เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 530,911
Page Views 695,880
สินค้าทั้งหมด 1
 

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

            ที นี้การที่ว่าเรามาดูแลตัวเราเอง ตัวเรามีอะไรให้เราดู จะไปดูอะไรในตัวเรา ตัวเราแบ่งใหญ่ ๆ มี 2 อย่าง คือ กายกับใจ ภาษาธรรมะเรียกว่า รูปกับนาม มี 2 อย่างที่เราจะให้ดู ทีนี้ระหว่าง 2 อย่าง เราจะดูอันไหนก่อน เบื้องแรกสิ่งที่ดูง่ายที่สุด คือร่างกาย ร่างกายเป็นของดูง่าย ในวิสุทธิมรรคอรรถกถา ท่านว่า

            “ยถา ยถา หิสฺส รูปํ สุวิชาริตํ โหติ นิชฺชฏํ สุปริสุทฺธํ ตถา ตถา ตธารมฺมณา อรูปธมฺมา สยเมว ปากฏา โหนฺติ” นี้อยู่ในปัญญานิเทศ  ระหว่างรูปกับนาม รูปเป็นของหยาบ หมายความว่า รู้ ได้ง่าย ดูได้ง่าย ถ้าเราชำระรูปได้ดีแล้ว นามที่เอารูปเป็นอารมณ์ก็สามารถปรากฏขึ้นได้ ฉะนั้นเราต้องดูรูปก่อน ดูร่างกายก่อน แล้วใจก็ต้องดูไปตาม กายเราแบ่งอาการเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ แล้วมีอยู่ 2 อย่าง คือ เคลื่อนไหวใหญ่ ๆ เรียกว่าอิริยาบถใหญ่ แล้วเคลื่อนไหวย่อย ๆ หรือน้อย ๆ เรียกว่า อิริยาบถย่อย หรืออิริยาบถน้อย 2 อย่างนี้ภาษาบาลีเรียกว่า อิริยาปถะ บ้านเราก็ทับศัพท์ลงไปเลยว่า อิริยาบถ แปลว่า อาการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวใหญ่ ๆ มี 4 อย่าง คือ ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถย่อยนับไม่ได้ คู่เข้า สมิญชิเต เหยียดออก ปสาริเต อย่างนี้ คู้เข้า เหยียดออก เหลียวซ้าย แลขวา กระพริบตา อ้าปาก เกา กลืน เคี้ยว อิริยาบถย่อยทั้งนั้น แค่มือเรานี่ก็ตั้งหลายอย่าง นี้เรียกว่า กำมือ เรียกว่ากระดิกนิ้ว เฉพาะมืออย่างเดียวอิริยาบถย่อยมีตั้งเยอะ แล้วแต่เราจะทำลักษณะไหน ส่วนยืน เดิน นั่ง นอน ทำไมจึงเรียกว่าอิริยาบถใหญ่ ที่ว่าใหญ่นี้หมายความว่าการเคลื่อนไหวอิริยาบถทั้ง 4 ยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหวที เคลื่อนไหวไปทั้งหมด อย่างว่าจะนั่ง นั่งเป็นบางส่วนได้ไหม เวลายืน ยืนเป็นบางส่วนได้ไหม ไม่ได้ เดินทีเอาขาข้างหนึ่งไว้ ขาข้างหนึ่งเดินไปอย่างนี้ได้ไหม ไม่ได้ ไปทีไปทั้งหมดเลย คราวนี้อิริยาบถย่อย คู้เข้า เหยียดออก ไม่ได้ไปทั้งหมด เป็นเพียงบางส่วนแค่นั้นเอง ฉะนั้นการเคลื่อนไหวที่เป็นไปบางส่วน เคลื่อนไหวทีไม่ไปทั้งหมด การเคลื่อนไหวนั้นเรียกว่า อิริยาบถย่อย ตอนนี้โยคีนั่งเป็นส่วนใหญ่เพราะมันเคลื่อนไหวไปทั้งหมด  ทั้งตัว นั่งไปทั้งหมด เอาตรงไหนไปนั่ง ร่างกายนั่ง ถ้าเราบอกว่าเอาก้นไปนั่ง เอาสะโพกไปนั่ง เวลาเราดูคนใดคนหนึ่งนั่ง อย่างอาจารย์นั่ง ใครเห็นบ้าง อาจารย์นั่งหรือนอน นั่ง เห็นปุ๊บรู้ปั๊บ ต้องไปดูส่วนไหนไหม ไม่ เพราะว่านั่งมันมีอยู่เป็นอาการของร่างกาย ที่เราเรียกว่า นั่ง นอน ยืน เดิน มันเป็นอาการของร่างกาย ถ้าอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งปรากฏอีก 3 อย่างหายไปเลย เช่น เรานั่งอยู่ ยืน เดิน นอนหายไป ถ้าเรานอน นั่ง ยืน เดินหาย ฉะนั้นในอรรถกถาท่านว่า ข้างบนตั้ง ๆ ข้างล่างพับครึ่ง เขาเรียกว่า ท่านั่ง อาการของการนั่ง เพราะถ้าดูอาการแล้วไม่ต้องไล่ สมมติว่าโยคีทำท่าพนมมือ แล้วหลับตาดูท่าที่พนมเห็นไหม เอาใจดู ไม่ใช่เอาตาดู น้อมนึกถึงอาการที่เรานั่ง รู้สึกว่าเราทำท่าอย่างนี้ไม่ใช่เห็นเห็นเป็นภาพ คราวนี้เอามือข้างหนึ่งไปจับบนหัว เอามือข้างหนึ่งจับมือตั้งไว้เหมือนเดิม แล้วหลับตา เห็นไหม เอาลงวาง เห็นไหม ท่าที่เรานั่ง แค่นี้เอง เราไม่ต้องไปดูตรงไหน คำว่านั่งหนอ ก็คืออาการนั่งที่เขาปรากฏอยู่นี้ เราไม่จำเป็นต้องสร้างเขาขึ้นมา เขามีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้ว เพียงแต่น้อมใจเข้าไปดูอาการเท่านั้นเอง

