เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,117
Page Views 656,120
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

 

14  มกราคม  2547

            ฉันมาที่นี่ไม่คิดว่าจะมาพูดธรรมะ  มาเพื่อสอบอารมณ์เท่านั้น  และพักผ่อนอย่างสบาย ๆ  แต่เช้านี้สะยาด่อร์  ได้ขอร้องให้พูดธรรมะเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว  ซึ่งฉันไม่อยากพูดเพราะต้องพูด 2 ภาษา  ที่ไม่อยากพูดเพราะเวลาพูดภาษาอังกฤษจะลืมพูดภาษาพม่า  ถ้าพูดพม่าจะลืมพูดภาษาอังกฤษ  ตอนนี้ฉันจะต้องพูดทั้ง 2  ภาษา ทั้งอังกฤษและพม่า  เมื่อฉันมาถึงที่นี่ท่านสะยาด่อร์บอกว่า  ต้องพูดธรรมะวันละ 1 ชั่วโมง  การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะได้ผลจะต้องมีอาตาปี  สติมา  สัมปชาโน  มีความพยายามอย่างเต็มที่  สติมา มีสติอยู่ตลอดเวลา  เมื่อฉันสอบอารมณ์โยคี  โยคีบางคนสามารถอธิบายประสบการณ์ได้อย่างชัดเจน  ทันทีที่เขานั่งลงเขาเริ่มอธิบายเกี่ยวกับเรื่องสภาวะทันที  คงจะต้องบรรยายว่า  เมื่อคุณกำหนดคุณได้ประสบการณ์อย่างไร  คุณจะต้องให้ข้อมูลว่า  ต้องเอาใจใส่ในการ

            กำหนด  เพราะว่ามันมีความสำคัญมาก  คุณจะต้องใส่ใจว่าคุณกำหนดพอง ยุบ อย่างไร  เมื่อคุณปฏิบัติวิปัสสนา  เดินจงกรม  นั่งสมาธิ  คุณจะต้องบรรยายว่าคุณกำหนดอย่างไร  จะต้องบรรยายว่าเมื่อฉันนั่ง 1 ชั่วโมง  ฉันกำหนดสภาวะเบื้องต้น คือ พอง ยุบ  ฉันกำหนดอย่างใกล้ชิดทั้ง ๆ ที่ฉันกำหนดอย่างใกล้ชิด  บางทีจิตของฉันก็วิ่งไปสู่อารมณ์อื่น  ฉันพยายามกำหนดอย่างใกล้ชิดแต่ก็ไม่วายที่จิตใจจะวิ่งไปที่อื่น  เพราะฉะนั้น  พระพุทธเจ้าจึงบอกอาตาปะ  คุณจะต้องบรรยายว่ากำหนดอย่างไร  คุณจะต้องอธิบายว่าปฏิบัติอย่างไร  กำหนดอย่างไร จะต้องบอกว่าเราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด  คุณไม่ต้องบรรยายว่าเริ่มกำหนดตั้งแต่เบื้องต้นถึงที่สุด  ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าฉันกำหนดตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุดไม่ได้  ไม่มีความจำเป็นที่จะพูดอย่างนั้น  ถ้าสมาธิคุณแหลมคมคุณก็จะเห็นได้เอง  แต่เราจะต้องบอกว่าฉันไม่สามารถที่จะกำหนดอย่างใกล้ชิดได้  ถ้าคุณให้ข้อมูลว่าฉันไม่สามารถกำหนดอย่างใกล้ชิดได้  คุณจะต้องใส่ใจกำหนดอาการพอง ยุบ ยิ่งขึ้น  เมื่อฉันกำหนดว่า  พองหนอ  ฉันเห็นอาการของท้องพองขึ้น หรือขยายขึ้น  นั้นคืออาการที่เราเห็น  เมื่อฉันกำหนดยุบหนอ  ฉันเห็นท้องมันยุบลงในลักษณะอย่างไร  คุณยิ่งกำหนดการพอง ยุบได้ชัดเจนเท่าไหร่  คุณยิ่งติดตามอาการคิดได้มากเท่าไหร่  คุณยิ่งกำหนดได้อย่างใกล้ชิดอย่างไร  คุณก็จะรู้ว่ามันพองขึ้นอย่างไร  ประสบการณ์อะไรที่คุณได้เห็น  คุณจะต้องอธิบายในขณะที่คุณกำลังกำหนดพอง ยุบ  คุณจะต้องรู้อารมณ์อย่างอื่นด้วย  เช่น  ได้ยินเสียง  อาการคิด  เช่น  บางครั้งจะรู้สึกเย็น  ร้อน  อย่างนี้  อะไรที่คุณเห็นคุณจะต้องอธิบายว่าคุณเห็นอะไร  ส่วนมากเวลาฉันสอบอารมณ์  โยคีจะอธิบายเฉพาะสภาวะที่เกิดขึ้น  แต่ไม่ได้ใส่ใจ คือไม่ได้ให้ข้อมูลว่ากำหนดอย่างไร  ไม่ได้พูดถึงวิธีการกำหนดพอง ยุบ  โยคีจะต้องรายงานให้อาจารย์ทราบ  ไม่ต้องกลัวว่า  อาจารย์จะรำคาญ  ท่านไม่รำคาญหรอก  ในขณะที่ปฏิบัติต้องไม่สนใจสิ่งใด  ๆ ทั้งสิ้น  ต้องเคารพครูบาอาจารย์  เคารพในการปฏิบัติ  สำรวมตา  ตลอดเวลา  ไม่พยายามมองสิ่งใด ๆ  ต้องทอดสายตาลงต่ำตลอดเวลา  แม้แต่รายงานส่งอารมณ์  ขณะที่คุณปฏิบัติต้องพยายามพัฒนาสติ  สมาธิ  ถ้าไม่สำรวมตา  เมื่อตามองทุกอย่าง  สิ่งที่เห็นก็จะเข้ามากระทบสติ  จงจำไว้เสมอว่า  โยคีต้องปิดตา  ทอดสายตาลงต่ำตลอดเวลา

