เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,103
Page Views 656,106
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

 

31  ธันวาคม  2546

            เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับสติปัฏฐาน 4  เน้นเรื่องความเจ็บปวด  เวทนาต่าง ๆ ในขณะที่ปฏิบัติเมื่อมีอาการเจ็บปวดหรือเวทนาต่าง ๆ ต้องกำหนดชนิดที่เอาจิตเข้าไปเฝ้ามอง  จดจ่อ  และเอาใจใส่  พิจารณาตั้งแต่เริ่มมีเวทนา  ท่ามกลาง  และที่สุด  จนมันดับหายไป  ถ้าเราสามารถทนได้จิตเราก็จะเข้มแข็ง  การกำหนดพอง – ยุบอย่างต่อเนื่อง  กำหนดทุกอย่าง  รวมถึงการเดิน  เมื่อกำหนดได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้  ก็จะทำให้กำลังของจิตเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ  เหมือนเราปลูกต้นไม้  หมั่นรดน้ำใส่ปุ๋ย  ต้นไม้ก็จะงอกงาม  ออกดอกผล  โตไปเรื่อย ๆ  ปกติคนเราจะมีพลังน้อยไม่พอที่จะเอาชนะสิ่งต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องพัฒนากำลังให้เข้มแข็งขึ้น  เพื่อจะเอาชนะสิ่งต่าง ๆ  แม้ว่าจะต้องลำบากบ้างเป็นครั้งคราวก็ต้องพยายาม  จะต้องปฏิบัติเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  มีสติตลอดเวลา  นี้คือวิธีการที่จะเอาชนะเวทนา  ความเจ็บปวด  ทุกข์ยากลำบากทั้งหลายได้  จะต้องมีเนกขัมมะ  วิริยะ  และเพียรหลุดพ้น  ต้องมีเนกขัมมะธาตุ  คือ มีจิตที่จะต่อสู้  เอาชนะความเจ็บปวด  เอาชนะสิ่งต่าง ๆ  โดยการเพิ่มความเพียร  ปรารถนาหลุดพ้นจากทุกข์ด้วย   มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ไม่ชอบใจ  เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น  ความเจ็บปวดเป็นของธรรมชาติ  การที่จะเอาชนะได้ก็ต้องกำหนดอย่างจริงจังและ

เอาใจใส่  ถ้าไม่กำหนดอย่างจริงจังและเอาใจใส่ก็จะไม่รู้ถึงลักษณะหรืออาการของการเจ็บปวดนั้น  เพราะฉะนั้นเมื่อความเจ็บปวดเกิดขึ้นจะต้องความพอใจที่จะกำหนดเหมือนกับเราแบกของหนักบนบ่า  เมื่อเราโยนของนั้นทิ้งไปก็จะรู้สึกเบาสบาย  ถ้าความเจ็บปวดไม่มี  เราก็จะไม่รู้จักความทุกข์ว่าเป็นอย่างไร  บางคนจึงอยากให้ความเจ็บปวดเกิดขึ้น  การเอาชนะความเจ็บปวดอาจใช้วิธีกำหนดรู้สภาวะที่เกิดขึ้น  หรือโดยวิธีเปลี่ยนอิริยาบถก็ได้  พิจารณาถึงความไม่แน่นอนว่ามีเกิด  ก็ต้องมีดับ  การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4  คือการกำหนดสติอยู่ที่กายและใจ  และจะต้องไม่หยุดระหว่างทาง  เมื่อโยคีมีความรู้สึกว่าการปฏิบัติลดลงก็อย่าท้อแท้  ให้เพิ่มความเพียรปฏิบัติต่อไป

 

1  มกราคม  2547

            เรื่องความไม่ประมาท  อัปปมาเทน  สัมปาเทถ  คือ  จงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในการถือศีล   ความไม่ประมาทก็คือ  การมีสติควบคุมตัวเอง  เมื่อเรามีการควบคุมตัวเองได้แล้ว  ก็จะมีผลไปถึงคนอื่น  และสังคม  โลกก็จะสงบสุข  การปฏิบัติมิใช่แต่สักปฏิบัติเท่านั้น  จะต้องปฏิบัติด้วยความตั้งใจและต่อเนื่อง  จึงจะประสบผลสำเร็จได้  พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ทุกคนจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท  ต้องมีสติตลอดเวลา  นี้คือคนไม่ประมาท  ถ้าผู้ใดขาดสติก็จะตั้งอยู่ในความประมาท  ซึ่งคนส่วนมากมีชีวิตอยู่ในความประมาท  ความประมาทมี 3 ระดับคือ  เบี้องต้น  ท่ามกลางและสูงสุด  เช่น  คนไม่มีศีล  ดื่ม  เหล้า หรือผิดศีลข้ออื่น ๆ นี้ถือว่าตั้งอยู่ในความประมาทก็จะทำให้โลกวุ่นวาย  โลกจะปลอดภัยได้เพราะประชาชนมีศีล  จึงขอให้ทุกคนมีศรัทธา  วิริยะ  สติ  ปัญญา ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท

 

2  มกราคม  2547

            ปะมาทะ  แปลว่า  ความประมาท  มี 3 ลักษณะ  คือ

                        1.  ชอบเป็นผู้ที่ทุศีล  ไม่มีหิริโอตัปปะ  ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง 

                        2.  มัวเมา  หลงใหลในกามคุณอารมณ์  พอใจในสิ่งที่ชั่ว  ไม่เกรงกลัวต่อบาป 

                        3.  ไม่สนใจในการที่จะรักษาศีล  พอใจแต่สิ่งที่ไม่ดีอยู่ตลอดเวลา  ไม่สนใจที่จะปฏิบัติธรรม  ไม่สนใจฟังธรรม  ไม่สนใจการให้ทาน