สมัยก่อนเมื่ออาจารย์ได้ไปปฏิบัติกับหลวงพ่อใหญ่ ราว พ.ศ. 2508 ไปปฏิบัติอยู่ที่วิเวกอาศรม ได้เคยถามหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่ออาสภะว่า “หลวงพ่อ นั่งหนอนี่มันกำหนดอย่างไรครับ” หลวงพ่อตอบว่า “ไอ้นี่มันโง่จัง” เราถามกลายเป็นเราโง่ มันก็สมควรโง่ เพราะว่าดูตัวเองนั่ง แต่ละมติ ๆ มันดูไม่เหมือนกัน บางคนก็ให้ไล่ตังแต่ข้างบนลงมา นั่งหนอ นั่งหนอ โอโห เหนื่อยเลย ไปดูอย่างนี้ไล่ลงมาอย่างนี้ หลวงพ่อบอกว่า “อาการนั่ง” นั่งแล้วจะไปชี้ตัวไหนเป็นตัวนั่งมันไม่ได้ ท่าทางที่เป็นเขาเรียกว่า “ท่านั่ง” ฉะนั้นหลับตาเราก็เห็น หลับตาน้อมไปดูอาการ แต่ไม่ต้องไปนึกภาพขึ้นมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ น้อมนึกไปตามอาการที่เรานั่ง ก็จะเห็นทันที ฉะนั้นเราดูท่านั่งอย่างไร ยืน นอน ก็ดูเหมือนกันเลย อาการเขามีอยู่แล้ว เราก็น้อมนึกไปตามอาการที่เขาเป็นเท่านั้น ไม่ต้องไปไล่ วันนี้ที่เรากำหนดยืนหนอ ๆ 3 ครั้ง ไปดูตรงไหนเป็นยืนอีกก็ยุ่ง เอาเท้ายืนอีกก็ยุ่ง เพราะเท้ามันเหยียบอยู่กับพื้น ไปดูอาการยืนอย่างนั้นไม่ได้

          ที นี้เวลานั่ง หลักการเขามีอยู่ นั่งให้ดูอาการของท้องพองกับท้องยุบเป็นหลัก บริกรรมพองหนอ ยุบหนอ เราอย่าไปเบ่ง อย่าไปตามลมหายใจ ไม่ให้สูดหายใจเข้า แล้วให้มันพอง ปล่อยลมหายใจออกให้มันแฟบลงไปไม่ให้ทำ ให้ปล่อยอย่างธรรมดา ถ้าเขาเริ่มพองขึ้นมา เราก็บริกรรมพองหนอ ยุบลงไปก็บริกรรมยุบหนอ อันนี้หมายความว่าเราอย่าไปตามลมหายใจเข้าไป ลมหายใจเข้าเป็นเหตุให้ท้องพอง เวลาหายใจออกท้องยุบ หายใจเข้าเป็นเหตุ อาการพองเป็นผล หายใจออกเป็นเหตุ อาการยุบเป็นผล ตอนนี้เรามาดูตัวผล ไม่ใช่ดูตัวเหตุ เหมือนเราไปดูเขาเป่าลูกโป่งที่มันพองออก พองออก เวลาเขาปล่อยลม ลูกโป่งมันแฟบลง ๆ ยุบลง ๆ เราไปดูอาการของอาการพอง กับอาการยุบเท่านั้น ลมหายใจเข้าเป็นปัจจัยให้พอง ลมหายใจออกเป็นปัจจัยให้ยุบ ไม่ต้องสนใจ ทิ้งไปเลย ให้ส่งใจไปดูอาการเริ่มขึ้นมาก็พอง พองหนอ มันยุบลงไปก็ยุบหนอ ตามอาการ อย่าไปเบ่ง เพราะจะเหนื่อยแย่

