สติ  สมาธิก็จะแหลมคม  ทำให้กำหนดทุกอย่างได้ดีและไม่มีช่องว่างเกิดขึ้น  บางทีอาจเกิดอุเบกขา  คือ  การวางเฉย  ก็ต้องกำหนด  จงพยายามปรับอินทรีย์ ให้เสมอกัน  จะป้องกันไม่ให้นิวรณ์เกิดขึ้นได้  เพราะเมื่อเริ่มปฏิบัติจะรู้สึกง่วง  เป็นต้น  ก็ต้องพยายามเพิ่มพลังสติสัมปชัญญะ  ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน

            ถาม  กำหนดอย่างไร  จะทำตามอาจารย์แนะนำอย่างไรจึงจะไม่ผิดพลาด

            ตอบ  การปฏิบัติเหมือนการเดินทางไกล  บางทีก็อาจหลงทางบ้าง  เดินทางผิดบ้างเป็นของธรรมดา  ก็จงพยายามเชื่อฟังครูบาอาจารย์  และตั้งใจปฏิบัติให้ต่อเนื่องต่อไป

 

 

                                    อปฺปมาทรตา  โหถ                  สจิตฺตมนุรกฺขถ

                                    ทุคฺคา  อุทฺธรถตฺตานํ               ปงฺเก  สนฺโนว  กุญฺชโร.

                                                                                    (ขุ.  ธ.  ๒๕.๓๒๗.๗๓)

                                    พวกเธอจงยินดีในความไม่ประมาท    จงเฝ้ารักษาจิตของตน

                        จงถอนตนออกจากหล่มกิเลส    เหมือนช้างติดหล่มถอนตัวขึ้น  ฉะนั้น

 

                                    โยคา  เว  ชายเต  ภูริ                อโยคา  ภูริสงฺขโย

                        เอตํ  ทฺวธาปถํ  ญตฺวา                          ภวาย  วิภวาย  จ

                        ตถตฺตานํ  นิเวเสยฺย                              ยถา  ภูริ  ปวฑฺฒติ.

                                                                                                            (ขุ. ธ.  ๒๕.๒๘๒.๖๕)

                                    ปัญญาย่อมเกิดเพราะความเพียร  เสื่อมไปเพราะไม่

                                    พากเพียร  เมื่อรู้ทางเจริญและทางเสื่อมของปัญญาแล้ว

                                    พึงบำเพ็ญตนในวิถีทางที่ปัญญาจะเจริญ

 

[Back] 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view