            ลักษณะของความไม่ประมาท

                        1.  มีศีล  มีหิริโอตัปปะ  รู้จักควบคุมตนเอง

                        2.  ไม่มัวเมาหลงใหลในกามคุณ  ไม่พอใจในสิ่งที่ชั่ว  เกรงกลังต่อบาป

                        3.  สนใจในการรักษาศีล  สนใจในการปฏิบัติธรรม  สนใจในการให้ทาน  ฟังธรรม

โยคีไม่ประมาทจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  อย่าให้มีช่องว่าง  จะเกิดปัญญา  สติ  สมาธิ  จะเข้มแข็ง  กิเลสก็จะไม่เกิด  บางครั้งถ้าโยคีไม่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  กิเลสก็จะเข้าครอบงำทันที  ฉะนั้น  โยคีจะต้องมีสติตลอดเวลา  นี่คือหนทางที่จะเข้าถีงความสงบได้  ถ้าโยคีปฏิบัติอย่างไม่หยุดยั้ง  มีสติตลอดเวลา  จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท  ตรงกันข้าม  ถ้าไม่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท  ฉะนั้นโยคีจะต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่อง  จะได้มีพลังตลอด  เปรียบเหมือนกับเครื่องยนต์  เมื่อรถยนต์วิ่ง  เครื่องยนต์ก็จะทำงานอย่างต่อเนื่อง  พลังของแบตเตอรี่ก็จะไม่หมด  แต่ถ้ารถยนต์ไม่วิ่ง  คือ  รถจอดอยู่เฉย ๆ เป็นเวลานาน  ไฟแบตเตอรี่ก็จะเสื่อมหมด  ถ้าผู้ใดไม่ประมาท  จิตก็จะสะอาด  เอาชนะสิ่งที่ไม่ดี  คือกิเลสได้  ฉะนั้น  ควรที่จะต้องสนใจปฏิบัติให้ต่อเนื่อง  มีสติตลอดเวลา  มีสติ สมาธิดี  จิตใจแจ่มใส  เข้มแข็ง  ยิ่งปฏิบัติมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะสามารถควบคุมตัวเองและควบคุมทุกอย่างได้  ถ้าท่านปฏิบัติสติปัฎฐาน 4 ก็จะได้ชื่อว่า  เป็นผู้ไม่ประมาท  ชีวิตทุกอย่างก็จะดีขึ้น  แต่อย่าลืมว่า  สติสำคัญที่สุดสำหรับโยคีต้องกำหนดทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนและมีสติตลอดเวลา  ในที่สุดผลที่จะได้รับคือ  จะสามารถเอาชนะกิเลสได้  จิตใจจะสะอาดบริสุทธิ์  สติ  สมาธิก็จะเข้มแข็ง

3  มกราคม  2547

            เรื่องความแตกต่างระหว่าง  ปมาทะกับอัปปมาทะ

            เน้นให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท  ให้มีสติตลอดเวลาแล้วจะเอาชนะกิเลสทั้งหลายได้  ผู้ที่มีสติตลอดเวลาได้ชื่อว่า  เป็นผู้ไม่ประมาท  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ภิกษุต้องมีสติตลอดเวลาจึงได้ชื่อว่า  เป็นผู้ไม่ประมาท  ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  พยายามกำจัดอาสวะกิเลสที่เกิดขึ้นทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  พยายามผลักดันให้ห่างไกลซึ่งอาสวะมี 4  อย่าง

                        1.  กามาสวะ  คือ  ความใคร่ในกามคุณ

                        2.  ภวาสวะ  คือ  ความหลงใหลในภพ

                        3.  อัตตาสวะ  คือ  ความหลงใหลในตัวเอง

                        4.  อวิชชาสวะ  คือ  อวิชชาที่ถูกความหลงผิดครอบงำ  คือ  เห็นผิดเป็นชอบ

ผู้ที่มีอวิชชาครอบงำ  คือผู้ที่ไม่รู้จักทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค

อวิชชามี  2  อย่าง

                        1.  อัปปฏปัตติวิชชา

                        2.  มิจฉาอวิชชา

ผู้ที่ขาดสติเมื่อพิจารณาอาการพอง ยุบ  ก็จะเอาชนะอวิชชาไม่ได้  ฉะนั้น  ผู้ที่จะเอาชนะอวิชชาได้  ต้องปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 อย่างไม่ประมาท

 

4  มกราคม  2547

            การสำรวมอินทรีย์  อายตนะภายใน  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  และอายตนะภายนอก  คือ  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์ต้องกำหนดสติอย่างต่อเนื่อง  มิฉะนั้นแล้ว  กิเลสก็จะเข้าครอบงำได้  ผู้ที่ได้โลกียะฌาณ  หรือ  โลกุตตระฌาณก็จะเอาชนะกิเลสทั้งหลายได้  อย่างเช่น  พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายย่อมรู้วิธีป้องกันไม่ให้อาสวะกิเลสเกิดขึ้นดีกว่าคนธรรมดา  การมีสติเอาชนะกิเลสและนิวรณ์ได้  การที่จะกำจัดและป้องกันกิเลสทั้งหลายโดยสิ้นเชิงได้ต้องอาศัยการปฏิบัติเท่านั้น  โดยมีสติกำหนดตลอดเวลา  นี่คือ  คำสอนของพระพุทธเจ้า  แม้ว่าเราจะไม่บรรลุฌาณ  แต่การมีสติอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถเอาชนะอาสวะกิเลส และอกุศลกรรมทั้งหลายได้  สรุป  วิธีที่จะเอาชนะกิเลสทั้งหลายได้  ก็ต้องปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 เท่านั้น  และต้องปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น  ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า  อตฺตาหิ  อตฺตโน นาโถ  ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view