เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,109
Page Views 656,112
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

5  มกราคม  2547

            ผู้ที่ได้โลกียะฌาณ  โลกุตระฌาณ  อภิญญาณ  หรือพระพุทธเจ้าย่อมรู้และเข้าใจถึงวิธีที่จะหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลาย  แม้นท่านทั้งหลายจะรู้ดีแต่ก็ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า  ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลายได้  พระพุทธองค์ตรัสว่า  จะต้องปฏิบัติวิปัสสนา คือ ต้องมีสติตลอดเวลา  ก็จะหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสได้  เพื่อกำจัดอวิชชา คือความไม่รู้ให้หมดไป  อย่างไรก็ตาม  สติเท่านั้นที่จะป้องกันอาสวะกิเลสได้  เมื่อเอาชนะอาสวะกิเลสได้แล้วก็จะรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม  สติ  สมาธิ  ปัญญา  ปิติ ก็จะเกิดตามมา  ขณิกสมาธิก็จะเกิดขึ้นในที่สุดด้วยการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  คือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา  

มรรคมีองค์ 8  คือ

                        สัมมาทิฎฐิ                   

                        สัมมาสังกัปปะ                                     ปัญญา

                        สัมมากัมมันตะ

                        สัมมาวาจา                                           ศีล

                        สัมมาอาชีวะ

                        สัมมาวายามะ

                        สัมมาสติ                                              สมาธิ

                        สัมมาสมาธิ

            นั่นคือ  ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่หยุด  ปัญญาก็จะเกิดขึ้นได้วิปัสสนาฌาณ  รู้แจ้งในธรรม  ศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  ก็จะมีกำลังแรงกล้า  นั่นคือ  เป็นภาวนามยปัญญา  วิปัสสนาปัญญาก็จะรู้ถึงอาสวะกิเลสทั้งหลาย  ก็จะรู้จักป้องกันไม่ให้อำนาจของโลภะ  โทสะ  โมหะ  เกิดขึ้น  จิตก็แจ่มใส  พลังของศรัทธา  สติ  สมาธิ  เปรียบเหมือนน้ำที่ใสสะอาด  ถ้าสติ  สมาธิเข้มแข็ง  จิตก็จะแจ่มใส  สามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน  เช่น  บางคนปฏิบัติจนสามารถระลึกชาติได้ 

 

6  มกราคม  2547    (สะยาด่อร์ธัมมเนโจ)

            เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง  จึงพูดเรื่องปฏิบัติ  โยคีผู้ปฏิบัติตลอดเวลาและโยคีที่ไม่ปฏิบัติจะมีผลต่างกัน  โยคีที่ตั้งใจปฏิบัติโดยความเคารพในธรรมอย่างเคร่งครัด  มีสติตลอดเวลา  จะได้รับผลต่างกับโยคีที่ไม่เอาใจใส่  ไม่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  ทำ ๆ หยุด ๆ  ไม่กำหนดตลอดเวลา  แม้แต่เวลาเดินย่อมจะไม่ได้รับผลในการปฏิบัติต่างกับผู้ที่เอาใจใส่โดยการกำหนดอย่างต่อเนื่องด้วยความขยันหมั่นเพียรทุกอิริยาบถ  ทั้งยืน  เดิน  นั่ง  นอน  ย่อมได้รับผล  คือ  วิปัสสนาญาณอย่างแน่นอน

            อาตมาเห็นโยคีบางคนไม่สำรวมนอกเวลาปฏิบัติ  ฉะนั้นโยคีต้องตั้งใจปฏิบัติกำหนดอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเดินจงกรม  นั่งสมาธิ  ทั้งนอกเวลาปฏิบัติ  คือ  ตั้งแต่ตื่น  จนกระทั่งเข้านอน  ต้องกำหนดให้ต่อเนื่อง  มิฉะนั้น  เวลาส่งอารมณ์จะไม่มีอะไรรายงาน  เพราะขาดการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  ฉะนั้น แม้จะมีเวลาน้อย  แต่ถ้าตั้งใจกำหนดอย่างต่อเนื่องด้วยความขยันหมั่นเพียร  ก็จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้  แต่ถ้าไม่ขยันหมั่นเพียรเหมือนคนอื่น  ก็จะไม่ได้ผลอะไรอย่างคนที่เขาตั้งใจ  ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่กำหนด  ถึงแม้ว่าจะปฏิบัติเป็นเวลานาน  ก็จะเสียเวลาเปล่า  จะต้องปฏิบัติตลอดเวลาทั้งกลางวัน  กลางคืน  ต้องกำหนดให้เป็นปกติตามเวลาที่กำหนดทั้งยืน  เดิน  นั่ง  นอนอย่างต่อเนื่อง  แม้แต่เวลานอนก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ  ตั้งแต่เริ่มล้มตัวลงนอนจนกระทั่งหลับ  ถ้าโยคีมีความตั้งใจสูงก็จะสามารถตื่นเองได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลย  และต้องกำหนดทันทีที่ตื่นนอนทุกอิริยาบถ  ล้างหน้า  เข้าห้องน้ำ  จนกระทั่งเดินมาที่ปฏิบัติ  กำหนดอย่างต่อเนื่อง  ถ้าโยคีสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องก็จะเอาชนะนิวรณ์ได้  ตรงข้าม  ถ้าโยคีไม่กำหนดต่อเนื่อง  ก็จะไม่สามารถเอาชนะนิวรณ์ได้  ไม่สามารถปฏิบัติพัฒนาให้ก้าวหน้าได้ 

            พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ภิกษุควรนอนวันละ  4  ชั่วโมง  ภิกษุในสมัยนั้นจึงต้องปฏิบัติตลอด 24  ชั่วโมง  หลายองค์ที่ท่านปฏิบัติโดยไม่นอน  เช่น  พระรัฐบาน  พระอานนท์  พระสารีบุตร 

พระโมคคัลลานะ  พระมหากัสสป  เป็นต้น 

            ซึ่งท่านได้บรรลุอรหันต์  แต่พวกเรานอนกันวันละ  4  ชั่วโมง  ทำไมทำกันไม่ได้  ฉะนั้นขอให้โยคีทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติกำหนดให้ต่อเนื่อง  ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวัน  กลางคืน  ก็จะบรรลุเป้าหมาย  คือ  วิปัสสนาญาณ  และบรรลุอรหันต์ได้ในที่สุด

 

7  มกราคม  2547

            คราวก่อน  พูดเรื่องประมาทและความไม่ประมาท  วันนี้ก็จะพูดถึงวิธีป้องกันความไม่ประมาทไม่ให้เกิดขึ้น  โดยการควบคุมอินทรีย์  6  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  โดยการกำหนดสติตลอดเวลา  จนสติมีกำลังก็จะสามารถเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ความประมาทเกิดขึ้นได้  ซึ่งจะต้องมีวิริยะ  สติ  สมาธิที่มีกำลังแหลมคม  นั่นคือ  อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น  ต้องกำหนดสติให้ต่อเนื่อง  จนสิ่งที่เกิดขึ้นหายไปก็กำหนดต่อไปเรื่อย ๆ  อินทรีย์ก็จะมีกำลังเพิ่มขึ้นโดยลำดับ  แต่จุดใหญ่ต้องกำหนดพอง ยุบ  ต้องมีใจจดจ่อตลอดเวลา  เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นต้องกำหนดทันทีอย่าให้มีช่องว่าง  เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมก็เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เกิดความประมาท  ป้องกันไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น  หรือเกิดขึ้นแล้วก็จะลดลง 

            การปฏิบัติธรรมก็คือการควบคุมอินทรีย์ 6  ด้วยวิริยะ  สติ  สมาธิ  การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยความขยันหมั่นเพียรอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้มีสติ  สมาธิแหลมคม  ก็จะหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลายได้  ชีวิตก็จะมีความสุข  สิ่งที่เป็นอกุศลก็จะไม่เกิดขึ้น  แต่ถ้าไม่สนใจกำหนดอย่างต่อเนื่องก็ไม่สามารถที่จะทำให้สติ  สมาธิแหลมคมได้  ถ้ามีสติ  สมาธิแหลมคม  มีกำลังก็จะเกิดความชำนาญ  มีประสบการณ์มากขึ้น  การปฏิบัติจะเจริญก้าวหน้าได้  ต้องมีสติตลอดเวลา  ต้องพยายามสะสม  เพิ่มพูน  วิริยะ  สติ  สมาธิให้มากขึ้น  ก็จะเอาชนะกิเลสทั้งหลายได้  ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง  คือ  พระนิพพาน  เมื่อโยคีปฏิบัติถึงปฏิสังขารญาณ  จิตก็จะหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสได้

 

8  มกราคม  2547

            เรื่องวิริยะสุข  อวิริยะสุข

            วิริยะสุข  หรือสันติสุข  คือความสุขที่เกิดจากการสัมผัสจากอินทรีย์ 6  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  คือ  ผัสสะสุขะ  คือ  ความสุขที่ได้จากการสัมผัสในสิ่งที่ดีจากการได้เห็น  ได้ฟัง  ได้กลิ่น  ลิ้มรส  สัมผัสกับสิ่งที่ดี ๆ เหล่านี้  เรียกว่า วิริยะสุข  ซึ่งคนส่วนมากจะพอใจที่จะได้รับความสุขเช่นนี้  ตรงข้ามกับอวิริยะสุข คือ ความสุขที่สัมผัสกับสิ่งที่ไม่พอใจ  ไม่พึงปรารถนา  คนทั่ว ๆ ไปมักไม่ชอบที่จะสัมผัส  ความสุข 2 อย่าง คือ  

            โลกียะสุข และโลกุตตระสุข  

            โลกียะสุข  เป็นสุขที่รู้ได้  เข้าใจง่าย  ได้แก่  ความสุขได้จากการสัมผัสทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ 

            โลกุตตระสุข  คือ  ความสุขที่ได้รับจากการปฏิบัติเท่านั้น  ซึ่งจะต้องปฏิบัติให้รู้แจ้งด้วยตนเอง หรือ อนุมานสุขบางอย่างก็มีผลในปรโลก  คือ  โลกหน้าหรือชาติหน้า  คือ นิพพาน

โกญาปนะสัญญา  หรือ สกยสัญญา  คือ  การเชื่อเรื่องศีล  สมาธิ  ปัญญา  โลกียะสุขยากที่จะเข้าไปรู้  ไปเห็นได้

            สันติสุข  คือ  พระนิพพาน  จะได้รับก็ต่อเมื่อปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอารมณ์อย่างต่อเนื่องจนจิตบริสุทธิ์ก็เข้าถึงพระนิพพาน  เป็นสุขที่แท้จริง

            โกกาปนสิกข  หรือ  สกยสุขะ  คือ  ความเชื่ออย่างมั่นคงในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view