เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 497,118
Page Views 656,121
สินค้าทั้งหมด 1
 

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

60 ชั่วโมง กับเทศนาธรรม

 

18  มกราคม  2547

            เมื่อวานพูดเรื่องกามฉันทะนิวรณ์  เมื่อกามฉันทะเกิดขึ้น  ก็จงพยายามกำหนด 1-2-3  ครั้ง  แล้วกลับมาที่พอง ยุบ  นิวรณ์ตัวต่อไปคือ  พยาปาทะ คือ ความพยาบาท  เมื่อนิวรณ์ตัวนี้เกิดขึ้นก็จะทำให้เกิดความเสียใจ  จิตใจเศร้าหมอง  ความหลงผิด คือ โมหะ ก็จะตามมา  เมื่อโมหะเกิดขึ้น  ความพยาบาทเกิดขึ้น  จงพยายามเพ่งพิจารณาในสิ่งนั้นด้วยความเมตตา  ขณะที่ปฏิบัติถ้ามีความใคร่หรือนิวรณ์ตัวใดเกิดขึ้น  ต้องพยายามเพ่งพินิจพิจารณาอย่างมีสติ  สมาธิ  เพื่อจะเอาชนะนิวรณ์ให้ได้  ถ้าไม่มีนิวรณ์ก็ไม่ใช่การปฏิบัติ  เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นสิ่งที่ตามมาคือ โทสะ  เมื่อนิวรณ์หรือโทสะเกิดขึ้นก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทันที  จิตใจก็จะเปลี่ยนแปลง  ร่างกายและอารมณ์ก็จะเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้น  มนุษย์จึงต้องมีการปฏิบัติ  มีศีล  สมาธิให้บริสุทธิ์  เพื่อทำให้จิตใจบริสุทธิ์  ไม่ให้มีความโกรธเกิดขึ้น  ถ้าผู้ใดถูกนิวรณ์ครอบงำเข้าก็จะไม่มีความสุข  จิตใจจะเป็นทุกข์ตลอดเวลา  จิตใจเศร้าหมอง  ไม่ต้องการคบค้าสมาคมกับใคร  เห็นคนอื่นเหมือนเชื้อโรค  จิตใจเศร้าหมอง  ขุ่นมัวตลอดเวลา  เพราะถูกโมหะ  โทสะครอบงำ  ถ้าต้องการให้หลุดพ้นจากโมหะ  โทสะ  ก็ต้องปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตให้สะอาด  บริสุทธิ์  เข้มแข็ง  ก็จะสมาคมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขเป็นที่ยอมรับของคนอื่น  และสังคม  เพราะมีเมตตา  กรุณาต่อผู้อื่นเสมอ

            นิวรณ์ตัวต่อไป  คือ ถีนมิทธะ  คือ  ความง่วง  ถ้าปฏิบัติสติปัฎฐาน  ต้องมีความตั้งใจ มีความเพียรให้มาก  จึงจะเอาชนะนิวรณ์ถีนมิทธะได้  เพราะถ้าถูกถีนมิทธะครอบงำก็จะไม่อยากทำความเพียรเหมือนคนไข้ไม่อยากกินยา  การปฏิบัติต้องมีความพอใจ  เคารพในธรรมะ  ไม่เกียจคร้าน  การปฏิบัติจึงจะเจริญก้าวหน้าไปได้  ถ้าขี้เกียจ  ขาดความเพียร  นั่นคือ  ขาดตัวฉันทะ  ความพอใจ  การปฏิบัติก็จะไม่เจริญก้าวหน้า  จึงต้องมีสติตลอดเวลา

 

 

