เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,348
Page Views 696,359
สินค้าทั้งหมด 1
 

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

            แม้ แต่พระโพธิสัตว์ เราตอนที่เป็นดาบสก็มีทิฏฐิมานะว่าตนเองเกิดในตระกูลสูง เป็นพราหมณ์มหาศาล ออกบวชมาก็น้อมนึกอยู่ว่าเรานี่เป็นคนตระกูลสูง ตระกูลพราหมณ์ ไม่มีใครสูงไปกว่าเรา เรามีทรัพย์สมบัติมาก แทนที่จะเจริญสมถกรรมฐานให้ได้ฌาน เลยไม่ได้ มีมานะเหล่านี้ ฌานอะไรก็ไม่เกิด ทีนี้พระปัจเจกพุทธเจ้าที่อยู่ทางทิศเหนือท่านก็มาพิจารณาว่า โอ ฤาษีองค์นี้ไม่ใช่บุคคลธรรมดา เป็นพระโพธิสัตว์ จะต้องตรัสรู้เป็นอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าในภัทรกัปป์นี้ แต่ว่ามัวไปนึกถึงชาติตระกูลของตัวเอง ความมั่งมีศรีสุขที่มีอยู่ ฌานก็เลยไม่เกิด อย่างที่บาลีท่านบอกว่า

            “ตาปโสปิ อตฺตโน ชาตึ นิสฺสาย มานวสิโก หุตฺวา ฌานํ อุปฺปาเทตุ น สกฺโกติ.” (ฝ่ายฤาษีมัวคิดถึงชาติตระกูล มานี่อาศัยชาติตระกูลนี้ ก็ไม่สามารถยังญาณให้เกิดขึ้นได้) พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เลยเหาะมาโปรดพระโพธิสัตว์ ท่านมานั่งอยู่บนแท่นหินหน้าบรรณศาลา พระโพธิสัตว์อยู่ในศาลา พอเปิดประตูออกมาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั่งอยู่บนแท่นหินก็โกรธ ด่าว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะว่าสมัยก่อนพวกพราหมณ์เขาถือว่าใครโกนหัวเป็นคนจัณฑาล ฉะนั้นคำด่าเจ็บ ๆ ในสมัยโบราณเขาเรียกว่า “สมณะมุณฑิกะ คนหัวโล้น” หมายความด่าจิกหัวกันเลย เรียกพระในศาสนาเราว่า สมณะหัวโล้น สมณะมุณฑิกะ พระโพธิสัตว์ออกมาเห็นก็โกรธ ด่าเลย “นัสสะ วสละ กาลกัณณิ มุณฑิกสมณะ กิมัตถัง นิสินนผลเก นิสินโนสิ” (จงฉิบหาย คนถ่อย คนกาลกิณี คนหัวโล้น ท่านถือดีอย่างไรมานั่งบนแท่นหินของฉัน) ผลที่สุดพระปัจเจกพุทธเจ้าบอกว่า “เออ เอาสิ เธอกับฉันใครจะแน่กว่ากัน” ท่านก็เลยเหาะขึ้นบนอากาศ เอาเท้าถูสีกันให้ขี้ฝุ่นตกลงบนชฎาของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เลยคิดได้ว่า “โอ ดูสิ ท่านก็เป็นนักบวช เราก็เป็นนักบวช ท่านก็มีร่างกายที่หนักเหมือนเรา แต่ท่านเหาะขึ้นไปบนอากาศได้ เหมือนกับปุยนุ่นที่เขาเอาใส่ในช่องลม มันก็ปลิวไป” โอ เราอาศัยทิฏฐิมานะอย่างนี้ไม่ดีเลย จะทำให้เราไปสู่อบายมากกว่า คนที่ประเสริฐ ไม่ใช่ว่าเกิดจากทิฏฐิมานะนี้ต้องอาศัยศีล อาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านก็เลยคิดว่าวันนี้ถ้าเราข่มทิฏฐิมานะของเราไม่ได้ เราจะไม่ออกไปหาอาหารกินแล้ว ท่านก็เลยกลับเข้าไปสู่บรรณศาลา ข่มมานะของท่าน แล้วยังฌานให้เกิดขึ้น เพราะพระโพธิสัตว์ทำอะไรได้ไว บุญบารมีพร้อมแล้ว ท่านก็ได้ฌาน แล้วท่านก็ออกมาเลย นี้ปรากฏในปัญจุโปสถะ ในชาติกะเดรสกะนิบาตปกิณกะวรรค ให้ไปอ่านในชาดกนั้น อาจารย์ไม่ขยาย หยิบยกมาเพื่อให้รู้ว่ามานะนั้นไม่ดีเลย มันจะเป็นเครื่องกางกั้น ไม่ว่ามานะเกิดเพราะอาศัยอะไรก็แล้วแต่ ก็ขอให้โยคีของเราถ้ามีก็ทิ้งไป

