เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,099
Page Views 656,102
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

 

26  ธันวาคม 2546

            เรื่องปัสติสัมโพชฌงค์

            ผู้ประกอบด้วยปัสสติสัมโพชฌงค์  คือผู้ที่มีจิตใจสะอาด  บริสุทธิ์ พ้นจากสิ่งเศร้าหมอง หมดจากมลทินทั้งปวง (คือ ความโลภ โกรธ หลง)  จะต้องปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานสี่เท่านั้น  เมื่อมีจิตพ้นจากสิ่งเศร้าหมองแล้ว  ก็จะเป็นจิตที่สะอาด บริสุทธิ์ สงบ เยือกเย็น  จะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข  เหมือนน้ำที่ใสสะอาด  การปฏิบัติจะต้องมีศีล  มีศรัทธาที่มั่นคง  และปฏิบัติถูกต้องตามหลักและวิธี  และในขณะที่ปฏิบัติต้องไม่นึกถึงสิ่งอื่น  คือตัดปริโพธความกังวลทั้งหลาย  นอกจากหลักในการปฏิบัติ  เมื่อทำได้ก็จะได้รับประสบการณ์ด้วยตัวเอง  ศรัทธาก็จะแก่กล้าขึ้น  จิตก็จะสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น  โยคีก็จะได้รับผลสูงสุด  คือความสุขที่แท้จริงเป็นบุคคลที่มีคุณภาพในสังคม  และสังคมยอมรับว่าเป็นคนดี  มีคุณภาพ  และเป็นประโยชน์ต่อสังคม  จะได้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของคนทั่วไป  ทั้งในวงการเพื่อนฝูง  บุคคลใกล้ชิด  ตลอดถึงคนทั้งโลกก็จะยอมรับว่าเป็นคนที่มีความจริงใจและซื่อสัตย์  ต่อตัวเองและผู้อื่น  ผลของการปฏิบัติอีกอย่างก็คือเป็นผู้ที่มีพลังจิตซึ่งจะเป็นกำลังของสังคม  เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว  ความเมตตา ความรักก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ  และจะเป็นที่รักนับถือของคนทั่วไปเมื่อมีประสบการณ์มีความสุขในธรรมแล้ว  จิตก็จะสงบ สะอาด มีพลัง สมาธิก็จะตามมา

            เพราะฉะนั้นสมาธิเป็นผลของการปฏิบัติ  จะต้องมีสติตลอดเวลา  เพราะฉะนั้น เมื่อสติ สมาธิ แหลมคมแล้วจิตก็จะสะอาด  เข้มแข็ง  บริสุทธิ์  สติ  การรับรู้และการกำหนด มีความสำคัญเป็นอันมาก  แล้วอุเบกขาสัมโพชฌงค์ก็จะตามมาภายหลัง

  27  ธันวาคม  2546

            การปฏิบัติตามหลักโพชฌงค์  7  ประการ  จะเป็นหนทางให้บรรลุซึ่งมรรคผลนิพพาน  แต่จะต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4  คือ  มีสติพิจารณากายกับใจ  การปฏิบัติสติปัฏฐาน  4   การมีกำหนดตลอดเวลา  จะทำให้โยคีมีจิตใจบริสุทธิ์  มีจิตสงบ  มีปิติ  เมื่อมีสติกำหนดได้ต่อเนื่อง  ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้กิเลสหรืออกุศลธรรมเกิดขึ้น  เมื่อจิตบริสุทธิ์ก็จะเป็นจิตที่มีกำลัง  ปิติ  ปัทสัททิ ก็จะเกิดขึ้น  ถ้าโยคีผู้ใดปฏิบัติตามโพชฌงค์ 7  ได้สมบูรณ์  ผลของการปฏิบัติของโพชฌงค์ 7  ประการนั้นจะทำให้เอาชนะความเจ็บปวดได้  เอาชนะกิเลสได้  ถ้าพยายามฝึกในการปฏิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่อง  ก็จะได้ทั้งศีลสิกขา  สมาธิสิกขา  เมื่อโยคีปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อย่างต่อเนื่อง ก็จะได้เข้าถึงอุททยัพยาญาณ  นี่คือ  ผลของการปฏิบัติตามหลักโพชฌงค์ 7  ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็จะไปสู่ภพภูมิที่ดีได้

 