19  มกราคม  2547

            นิวรณ์ตัวต่อไปเกิดขึ้นอย่างไรและมีวิวัฒนาการอย่างไร  และจะกำจัดนิวรณ์นั้นอย่างไร  นั่นคืออุทธัจจกกุจจ  คือ  ความฟุ้งซ่าน   รำคาญใจ  ถ้าเป็นผู้ครองเรือนก็รำคาญลูกหลานที่มารบกวน  ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติก็เบื่อที่จะปฏิบัติ  เบื่อครูบาอาจารย์  ในขณะที่ปฏิบัติเกิดความฟุ้งซ่าน  รำคาญใจ  ไม่อยากจะกำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้น  ถ้าหากนิวรณ์นี้เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน  รำคาญ  เบื่อหน่ายในการปฏิบัติ  จึงจำเป็นที่โยคีจะต้องเพิ่มความเพียรให้เสมอกับสมาธิ  กำหนดให้ลึกซึ้ง  กำหนดให้ต่อเนื่อง  นิวรณ์ต่อไปคือ วิจิกิจฉา  คือ ความลังเลสงสัยในธรรมะ  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ไม่มีความมั่นใจในการปฏิบัติ  โยคีจะต้องมีศรัทธากับปัญญาให้เสมอกัน  อาจใช้วิธีสมถะเพื่อพัฒนาจิตให้เกิดฌาณ  ให้เกิดขณิกสมาธิให้เกิดปัญญาก็ได้  เพื่อจะได้เกิดเป็นวิปัสสนาญาณ  เปรียบเหมือนผู้หญิง  ผู้ชาย  เดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน  มีเงินมากมาย  แต่เมื่อถึงทางแยกก็ไม่รู้จะเดินทางไปทางไหน  ตัดสินใจไม่ถูก  ไม่กล้าตัดสินใจที่จะไปทางไหน  เมื่อยืนลังเลอยู่ก็ถูกขโมยแย่งชิงเอาเงินไป  โยคีก็เช่นเดียวกัน  มีความลังเลสงสัย  มัวแต่ลังเลใจ ทำให้เสียโอกาสที่จะทำความเพียรให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น  โยคีจึงต้องมั่นใจและต้องตั้งใจปฏิบัติอย่างไม่เกียจคร้าน  ฉะนั้น  โยคีต้องพยายามสนใจตามคำสอนของครูบาอาจารย์  และต้องเก็บมาคิด  พิจารณา  ไตร่ตรองให้เข้าใจ  ก็จะเกิดความมั่นใจมากขึ้น 

            ได้อธิบายนิวรณ์ 5 ตัวจนครบแล้ว  โยคีต้องพยายามกำหนดอารมณ์ให้ต่อเนื่องเพื่อจะได้เอาชนะนิวรณ์ 5 นี้ได้  ต้องกำหนดกาย  ใจ  ด้วยความตั้งใจ  เอาใจใส่  กำหนดอย่างต่อเนื่อง  เพื่อจะได้ทำจิตให้บริสุทธิ์  มีสติ  สมาธิแหลมคม  นั่งกำหนดโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ  มีความอดทน  กำหนดทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่ปฏิบัติจะต้องเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ต้องทำความเข้าใจ  โสดาบันบุคคลจะไม่ถูกนิวรณ์ครอบงำได้  เพราะพ้นจากกิเลสทั้งหลายได้แล้ว  โสดาบันย่อมจะเข้าใจอริยสัจ 4 ได้ดี

 

20  มกราคม  2547

            เรื่องความเจ็บปวดโดยธรรมชาติ  เมื่อกำหนดพอง ยุบ  ถ้าเห็นการเกิดขึ้นของสภาวะอย่างชัดเจนและกำหนดอย่างใกล้ชิดของกาย ใจที่เกิดขึ้น  ก็จะรู้ถึงความจริง  คือ  อริยสัจ 4  คือ ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค

            ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของกาย ใจ  ถ้าโยคีสามารถกำหนดได้อย่างใกล้ชิดจนเอาชนะความเจ็บปวดได้ก็จะเป็นหนทางไปสู่นิพพาน  แต่ถ้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและรู้แจ้งถึงเวทนาที่เกิดขึ้น  อย่างน้อยก็จะได้เป็นโสดาบัน  โยคีผู้ที่พยายามปฏิบัติเพื่อลดละอาสวะกิเลส  จะต้องพยายามกำหนดให้ต่อเนื่อง  เมื่อสติ  สมาธิแหลมคม  ก็จะเห็นซึ่งความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างชัดเจน  ก็จะเกิดปัญญา  จะได้ภังคญาณและเข้าถึงโสดาบันเป็นอย่างน้อย  ถ้าโยคีสามารถมองเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนก็เป็นการพัฒนาสติ  สมาธิให้แหลมคมยิ่งขึ้นต่อไป  ก็จะเอาชนะอาสวะกิเลสได้

            สมถะ  หมายถึง  ความสงบของกิเลส  ความสงบของจิต  ละสักกายทิฏฐิได้  เมื่อปฏิบัติสมถะก็สามารถเอาชนะอนุสัยกิเลสได้  เมื่อมีสมาธีแก่กล้าและพัฒนาสติ  สมาธิให้มีพลังแก่กล้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป  บางครั้ง โสดาบันบุคคล  พิจารณาความเกิด ดับของกิเลสอย่างต่อเนื่องก็จะละกิเลสได้  แต่โสดาบันบุคคลยังมีกิเลสอยู่  เมื่อพิจารณากาย  ใจ  เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  และโสดาบันปฏิบัติไปไม่หยุดยั้งก็จะละสักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลพตตปรามาสได้  เมื่อละสิ่งเหล่านี้ได้แล้วตายไปก็จะไปสู่พรหมโลกอย่างน้อยเกิดเป็นเทวโลก  เทวดา  อินทร์  พรหม  โสดาบันจะต้องพิจารณากาย  ใจ  พอง ยุบ  ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  ต้องมีสติตลอดเวลา  ถ้าไม่ปฏิบัติก็ละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้