            ที นี้เรามาตรงนี้ อย่างอื่นเราทิ้งมาหมด ภาระอะไรทุกอย่างเราทิ้งมาหมดแล้ว เราไม่รับภาระที่นี่เขาก็ไม่ให้เรามีภาระอะไร อาหารการกิน การเช็ด การถู การปัด การกวาด การแสวงหาอะไรไม่มี เมื่อเราไม่มีภาระอย่างนี้ มาตรงนี้เขาก็ให้อยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่เราก็ต้องมารับภาระอย่างหนึ่ง คือการเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ตอนนี้ภาระอย่างอื่นเราทิ้งไปหมดแล้ว แต่ไม่ใช่มานั่งเฉย ๆ ปล่อยใจไป อย่างนี้ไม่ใช่นะ ต้องมาเอาใจใส่ดูแลตัวของเราเอง แล้วมันไปตรงกับกรรมฐานอย่างไร ที่ว่าให้มาดูแลตัวเอง คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีหลักฐานปรากฏอยู่ในอังคุตรนิกายจตุกกะนิบาตโรหิตัสสะสูตร ในสมัยนั้นโรหิตตัสสะเทวดา เทวดาในที่นี้ได้แก่พรหม ไม่ใช่เทวดาอยู่ในกามาวจร 6 ชั้น เป็นพรหม เมื่อก่อนนี้เป็นฤาษี ท่านมีอายุ 200 ปี ท่านเหาะไปอยากดูว่าที่สุดของโลกมันอยู่ตรงไหน เหาะไปจนหมดอายุ 200 ปีไม่เห็นที่สุด ยิ่งไป ยิ่งเห็น โลกจักรวาลมันไม่มีที่สุด อนันตจักรวาลไม่มีที่สุด ท่านไปเท่าไรก็หาที่สุดไม่ได้ ก็เลยมรณภาพเสียก่อน ยังไม่เห็นที่สุดของโลกเลย ท่านก็ไปเกิดเป็นพรหม แล้วสมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ท่านก็ลงมาถามปัญหาว่า “ที่สุดของโลกอยู่ตรงไหน” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

            “อปิจาหัง อาวุโส อิมัสมิง เยวะ พยามมัตตะกเฬวเร สะสัญญิมหิ สมนเก โลกัญจ ปัญญาเปมิ โลกสมุทยัญจะ โลกนิโรธคามินี ปฏิปทันติ”

            อริยสัจ 4 สมุทัย นิโรธ มรรค พระพุทธองค์ตรัสไว้ตรงไหน ตรัสไว้ในภูเขา ไว้ในทะเล หรือไว้ในต้นไม้ต่าง ๆ ตรัสไว้ที่ไหน พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตรัสไว้ที่อื่น อริยสัจธรรม 4 พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “อิมัสมิงเยวะ พยามะมัตตะกเฬวเร” ตถาคตตรัส อริยสัจธรรม 4 อย่างนี้ ตรัสไว้ในร่างกายที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ ตรัสไว้ตรงนี้เอง ฉะนั้นเมื่อเราจะค้นหาสัจจะ 4 เราต้องน้อมมาหาตรงนี้ ฉะนั้นในที่นี้ถึงบอกว่า การปฏิบัติคือการที่เรามาเอาใจใส่ ดูแลตัวของเราเอง

