เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,113
Page Views 656,116
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

9  มกราคม  2547

            อมิสสรสุข และ นิรามิสุข 

            อมิสสรสุข   เป็นความสุขที่อิงอามิส (ปิยสุข)

            นิรามิสุข  เป็นความสุขที่ไม่อิงอามิส  (อปิยสุข)

            ความสุขที่ได้จากการอาศัยสิ่งต่าง ๆ เช่น  จากการมีบ้านดี ๆ  มีรถดี ๆ  มีอาหารดี  หน้าที่การงานดี  เรียกว่าความสุขที่อิงอามิส  เป็นความสุขที่ผสมไปด้วยกิเลส  เป็นความสุขของปุถุชนคนธรรมดา  เมื่อมีอาสวะกิเลสเกิดขึ้น  ก็มีความทุกข์เกิดขึ้น  แต่ถ้ารู้จักเอาชนะกิเลสได้  ทำจิตให้ใสสะอาดบริสุทธิ์  ซึ่งต้องอาศัยความเพียร  ฝึกจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการสำรวมอินทรีย์ 6  ด้วยการปฏิบัติสติปัฏฐาน  4  กำหนดสติให้ต่อเนื่อง  เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นก็ต้องกำหนดทันที  ขณิกสมาธิก็จะเกิดขึ้น  วิปัสสนาญาณก็จะเกิดขึ้น  เมื่อใดที่จิตบริสุทธิ์  อาสวะกิเลส  ความโลภ  โกรธ  หลง  ก็จะเอาชนะไม่ได้  ก็จะได้รับความสุขที่แท้จริง  เป็นความสุขที่ไม่อิงอามิส

 

10  มกราคม  2547

            เรื่องความสุข 2 อย่าง

            อปิยสุข  ประกอบด้วย  ราคะ  โทสะ  โมหะ  เป็นความสุขที่ไม่บริสุทธิ์  เพราะเป็นความสุขที่ประกอบด้วยอาสวะกิเลส  ซึ่งทำให้จิตใจเศร้าหมอง

            ปิยสุข  เป็นความสุขที่ปราศจากราคะ  โทสะ  โมหะ  เป็นความสุขที่ได้จากการปฏิบัติ

เนกขัมมะวิริยะสุข  คือ  ความสุขของท่านผู้ได้นิโรธสมาบัติ

เอกนตสุข  เป็นความสุขที่สุดยอด  ปราศจากกิเลสทั้งปวง

            นิโรธสมาบัติ  คือ  ผลของการปฏิบัติที่เข้าถึงความสงบสุขของจิตที่สะอาดบริสุทธิ์  แต่ไม่ถึงกับบรรลุพระอรหันต์  เมื่อตายไปจะไปเกิดเป็นพรหมในรูปภพ  หรือ อรูปภพ  และเมื่อปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องก็จะมีโอกาสบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้  ผู้ที่ได้นิโรธสมาบัติจะได้รับความสุขระดับหนึ่ง  แต่ไม่ถึงกับเป็นสัมมาสัมพุทธะ

            เมื่อปฏิบัติไปก็จะเกิดปัญญา  รู้แจ้งเห็นจริง  และถึงพระนิพพานในที่สุด  แต่บางคนก็จะไปเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ก่อน

            พระนิพพาน  คือ  สภาวะที่ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง  การที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้  จะต้องปฏิบัติสติปัฎฐาน 4  ต้องกำหนดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา  เป็นการฝึกจิตให้สะอาดบริสุทธิ์  ปราศจากกิเลสทั้งหลาย  ต้องปฏิบัติ  จึงจะทำให้ศีล  สมาธิ  ปัญญา  มีความบริสุทธิ์  และมีพลังแก่กล้าได้  ก็จะปราศจากโสกะปริเทวะ  ทุกขะโทมนัส  เข้าถึงพระนิพพานได้ในที่สุด  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติ  คือ ผู้ที่ถูกกิเลสครอบงำ  เปรียบเหมือนวัวควาย ที่เขาผูกไว้  หรือขังไว้ไม่ให้เป็นอิสระในการเคลื่อนไหว  ซึ่งผู้ไม่ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน  ย่อมถูกอาสวะกิเลสเผาครอบงำ  จิตใจก็จะมีแต่ความเศร้าหมอง