 

15  มกราคม  2547

            เรื่องการบรรลุโสดาบันจะพูดเรื่องวิจิกิจฉา  เมื่อโยคีพ้นจากอกุศล คือมีจิตห่างไกลจากอกุศล  จิตก็จะเป็นกุศลเข้าสู่จิตที่เป็นโสดาบัน  พ้นจากวิจิกิจฉา  เข้าสู่ความเป็นพระอริยะบุคคล หรือพระอรหันต์  คือบุคคลที่ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลายได้  ผลของการบรรลุโสดาบัน  คือทำให้ผู้นั้นมีจิตบริสุทธิ์ห่างไกลจากอกุศล  และอาสวะกิเลสทั้งหลาย  ห่างไกลจากอวิชชา  เมื่อได้ฌาณหรือวิปัสสนาญาณ  ตายไปก็จะไม่ไปเกิดอบายภูมิ  คือ  เปรต  อสุรกาย  หรือสัตว์เดรัจฉานอีก  จะไปสู่สุคติภพ มีพรหมโลก เป็นต้น  นี้คือผลของการปฏิบัติจนได้บรรลุโสดาบัน  ภพต่อไปมีโอกาสบรรลุอรหันต์และเข้าสู่พระนิพพาน 

            อริยบุคคล  คือผู้ที่ห่างไกลจากอาสวะกิเลส  โสดาบันคืออริยบุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์  ปราศจากอาสวะกิเลสที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง  เมื่อปฏิบัติต่อไปก็จะทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง  มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า  มีศีลมั่นคง  มีหิริ คือความละอายและโอตัปปะ  คือ ความเกรงกลัวต่อบาป  นี่คือผลของโสดาบัน  เมื่อเป็นพระอริยบุคคลก็จะเป็นผู้ที่มีคุณภาพสูง  เพราะปราศจากสักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  เป็นผู้ปราศจากมิจฉาทิฏฐิ  เป็นผู้มีสัมมาทิฎฐิ  มีมรรคมีองค์ 8  นี้คือ อานิสงส์อีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งเป็นเหตุผลที่เกิดจากการปฏิบัติ  โสดาบันย่อมรู้ว่าสิ่งใดดีและไม่ดี  ถูกหรือผิด  ก็จะไม่ทำในสิ่งที่ผิด  จะทำในสิ่งที่ถูก  เพราะเป็นบุคคลที่มีจิตสะอาดบริสุทธิ์  ย่อมเป็นผู้คิดดี  ทำดี  ไม่ถูกกิเลส คือ โลภ โกรธ หลงครอบงำ

            สัพพเวร  คือ เวรมี 2 อย่าง

            กิเลสเวร  คือ กิเลสที่เกิดจากศัตรู ได้แก่  โลภ  โกรธ  หลง  เป็นต้น

            บุคคลเวระเวร  หรือ ศัตรูบุคคล  โสดาบันจะพ้นจากเวรเหล่านี้  จะมีแต่ความสงบสุขอยู่ในโลก  อานิสงส์อีกข้อคือ  ได้เป็นบุตร-ธิดา ของพระพุทธเจ้า  และเข้าถึงพระนิพพานในที่สุด

 