            ทีนี้คำว่าดูแลตัวเอง ถาม : เรา ก็อยู่กับตัวเรามาทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่เกิดจนอายุป่านนี้ เราก็อยู่กับตัวเรา แล้วทำไมจะต้องมาดูตัวเองอีก อันที่จริงคนเรารักตัวเราจริง ดังที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า “นัตถิ อัตต สมัง เปมัง รักอื่นเสมอด้วยตนไม่มี” แต่ทว่าเราสนใจตัวเรามากไหม ระหว่างตัวเรากับคนอื่น เราสนใจใครมากกว่า วัน ๆ หนึ่งที่เราตื่นมา ใจไปอยู่ที่ไหน อยู่กับตัวเราหรือไปอยู่ที่อื่น ส่วนมากไปที่อื่นหมด ใจจะออกไปข้างนอกมากกว่าที่อยู่ข้างใน แต่ถามว่าเรารักตัวเองไหม รักตัวเอง แต่สนใจคนอื่นมากกว่า เราทำตรงกันข้าม ไม่ได้สนใจตัวเอง แม้ตื่นมา ใจเราก็ต้องไปคิดเรื่องของคนอื่น เราทำถูกต้องหรือเปล่า ปากว่ารักตัวเอง แต่ใจไปสนใจคนอื่น เขาเรียกว่า ปากว่าตาขยิบ ให้เข้าใจไว้ ปกติเราไม่ค่อยได้สนใจตัวเรา มีตัวเราอยู่ก็จริง แต่ไม่ค่อยได้สนใจ เราจะพุ่งใจออกไปข้างนอกหมด

        ตอน ที่อบรมศึกษาธิการทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้เชิญศึกษาธิการจังหวัดทุก ๆ จังหวัดไปอบรมที่พระพุทธบาทสระบุรี อาจารย์ไปเป็นวิทยากรให้ตอนนั้น อาจารย์ถามศึกษาธิการจังหวัดท่านหนึ่งว่า “การสนใจดูแลตนเองกับคนอื่น อันไหนมันดีกว่ากัน” ศึกษาธิการท่านนั้นตอบได้ดี ถูกต้องเลย เขาลุกขึ้นยืนตอบว่า “เวลา เราสนใจดูแลสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตนอกตัวเรา ดูแล้วมันเพลินเหลือเกิน แต่เวลากลับมาดูตัวเองมันเซ็งเหลือเกิน” ตัวเรานี่หมดท่า ไม่มีอะไรดีเลย ลองติดดู อย่างที่เรามาที่นี่กัน เวลานั่งรถมามีใครนั่งดูตัวเองมาไหม  หรือ สายตาดูข้างนอก ดูข้างนอกหมดเลย ตั้งแต่เราออกจากวัดมาจนถึงสำนักนี้ เราไม่ได้สนใจดูตัวเอง นั่งดูเพลินนั้นบ้านไหน นี้บ้านไหน บ้านเป็นอย่างไร ต้นไม้เป็นอย่างไร คูคลองเป็นอย่างไร นั่งดูเพลิน แต่ว่าไม่ได้ดูตัวเองเลย ใครจะนั่งกำหนด หนอ ๆ ไม่มีเลย มันน้อยเหลือเกิน น้อยมาก เห็นง่าย ๆ ขนาดเราอุตส่าห์จะมาปฏิบัติ เรายังไม่ได้สนใจดูตัวเองเลย ท่านบอกว่า ปกติวิสัยของมนุษย์ เรารักตัวเราจริง แต่ไม่ได้สนใจตัวเรา ไปสนใจคนอื่น ฉะนั้นที่เรามาปฏิบัติ เราจะมาให้ความสนใจดูตัวเรา เราทุ่มเทดูคนอื่นมามากแล้ว ตอนนี้เราพยายามเอาใจใส่ดูแลตัวเราบ้าง ว่าเรามีอะไร ไม่มีอะไร ต้องกลับมาดูตัวเอง คนอื่นเราดูมามากแล้ว

