เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,097
Page Views 656,100
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

 

 20 -21 ธันวาคม 2546

            สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกำหนดทุกอย่างให้ทันปัจจุบัน

ถ้าเรากำหนดอย่างต่อเนื่อง  เปรียบเหมือนเราปิดช่องว่าง  ของไม้ไม่ให้มีฝุ่นเข้า  เมื่อทำสติ ขณิกสมาธิให้ต่อเนื่อง  ก็จะเป็นทางนำไปเข้าสู่อัปปนาสมาธิได้  เพราะฉะนั้นถ้ากำหนดได้ต่อเนื่องพลังจะเพิ่มขึ้น

            พละมี  2 อย่าง

                        1. ปฏิสังขารพละ  คือต้องคิดก่อนแล้วจึงทำ  คือกำหนดต้นจิต

                        2. ภาวนาพละ (Meditator power) เกิดได้จากการกำหนดทุกอย่างที่เกิดขึ้น

            สำหรับโยคี ในขณะปฏิบัติต้องมีอนุสติ 10 มีพระรัตนตรัยเป็นต้น  นึกถึงคุณงามความดีที่ทำ

นึกถึงศีล ถ้าโยคีปฏิบัติได้ดี  เอาชนะกิเลสนิวรณ์ได้  ก็จะมีพลังมากขึ้น  ก็จะมีความสงบมากขึ้น  และมีความชำนาญมากขึ้น  เหมือนกับการปรุงอาหาร  ไม่ให้เปรี้ยว เค็ม เกินไป   เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจึงต้องปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน  คือ ต้องมีสตินั่นเอง

 

22 ธันวาคม 2546

            คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากมาย  แต่มนุษย์ในโลกมี 2 ประเภท

                        1. เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าตามศาสนาพุทธ  พวกนี้ก็จะปฏิบัติตามสติปัฏฐานสี่  คืออนิจจัง  ทุกข์ขัง อนัตตา  ก็จะสนใจเพื่อดับทุกข์

                        2.  เชื่อว่าพระเจ้าบันดาลให้ทุกอย่าง  ก็จะไม่เข้าใจเรื่องวิธีดับทุกข์  โลกนี้วุ่นวายเพราะคน ไม่มีความรู้เรื่องทุกข์  เหตุแห่งทุกข์  และความดับทุกข์  จึงไม่มีการที่จะดับทุกข์ จึงวุ่นวาย  ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้ดับทุกข์เรียกว่า  กำหนดสติปัฏฐานสี่  โดยการกำหนดรู้ทุกๆพอง ยุบ

 

23 ธันวาคม 2546

            พยายามปรับสติให้มั่นคง  ให้ทันปัจจุบันซึ่งมีลักษณะการกำหนด 3 อย่าง  จะต้องพัฒนาสติให้มีกำลัง  โดยจะต้องกำหนดให้ต่อเนื่อง  ต้องมีการกำหนดสติให้ 3 อย่าง

                        1. อภิลักปนะลักขณะ  คือการกำหนดตามรู้สภาวะอย่างใกล้ชิด  อย่างต่อเนื่อง (อาการพอง ยุบ )

                        2. อาสัมโมหะระสะ  คือการรู้คุณสมบัติของสติ

                        3. วิชชยะภิมุกขะทิชชุปัตถานา  คือกำหนดอย่างจดจ้องไม่คลาดสายตา   (Face to Face)

            สรุป  สติมีความสำคัญมาก  หากสติเข้มแข็งดีแล้ว  ก็จะป้องกันนิวรณ์ทั้งหลายได้

 

24  ธันวาคม  2546

            ธัมมวิจยะ  เน้นเรื่องสติที่มีกำลังที่เข้มแข็ง  ที่แหลมคมเท่านั้น  จึงจะเอาชนะกิเลสได้

            อุปจิตตสติ  คือ  สติที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง

            สัตสตทิฏฐิ  คือ  ความเห็นที่ไม่มีตัวตน  คือ  เชื่อทุกอย่างว่าเป็นอนัตตาและพูดสักกายะทิฏฐิในสมัยพระพุทธเจ้ามีผู้ถามว่า  ทำอย่างไรจึงจะเอาชนะกิเลสได้ 