 

11  มกราคม  2547

            คราวก่อนพูดเรื่องนิพพาน  การสำรวมอินทรีย์ 6  และการกำหนดพอง ยุบอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเป็นทางไปสู่พระนิพพาน  ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์  หรืออะไรก็ตาม  ย่อมได้รับอารมณ์พอใจบ้าง  ไม่พอใจบ้าง  อารมณ์ใด ๆ ที่พอใจก็เป็นสุข  อารมณ์ใด ๆ ที่ไม่พอใจก็เป็นทุกข์  ซึ่งการได้ประสบกับอารมณ์ต่าง ๆ ทำให้เรามีประสบการณ์ และจะทำให้เราเกิดความรู้สึกอยากจะพ้นทุกข์  คือ เข้าถึงพระนิพพาน  ทำให้มีความมุ่นมั่นที่จะปฏิบัติ  คนส่วนมากมักประมาทไม่สนใจในการปฏิบัติ  นี่คือสาเหตุทำให้เกิดทุกข์  ผู้ที่ไม่ประมาท ก็จะสนใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง  ควรทำความเข้าใจและศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้โดยการปฏิบัติสติปัฏฐาน  4  ให้มีสติอยู่กับกาย  ใจ  กำหนดตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง  ก็จะเข้าถึงปวตฺต และ อฬภูตธมฺ  คือรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปตามธรรมชาติ  ต้องมีความขยันหมั่นเพียรที่ประกอบด้วยสติ  สมาธิ  และปัญญาก็จะเข้าไปรู้ถึงอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ก็จะเกิดภาวนาพละ  คือ ได้พลัง  สติ  สมาธิ  ในที่สุดก็จะพ้นจากการปวตฺต  คือการเวียนว่ายตายเกิด  และได้รับผล คือ อปฺปวตฺต  คือ  ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป  ถ้ามีสติ  สมาธิ  ที่แหลมคม  การนั่ง 1-2 ชั่วโมงก็จะรู้สึกว่า เป็นของไม่ยากเลย  จึงนั่งได้อย่างสบาย

 

12  มกราคม  2547

            ธรรมะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิต  ถ้าเราปฏิบัติธรรม  ธรรมก็ย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม  การปฏิบัติวิปัสสนา คือ  การกำหนดพอง ยุบ  และกำหนดทุกอย่างที่เกิดขึ้น  เป็นการทำจิตให้บริสุทธิ์  เป็นการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ผู้ปฏิบัติย่อมมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข  เมื่อคุณมองไปข้างหน้าคุณจะต้องเห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างตามธรรมชาติ  แต่การเห็นที่จะพูดต่อไปนี้ไม่เหมือนเช่นนั้น  เพราะการมองเห็นที่จะพูดถึงเป็นการเห็นแบบสติปัฏฐาน 4  เมื่อขณะปฏิบัติจะเห็นสภาวะธรรมของกายกับใจ  เห็นการเคลื่อนไหวของพอง ยุบ  เห็นการตึง  แน่น  คลาย ของอาการที่ท้องพอง ยุบ  คนที่จะเห็นได้ก็คือ  ผู้ปฏิบัติเท่านั้น  เพราะเป็นการเห็นปรากฎของรูปนาม  เหมือนกับเมื่อกินอาหารเพราะเราหิว  และเมื่อกินอิ่มความหิวก็หายไป  เมื่อเราปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4  ก็จะรู้แจ้งสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง  การที่จะเห็นได้ต้องตั้งใจปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและจริงจังจนมีสติ  สมาธิแหลมคม  มีพลังแก่กล้า  ก็จะรู้ถึงสันฐาน คือ  รูปร่าง  อาการ  สภาวะของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ในขณะปฏิบัติสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เราเห็น  นั่นคือ  ความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ซึ่งจะเห็นเฉพาะผู้ปฏิบัติเท่านั้น  แม้แต่ผู้ปฏิบัติเองถ้าสติ  สมาธิ  ไม่แหลมคมก็ไม่สามารถมองเห็นสภาวะต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน  ดังนั้น  เมื่อโยคีตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจังก็จะได้รู้แจ้ง  เห็นจริง  สันฐาน  อาการ  สภาวะได้อย่างชัดเจน  เมื่อเห็นอาการเกิดขึ้น  และดับไปของพอง ยุบอย่างชัดเจน  จิตก็จะสงบ  สติ  สมาธิก็จะพัฒนาแหลมคมยิ่งขึ้น  แสงสว่างแห่งปัญญาก็จะเกิดขึ้น  ทั้งนี้ก็ต้องกำหนดให้ติดต่อกันอย่าให้มีช่องว่าง  ต้องจดจ่ออย่างจริงจัง  อาสวะกิเลสก็จะไม่รบกวน  จิตก็จะบริสุทธิ์  สงบ  นี่คือผลของการปฏิบัติ  ก็จะเปลี่ยนแปลงสภาพจากคนธรรมดาสามัญ  เป็นอริยบุคคล  และบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด

 

13  มกราคม  2547

            การกำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้น  ถ้าตั้งใจกำหนดอย่างมีสติก็จะเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับกาย  ใจ  อย่างชัดเจน  เหมือนเห็นด้วยตาเปล่า  แต่ถ้าสติไม่ชัดเจนก็จะไม่เห็นแม้แต่เวลาเดิน  ก็ต้องกำหนดอย่างละเอียดทุกขณะ  ถ้าปฏิบัติได้อย่างถูกต้องก็จะตรงกับคำว่า  พุทธาพุทธนุปสฺสติ  การปฏิบัติธรรมเพื่อกำจัดอาสวะกิเลสทั้งหลาย  โยคีต้องปฏิบัติด้วยความตั้งใจและเอาใจใส่ในทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว  กำหนดทุกสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะที่ปฏิบัติ  เมื่อหลับตา  กรรมดี  กรรมชั่วที่เคยทำไว้ก็จะปรากฎให้เห็น  โยคีมีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์  มีสติ  สมาธิตลอดเวลาก็จะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้า

ยิ่ง ๆ  ขึ้นไป  ศีลเปรียบเสมือนปาก  จึงสำคัญมาก  ดังนั้นจึงต้องสำรวมเรื่องการพูดให้มาก  กมฺมสกตาสัมมาทิฏฐิ  คือ เชื่อว่า กรรมเป็นของตนเอง  ทำกรรมดีย่อมได้ดี  ทำชั่วย่อมได้ชั่ว  ต้องมีสัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะ  รู้ว่าอะไรถูก  อะไรผิด  ต้องสำรวมในการพูดไม่พูดส่อเสียด  ไม่พูดคำหยาบ  ไม่พูดปด  ไม่พูดเพ้อเจ้อ  เมื่อสำรวมศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์  เวลาปฏิบัติ  สติ  สมาธิก็จะมีกำลังแหลมคมเอาชนะกิเลสทั้งหลายได้  อกุศลก็จะไม่เกิดขึ้น  หรือแม้จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว  ก็สามารถเอาชนะได้  นั่นคือ  ได้ชื่อว่า ปฏิบัติตามวิธีวิปัสสนา  ต่อมาก็จะได้โลกียะมรรค  และโลกุตตระมรรคยิ่ง ๆ ขึ้น ไป  เมื่อเข้าถึงอนุโลมญาน  สติ  สมาธิก็จะมีกำลังแหลมคมยิ่งขึ้น  เมื่อปฏิบัติอย่างไม่หยุดยั้งก็จะละซึ่งสักกายะทิฎฐิ  วิจิกิจฉา  สีลภฺพตฺตปรามาสได้  การปฏิบัติก็เพื่อกำจัดความเห็นผิด  เมื่อละสิ่งนี้ได้สิ้นเชิงก็ไม่ต้องไปสู่อบายภูมิ  นี้คือผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4  ในที่สุดก็จะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด  ปวตฺต และอปฺปวตฺต  ผลของการปฏิบัติวิปัสสนาจะทำให้ห่างไกลจากอกุศลทั้งหลาย  หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  เป็นผู้มีทิฎฐิ  คือ  กมฺมสกฺกสมฺมาทิฎฐิ  คือ ความเห็นชอบ  เห็นว่าทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view