16  มกราคม  2547

            การปฏิบัติสติปัฎฐาน เพื่อละสักกายทิฏฐิและวิจิกิจฉาเพื่อละอกุศลมูล  มีราคะ  โทสะ  โมหะ  อานิสงส์ของการปฏิบัติมีมากมาย  เมื่อปฏิบัติสติปัฏฐานแล้วย่อมบรรลุโลกียะฌาณ -โลกุตตรฌาณ  ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องประกอบด้วย  ศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ ที่แก่กล้า และเข้มแข็ง  จึงจะได้รับผลสำเร็จ  ในขณะที่ปฏิบัติต้องตั้งใจเอาใจใส่กำหนดพองยุบอย่างใกล้ชิด  และกำหนดอย่างต่อเนื่องไม่ให้มีช่องว่าง  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติก็จะเต็มไปด้วยอาสวะกิเลสทั้งหลาย  เพราะไม่มีการป้องกันกิเลสก็จะเกิดขึ้น  จิตก็จะมีแต่อาฆาต  พยาบาท เป็นอันมาก  จิตใจก็จะรุ่มร้อน  กระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา  เพราะไม่มีธรรมะอยู่ในจิตใจ  จึงถูกนิวรณ์ครอบงำ  ผู้ที่ต้องการบรรลุโลกียะฌาณ-โลกุตตรฌาณ  ควรต้องไปหาที่สงบ  เข้าป่า  สู่เรือนว่าง  หลีกหนีให้ห่างไกลจากหมู่คณะ  และต้องปฏิบัติอย่างจริงจังตามลำพัง  ก็จะได้รับผลคือ โลกียฌาณและโลกุตตรฌาณ  จิตก็จะสะอาดบริสุทธิ์  หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย  เมื่อได้บรรลุโสดาบันก็จะหลุดพ้นจากอกุศล  พ้นจากกิเลสทั้งหลายได้เหมือนกัน  สติปัฏฐาน 4 เท่านั้น  โดยการกำหนดพอง ยุบอย่างใกล้ชิด  ต้องมีสติ  สมาธิที่เข้มแข็ง  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  พระองค์ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ที่มีจิตใจไม่สงบได้  มีวิจิกิจฉาได้  แม้แต่ธรรมะก็ช่วยไม่ได้

 

17  มกราคม  2547

            เมื่อวานพูดเรื่องปัจจเวกขณะและนิวรณ์ 5  ซึ่งเกิดสำหรับปุถุชน  แต่ไม่เกิดสำหรับโสดาบันหรือพระอรหันต์  จะพูดถึงโลกนี้  และโลกหน้า  ถ้าผู้ใดมีจิตไม่เข้มแข็งก็จะถูกนิวรณ์ครอบงำได้ง่าย  ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจว่าอะไรคือรูป  อะไรคือนาม  ก็จะไม่รู้วิธีป้องกันนิวรณ์ได้  จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจว่านิวรณ์เกิดมาจากอะไร  และจะป้องกันอย่างไร  ถ้าคุณไม่เคยปฏิบัติสติปัฏฐาน  ก็จะไม่เข้าใจเรื่องอาสวะกิเลสและไม่รู้จักวิธีที่จะกำจัดอาสวะกิเลส  ดังนั้น  ถ้าต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุขต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน 4  โดยการกำหนดกายกับใจ  กำหนดพอง ยุบ  ต้องกำหนดสติให้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง  ต้องรู้จักรักษากฎระเบียบข้อบังคับ  เคารพธรรมะ  เคารพครูบาอาจารย์ผู้ให้คำแนะนำ  ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและปฏิบัติตามคำแนะนำของครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ  ก็จะสามารถพัฒนาสติ  สมาธิให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป  สติ  สมาธิ ก็จะแก่กล้าเข้มแข็ง   ชนะกิเลสทั้งหลายได้  จิตก็จะสงบ  สะอาด  บริสุทธิ์  ก็จะเข้าสู่โสดาบัน  ไปสู่สุคติภพ  เข้าถึงโลกียฌาณ  โลกุตตรฌาณ  ห่างไกลจากกามฉันทะ  คือ ความพอใจในกามคุณ  ถ้ากามฉันทะเกิดขึ้นก็ต้องปฏิบัติตามหลักสมถะ หรืออานาปานสติ  ก็อาจช่วยได้  แต่ถ้าโยคีมีสติตลอดเวลา  อาสวะกิเลสต่างๆ ก็จะครอบงำไม่ได้ 

            กามฉันทะ คือ หนึ่งในอาสวะกิเลส  เพราะฉะนั้น กามฉันทะก็คือ  ไฟกองหนึ่ง  จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น  โดยการมีสติตลอดเวลา

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view