            ตอบว่า  การเอาชนะกิเลสได้  ก็ต้องกำหนดอย่างต่อเนื่อง  มั่นคงในขณะที่ปฏิบัติ  ถ้ามีสติมั่นคงก็จะมีสมาธิแรงกล้า  ก็จะเห็นอาการพอง - ยุบ  การตึง  การหย่อน  โดยชัดเจน  จิตก็จะสะอาด  บริสุทธิ์  เมื่อมีสติสมบูรณ์แล้ว  ความเพียรก็จะตามมา  ก็จะมีกำลังมากขึ้น  ก็จะชนะกิเลสได้ในที่สุด

 

25  ธันวาคม  2546

            พลวปีติ  คือ ปิติมีกำลังจะได้จากการความสมบูรณ์เข้มแข็ง

            ธรรมรติ  คือ ความยินดีในธรรม  เมื่อจะเกิดขึ้นมีกำลังสมบูรณ์แล้ว  และเมื่อพลวปีติเกิดขึ้นแล้ว  ธรรมรติเกิดขึ้นแล้ว  ผลตามมาคือความเย็น  ความสุข  โลกียะ  ถ้าปฏิบัติต่อไปเรื่อย ๆ ในไม่ช้าจะถึงโลกุตระได้  เมื่อพลวปีติเกิดขึ้น  ผรณาปีติเกิดขึ้นแล้วจะเอาชนะกิเลสทั้งหลายได้ 

            ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ 

            สมาธิสัมโพชฌงค์

            อุเบกขาสัมโพชฌงค์

            ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  เป็นผู้ที่มีใจบริสุทธิ์  พ้นจากความเศร้าหมอง  พ้นมลทิน  คือ กิเลส  ความโลภ  โกรธ  หลง  จะต้องปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  เมื่อจิตพ้นจากมลทินแล้ว  ก็จะเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์  สงบ  เยือกเย็น  เป็นสุข  จะอยู่อย่างมีสุข  ความสุขในสังคมเหมือนน้ำที่ใสสะอาด  จิตที่สะอาดแล้ว  เปรียบเหมือนน้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์  จะต้องมีศีล  มีศรัทธามั่นคง  ปฏิบัติถูกต้องตามหลักวิธีและในขณะที่ปฏิบัติจะต้องไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น ๆ นอกจากการปฏิบัติ  เมื่อทำได้  ก็จะได้ประสบการณ์ด้วยตัวเอง  ศรัทธาก็จะแก่กล้าขึ้น  จิตก็จะสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น  ในที่สุด  โยคีผู้ปฏิบัติก็จะได้รับผลสูงสุด  คือความสุขที่แท้จริง  เป็นบุคคลที่มีคุณภาพในสังคม  และสังคมยอมรับว่าเป็นคนดี  มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ของสังคม  จะได้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของคนทั่วไป  ทั้งในวงการของเพื่อนฝูง  บุคคลผู้ใกล้ชิด  ตลอดถึงคนทั่วโลกก็จะยอมรับว่าเป็นคนที่มีความจริงใจ  และซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น  ผลของการปฏิบัติอีกอย่างก็คือ  เป็นผู้ที่มีพลังจิตเป็นกำลังของสังคม  เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว  ความเมตตา  ความรัก  ก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ  และจะเป็นที่รักนับถือของคนทั่วไป  เมื่อมีประสบการณ์มีความสุขในธรรมแล้ว  จิตก็จะสงบ  สะอาด  มีพลัง  สมาธิก็จะตามมา  เพราะสมาธิเป็นผลของการปฏิบัติ  จะต้องมีสติตลอดเวลา  เพราะเมื่อสติ  สมาธิ  แหลมคมแล้ว  จิตก็จะสะอาด  เข้มแข็ง  บริสุทธิ์  สติ  การรับรู้  และการกำหนด  มีความสำคัญเป็นอันมากแล้วอุเบกขาสัมโพชฌงค์ก็จะตามมาภายหลัง 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view