28  ธันวาคม  2546

            ปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  โยคีผู้ปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  จะต้องมีความพยายาม  มีศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  ปัญญา  (อินทรีย์ 5)  เปรียบเหมือนการปรุงอาหาร  ผู้ปฏิบัติจะก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้า ก็ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5  ต้องรู้จักปรับอินทรีย์ 5  ให้เสมอกัน  ผู้ที่ปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4  มีสติเป็นตัวกำกับ  ควบคุม  คือ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ก็เท่ากับรู้จักวิธีพัฒนาร่างกายและจิตใจ  คนส่วนมากรู้จักแต่วิธีพัฒนาร่างกายโดยวัตถุ  เช่น  กินอาหารดี ๆ   กินยาดี ๆ  แต่ไม่ได้พัฒนาจิตใจ  การพัฒนาจิตใจต้องอาศัยธรรมะ  การเสพ  หรือการปฏิบัติธรรมมีความสำคัญทางด้านจิตใจมาก  สยาดอจึงขอแนะนำให้โยคีสนใจปฏิบัติให้มากเพื่อเป็นการพัฒนาจิตใจให้มีคุณภาพที่ดี  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องฝึกสติ  สมาธิ ให้แหลมคม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  จะได้รับประสบการณ์จากการรู้เห็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ก็จะเกิดปัญญา  บางทีการปฏิบัติเป็นของง่าย ๆ แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก  พระพุทธเจ้าปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  ด้วยตนเอง  คือพิจารณากายกับใจ  เพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุด  และถูกต้องที่สุดที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้  และประสบความสุขที่แท้จริง  โดยเฉพาะการปฏิบัติจะต้องกำหนดทุกอย่างที่เกิดขึ้น  และต้องกำหนดทีละอย่าง  ถ้าโยคีปฏิบัติต่อเนื่องทุกวันก็จะประสบความก้าวหน้า              ความสำเร็จในการปฏิบัติ  แต่ต้องมีสติ  สมาธิ  ศรัทธาแหลมคม  ในที่สุดก็จะเอาชนะอาสวะกิเลสทั้งหลายได้  นี่คือผลของการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  พระพุทธเจ้าได้บรรลุอรหันต์ด้วยวิธีนี้  และถ้าโยคีปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  ก็จะทำให้จิตใจสะอาด  บริสุทธิ์ 

            ในสมัยพุทธกาล  พระกัสสัปปะได้ฟังเทศน์เรื่องโพชฌงค์ 7  จากพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามก็สำเร็จภายใน 7  วัน  อาสวะกิเลสทั้งปวงก็ทำอะไรท่านไม่ได้  เปรียบเหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว  มิได้ทำให้ใบบัวเปียก

 

29  ธันวาคม  2546

            เรื่องสติปัฏฐาน 4  กาเยชะชีวิเตชนะเปกะตังอุปัตถเปติ  แปลว่า  ขณะที่ปฏิบัติไม่ต้องคำนึงถึงทุกข์ของกายและใจ (ไม่ต้องกลัวตาย)  หลักการปฏิบัติต้องมีความตั้งใจ  เอาใจใส่  ที่จะกำหนดอาการพอง – ยุบ  ต้องเพ่งเล็ง  จดจ่อ  ทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ระวังมิให้กิเลสและนิวรณ์เกิดขึ้นได้  เหมือนกับที่เราคอยเฝ้าระวังมิให้ศัตรูเข้ามาทำร้ายเราได้  คนเราทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะถูกอวิชชา คือ ความไม่รู้ ครอบงำ  ถ้าตราบใดมนุษย์ยังมีความสุขกาย  สบายใจ  ก็จะไม่รู้จักความทุกข์ 

            เพราะฉะนั้น  มนุษย์ส่วนมากจึงถูกอวิชชาครอบงำ  คือไม่รู้จักทุกข์  เหตุแห่งทุกข์  หนทางดังทุกข์  เหมือนคนกินเหล้า  ถ้าเป็นมนุษย์  เมื่อทำกรรมดีก็ย่อมไปเกิดในที่ดี  ถ้าทำกรรมชั่ว  ก็ไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี

            การปฏิบัติ  โยคีจะต้องศึกษาวิธีการปฏิบัติให้ถูกต้องก่อนที่จะปฏิบัติ  ศึกษาธรรมวินัย  รู้จักปริยัติ  ปฏิบัติ  เมื่อลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลจะได้เข้าใจคำสั่งสอนและปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4  คือ  พิจารณากายกับใจซึ่งถ้าโยคีเข้าใจวิธี และปฏิบัติตามก็จะประสบผลสำเร็จในที่สุด  เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้  ถ้าเรารู้จักวิธีปลูก  วิธีบำรุงรักษา  เราก็จะได้กินผลไม้ชนิดนั้น ๆ