            การ ที่เราส่งใจไปดูคนอื่น เราตกเป็นทาสหรือเป็นไท เป็นทาส ทาสกับไทอันไหนดี เป็นไทดี แต่ 2 อย่าง ชอบอันไหนมากกว่า ชอบทาส ไทดีจริง แต่ชอบความเป็นทาส แสดงว่าถึงแม้ไทมันจะเป็นอิสระ มีดีก็ตาม แต่ถ้าพูดถึงใจแล้ว เราชอบทาสมากกว่า เราชอบทำตรงกันข้ามหมด รักตัวเอง แต่สนใจคนอื่น เรารู้ว่าใจที่ไปตกอยู่ข้างนอกมันเป็นทาส แต่กลับชอบความเป็นทาส มันตรงกันข้าม รักตัวเอง มันต้องสนใจตัวเอง แต่กลับไปสนใจสิ่งอื่น

            วันนี้ เป็นวันที่คนเราจะได้มาสนใจตัวเราเอง เพราะเราทิ้งภาระอื่นมาหมดแล้ว เป็นฆราวาสก็ทิ้งบ้านทิ้งช่องทิ้งหน้าที่การหมด เราเคยเป็นทาสมาก่อน ตอนนี้เราจะประกาศอิสรภาพ เราเป็นไท แต่ว่าจะไทได้สักกี่หนอไม่รู้ พองหนอ เดี๋ยวก็แว้บไปเที่ยวตรงนั้นตรงนี้ เดี๋ยวก็กลับมากำหนดใหม่อีกแล้ว มันจะไปอย่างนี้ เพราะว่ามันเคยกับความเป็นทาสมานาน อายุของเรา 50 กว่าปีก็ดี 30 กว่าปีก็ดี 20 กว่าปีก็ดี เราตกเป็นทาสหรือเป็นไท เป็นทาสมา 20 กว่าปี 365 วัน เราเป็นทาสกี่วัน ทุกวันเลย แล้วปีนี้เราเป็นทาสมา 365 วัน แต่วันนี้เราจะมาอยู่สักกี่วัน 10 วันใช่ไหม ขอเป็นไทกี่วัน 10 วัน ดูว่าน้ำหนักอันไหนมันมากกว่า ความเป็นทาสหรือเป็นไท โอ้โฮ! เป็นทาสมันหนัก ความเป็นไทยมันปลิวเลย ขึ้นน้ำหนักทานกันไม่ได้เลย ฉะนั้นเราต้องเข้าใจว่าเราจะมาดูแลตัวเอง เราจะมาประกาศอิสรภาพเป็นไท โยคีต้องจำไว้ว่า ปกติใจของเราคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่ ฉะนั้นวันแรกสองวันแรกใจจะดิ้นรนมาก เมื่อมันดิ้นรนเราก็ไม่ต้องกลัว มันเป็นเป็นสภาวะหนึ่ง เป็นธรรมดาของใจเรา เพราะว่าเราปล่อยเขามามาก จู่ ๆ เราจะมากักขังเขาให้อยู่ เขาจะไม่อยู่อย่างที่เราตั้งใจ เพราะกำลังสติ สมาธิของเรามันน้อย เมื่อน้อยอยู่เอาเขาไม่อยู่ แต่ไม่ต้องหงุดหงิด ไม่ต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้าน ไม่ต้องเอาญาณม้วนเสื่อกลับบ้าน จะบอกล่วงหน้าให้รู้ไว้ก่อนว่า ถ้าเข้าวันที่ 3 ไปแล้วมันจะดี วันที่ 1 วันที่ 2 จะเป็นนักปฏิบัติเก่า นักปฏิบัติใหม่ก็แล้วแต่ สองวันนี้จะเป็นวันที่ใจเราจะดิ้นรนกระวนกระวายมาก บอกให้รู้ก่อน เพราะใจมันคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่