 

21  มกราคม  2547

            เมื่อได้กำหนดพอง ยุบอย่างชัดเจนใกล้ชิด  จิตก็จะเกิดความสงบ  เกิดสติ  สมาธิแก่กล้า  เพราะนิวรณ์กิเลสจะเกิดขึ้นไม่ได้  จิตก็จะสะอาดบริสุทธิ์  เมื่อกำหนดอย่างใกล้ชิดก็จะรู้อะไร  เห็นอะไรเกิดขึ้น  เข้าใจอะไรได้ดีขึ้น  ถ้ามีสมาธิดี เพ่งกำหนดอย่างใกล้ชิดก็จะเข้าใจ  เพราะมีสติตลอดเวลา   การเดิน  ทันทีที่เริ่มก้าว  กำหนดทันทีทุกขณะ  ยก  ย่าง  เหยียบ  กำหนดอย่างใกล้ชิดทุกขณะอย่างใกล้ชิดอย่างมีสติก็จะทำให้รู้  และเข้าใจรูป นามได้ดียิ่งขึ้น  เช่นเดียวกับการนั่งสมาธิ  ถ้าตั้งใจกำหนดพอง ยุบอย่างใกล้ชิด  เพ่งพินิจอย่างตั้งใจ  ก็จะรู้รูป นาม  และเข้าใจสภาวะที่เกิดขึ้น  รู้จักขันธ์ 5  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  รู้ถึงการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  ดับไปของขันธ์  5  บางทีอาจจะเป็นการยากที่จะเข้าใจเรื่องขันธ์ 5  แต่ถ้าพูดเรื่องธาตุ 4 ก็จะเข้าใจง่ายว่า  คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ

 

22  มกราคม  2547

            วันนี้พูดถึงธาตุ  คือวิญญาณธาตุ  จักขุวิญญาณธาตุ  โสตะวิญญาณธาตุ  ฆนวิญญาณธาตุ  ชีวหาวิญญาณธาตุ  การสัมผัสระหว่าง  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  คือ  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  สัมผัส  ธรรมารมณ์  เมื่อกำหนดสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นก็จะเอาชนะกิเลสได้  ในขณะเดียวกันจะต้องกำหนดพอง ยุบอย่างใกล้ชิดด้วย  เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น  ก็ต้องรีบรู้และกำหนดด้วย  เมื่อโยคีตั้งใจกำหนดอย่างถูกต้องวิธี  ก็จะเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลง  และความไม่แน่นอนของสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  เมื่อมีสติแหลมคมก็จะเห็นอาการพอง ยุบ อย่างชัดเจน  จะเป็นหนทางให้เข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน  ผู้ปฏิบัติจะเข้าใจในขันธ์  5  อายตนะ 12  เข้าใจอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ก็จะเป็นอริยบุคคล  บรรลุพระอรหันต์ในที่สุดก็จะหลุดพ้นจากการรบกวนของอาสวะกิเลสทั้งหลาย  แม้แต่ผู้ที่บรรลุพระอรหันต์แล้วก็ยังต้องปฏิบัติ  ทำสติตลอดเวลา  แม้ว่าจะมีการรู้แจ้ง  เห็นจริงแล้ว  มีจิตใจสะอาด  บริสุทธิ์แล้ว  ก็จะต้องกำหนดสติอย่างต่อเนื่อง  และจะต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น  ศาสนาอื่นก็ไม่สามารถบรรลุได้  เมื่อโยคีปฏิบัติจนได้ประสบการณ์จากการปฏิบัติแล้วก็จะเข้าใจและได้รับความสุขอย่างแท้จริง  เช่นเดียวกับพระอรหันต์สุภัทธในสมัยพุทธกาล  ซึ่งเมื่อก่อนมีความเชื่อในศาสนาอื่น  แต่ได้มาฟังธรรมพระพุทธเจ้าและได้ปฏิบัติตามคำสอน  จนกระทั่งบรรลุเป็นอรหันต์ในที่สุด

            ธมฺมวิจย  คือ  การพิจารณาตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า  ดังนั้น  ผู้ที่ต้องการหลุดพ้นจึงต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  จึงจะหลุดพ้นได้

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view