            ขณะที่ปฏิบัติโยคี  จะต้องพิจารณากายกับใจ  พยายามกำหนดทุก ๆ อิริยาบถ  ทุก ๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้น  เพื่อป้องกันมิให้กิเลสเกิดขึ้น  เมื่อทำได้จิตใจก็จะสะอาด  บริสุทธิ์และได้รับผลดี  คือความสุขทางกายและใจ  เหมือนกับเราได้รับประทานผลไม้ที่สุกแล้ว  การปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติให้ถูกทาง  ถูกวิธี  ก็จะได้รับผลสำเร็จก้าวหน้าในที่สุดก็จะเอาชนะกิเลส   โยคีจะต้องมีธัมมวิริยะ (ความเพียร)  ทำให้ชีวิตมีความสุข  มีค่า  มีสติ  มีสมาธิ  หลุดพันจากข้าศึกศัตรู  คือกิเลสได้

 

30  ธันวาคม 2546

            โยคีผู้ปฏิบัติจะต้อง

                        1.  รู้จักตัวเอง              2.  รู้จักสภาวะที่เกิดขึ้น           3.  ทำความเข้าใจ

            รู้จักสภาวะตัวเองก็คือ  รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่  เช่น  นั่งสมาธิก็ให้รู้อาการพอง – ยุบเบื้องต้น  ท่ามกลาง  ที่สุด  แม้แต่การเดิน  การยก  การย่าง  การเหยียด  ต้องกำหนดให้ได้ทุก ๆ ขณะและให้ทันกับปัจจุบัน  ขณะนั่งสมาธิโยคีต้องมีสติตลอดเวลาและกำหนดทุก ๆ สภาวะที่เกิดขึ้น  เพื่อป้องกันมิใหัจิตวิ่งออกนอก  พยายามกำหนดอย่าให้มีช่องว่างเกิดขึ้น  สมาธิก็จะเข้มแข็ง  ตรงกันข้ามถ้าไม่กำหนดทุกอย่าง  ก็จะเกิดช่องว่าง  จิตก็จะวิ่งออกนอก  สมาธิก็จะอ่อน  ต้องกำหนดให้ต่อเนื่องตลอดทั้งวันอย่าให้มีช่องว่าง  ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน  ถ้าทำได้เช่นนี้ก็จะได้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้น  แต่ถ้าโยคีบางคนปฏิบัติไม่ต่อเนื่องก็จะมีความรู้สึกว่า  ปฏิบัติไม่ได้ผล  เหตุที่จะได้สมาธิจากการปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน 4  จะต้องเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติ  ทำอย่างไรจึงจะพัฒนาสมาธิจากการปฏิบัติได้  มี

                        1  กำหนดกายานุปัสสนา  คือการกำหนดทุกอิริยาบถไม่ว่าจะเป็นการยืน  เดิน  นั่ง  นอน  คู้ เหยียด  ดื่ม  กิน

                        2  เวทนานุปัสสนา  คือการกำหนดรู้  อาการที่เจ็บปวด  เป็นสุข  เป็นทุกข์ หรืออุเบกขาเวทนา  ทุก ๆ อาการที่เกิดขึ้นที่

                        3  จิตตานุปัสสนา  คือ การกำหนดอินทรีย์  6  ( ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย   ใจ)  ที่เกิดขึ้น และสัมผัสมาที่ใจ  เกิดชอบ  ไม่ชอบ  จากการเห็น  เป็นต้น  ให้กำหนดทั้งหมด

                        4  ธรรมานุปัสสนา  คือ ในขณะที่นั่งสมาธิ  มีสภาวะอะไรเกิดขึ้น  เช่น  ง่วง  ความเบื่อหน่าย  ท้อแท้  ขี้เกียจ  ฯลฯ  ก็ต้องกำหนดให้ทัน  หรือคิดฟุ้งซ่านไป  ให้กำหนดให้ต่อเนื่อง

ทุก  ๆ สภาวะที่เกิดขึ้น  ไม่ให้มีช่องว่าง  เมื่อกำหนดตามสติปัฏฐาน 4  นี้ได้อย่างต่อเนื่อง  ไม่ให้เกิดช่องว่าง  สมาธิก็จะเข้มแข็ง  นี้คือการพัฒนาสมาธิแบบสติปัฏฐาน 4  องค์ประกอบอีกอย่างหนี่งสำหรับการปฏิบัติคือ  สัมมัปปทาน  4  ได้แก่

                        1.  สังวรปทาน  คือ การระวังป้องกันมิให้อกุศลเกิดขึ้น  โดยการมีสติ  มีสมาธิตลอดเวลา

                        2.  ปหานปทาน  คือ  เมื่ออกุศลธรรมเกิดขึ้นแล้ว ก็พยายามละให้ได้  เพื่อจะได้หายไปจากความทรงจำ

                        3. ภาวนาปทาน  คือ คือการสร้างบุญกุศลด้วยการทำจิตให้เป็นกุศลด้วยวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

                        4. อนุลักขณาปทาน  คือ การรักษา  ประคับประคองกุศลจิต ที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่นาน ๆ หรือเพิ่มขึ้นหลังแล้วแผ่บุญกุศลไปให้ผู้อื่นด้วย

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view