            ปกติ ในชีวิตประจำวันเราจะปล่อยใช่ไหม เห็นก็ปล่อยไปเต็มที่ ได้ยิน ปล่อยไปเต็มที่ ได้กลิ่นลิ้มรส ถูกต้องคิดนึกอะไร เราปล่อยไปเต็มที่ ไม่เคยกัน แต่มาตอนนี้เราจะกันเขา เขาจะอยู่ง่าย ๆ ไหม อย่างที่เคยอุปมาเหมือนคนที่เคยเที่ยวกลางคืน ไปทำงานอะไรเสร็จ กลับมาบ้านก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ มีรถจักรยานก็ปั่นจักรยานไป มีรถเครื่องก็เอารถเครื่องไป มีรถ 4 ล้อ 2 ล้ออะไร ก็ว่ากันไป เขาก็ออกไปทุกวัน ๆ ทีนี้คน ๆ นี้เราจะให้เขาอยู่บ้านสักวันหนึ่ง เขาสบายใจไหม ใจมันไม่อยู่ เราถามว่าบ้านนี้ไม่ใช่บ้านเขาหรือ ก็ใช่ ห้องนอนก็มี เครื่องบริการความสะดวกมีทุกอย่าง ห้องแอร์ก็มี อะไรก็มีพร้อมทุกอย่าง อาหารการกินมีพร้อมทุกอย่าง แต่เขาไม่อยากอยู่ ถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เพราะเขาคุ้นกับการไป เขาไม่ค่อยอยู่บ้าน นิสัยของเขา เขาฝึกอย่างนั้นไปทุกวัน ๆ แต่ถ้าจะให้เขาอยู่บ้านสักวัน เขาจะอึดอัด ดิ้นรน กระวนกระวาย อยู่ไม่เป็น ใจของเราก็เหมือนกัน เราปล่อยออกทุกวัน เห็นก็ปล่อย ได้ยินก็ปล่อย ได้กลิ่นลิ้มรส ถูกต้องคิดนึกอะไร ๆ เราก็ปล่อยเต็มที่ แล้วจู่ ๆ เราจะให้เขามาอยู่อย่างนี้ เขาไม่ได้อิสระ พอเราจะให้เขาอยู่ เขาจะอยู่เหมือนใจเราไหม เขาจะดิ้นรน ให้จำตัวนั้นไว้ ฉะนั้น 2 วันนี้ อย่าไปบ่น ห้ามบ่น ถ้าเราจะบ่น ๆ ที่เราปล่อย เมื่อก่อนเราปล่อยไม่เห็นบ่น ดูก็ดูเต็มที่ เพลินไปเลย ถ้าเราจะบ่นต้องบ่นตอนนั้น ตอนปล่อยเราไม่บ่น ตอนที่เขาไม่อยู่เราจะไปบ่นถูกหรือเปล่า ฉะนั้นช่วงนี้ไม่ต้องไปคิดอื่น ให้กำหนดอย่างเดียว เพราะเราจะได้รักษาตัวของเราได้ถูกว่า ต่อไปนี้เรามาตรงนี้ เรามาเพื่อจะเอาใจใส่ดูแลตัวเอง เพราะเราสนใจคนอื่นมามาก เรารักตัวเอง แต่เราไม่ได้สนใจตัวเอง  เราตกเป็นทาสมามาก เราไม่ได้เป็นอิสระ เป็นไท เราปล่อยให้ใจของเราเป็นทาสของสิ่งอื่นที่นอกจากตัวเราเป็นเวลานาน แล้ววันนี้เราจะประกาศอิสรภาพ แค่ 10 วัน ไม่เอามาก ถ้าออกไปหลังจากนี้ก็เป็นทาสเหมือนเดิม ความเป็นทาสไม่ต้องขอร้อง ฉะนั้นตอนนี้ 10 วัน ก็ขอให้ทุ่มจิตทุ่มใจให้เต็มที่หน่อย เขาจะดิ้นรนอย่างไร เราก็ต้องอดทน อย่าไปกลัวเขา ไม่ต้องไปดิ้นรน กระวนกระวายกับเขา แล้วจะบอกวิธีให้

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view