        ถ้า สมมติว่าอาการพองยาว-ยุบยาว ถ้าลมหายใจเราเข้ายาว ๆ อาการพองมันจะพองยาว ลมหายใจออกยาวมันก็ยุบยาวอย่างนี้ เราเรียกว่า พองยาว-ยุบยาว เราใส่หนอได้ ถ้ามันพอง ให้กำหนดว่า พองหนอ ถ้ามันยุบ ก็ให้กำหนดว่า ยุบหนอ ถ้าเกิดอาการที่เราหายใจสั้น ๆ พองยุบมันก็สั้นตาม มันจะมีอาการพอง-ยุบ พอง-ยุบ มันไว เราจะไปใส่หนอไม่ได้ บางคนไม่เข้าใจจะใส่หนอให้ได้ เหนื่อยแย่เลย ให้กำหนดว่า พอง-ยุบ พอง-ยุบ ก็พอ ไม่ต้องใส่หนอ ถ้ามันไวกว่านั้น มันเกิดผับ ๆ ๆ ๆ เราจะกำหนดว่า พอง-ยุบ พอง-ยุบ ไว ๆ ไม่ได้ ต้องกำหนดว่า รู้หนอ รู้หนอ คือรู้ไปตามอาการที่เขาเป็นอย่างนั้น อย่าไปเร่ง และอย่าไปกำหนดรู้หนอ ๆ ๆ ๆ ๆ ไว ๆ ไม่ ใช่เขาเขาไวผับ ๆ ๆ ๆ รู้หนอ ๆ ๆ ๆ รัวไปตามเขาไม่ได้ ห้ามไปทำอย่างนั้น เดี๋ยวเหนื่อยแย่ พองยาว-ยุบยาว กำหนดว่า พองหนอ-ยุบหนอ พองสั้น-ยุบสั้น กำหนดว่า พอง-ยุบ พอง-ยุบ พองไว-ยุบไว กำหนดว่า รู้หนอ รู้หนอ สมมติว่ายุบ ๆ ๆ ๆ ไป เกิดตีแน่นขึ้นมา แน่นอก จะกำหนดว่า แน่นหนอ แน่นหนอ ไม่ได้ ถ้ากำหนดแน่นหนอ ๆ ๆ มันจะหายใจไม่ออก เขาจะมีเทคนิคพิเศษ ถ้ามันแน่นขึ้นมา ให้กำหนดว่ารู้หนอ รู้หนอ ประเดี๋ยวเขาจะคลายไปเอง พองหนอ-ยุบหนอ กำหนดไปแล้วมันหายวับไป พอง-ยุบ ไม่มี ถ้ากำหนดหายหนอ ๆ หน้าตามันเป็นอย่างไร มันไม่มีสภาวะ ตัวมันดับไปแล้ว จะเอาหายตรงไหนเป็นตัวอารมณ์ได้ อันนั้นไม่ต้องดูเลย โบราณาจารย์ท่านบอกว่า เวลาพอง-ยุบมันหายไป อย่าเอามือไปคลำ ไม่ต้องไปค้นหา ไม่ต้องไปรอ ทิ้งไปเลย แล้วให้ไปดูอาการนั่งกับอาการถูกที่เรานั่งสัมผัสอยู่กับพื้นแทน โดยกำหนดว่า นั่งหนอ ถูกหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ ให้เอาตัวนั่งกับตัวถูกเป็นตัวแทน ช่วงที่พองยุบเขาหายไป การกำหนดถูกหนอ สมมติสะโพกเรา 2 ข้างนี่ ถ้าเราเอาลอย ๆ ไว้อย่างนี้ ไม่สัมผัสกับพื้น เราจะรู้สิ่งข้างล่างที่เราจะสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ว่าเป็นอย่างไรไม่ได้ มันจะต้องถูกหรือสัมผัสก่อน พอถูกปุ๊บ เรียกได้ 3 อย่าง เรียกว่าถูกก็ได้ เรียกว่ากระทบก็ได้ เรียกว่าสัมผัสก็ได้ เหมือนกันเลย พอถูกแล้วความรู้สึกเกิดเขาเรียกว่า กายวิญญาณจิตตุปบาท คือใจที่รู้ทางกาย ที่เป็นไปทางกาย อาศัยกายวัตถุเกิด ถูกแล้ว สัมผัสแล้ว ความรู้สึกเกิด เช่นถ้าไปสัมผัสกับสิ่งที่แข็ง ก็รู้ว่าแข็ง ถ้าไปสัมผัสกับสิ่งที่อ่อน ก็รู้ว่าอ่อน ถ้าไปสัมผัสกับสิ่งที่ร้อน ก็รู้ว่าร้อน ถ้าไปสัมผัสกับสิ่งที่เย็น ก็รู้ว่าเย็น ถ้าสัมผัสสิ่งที่หย่อนตึงก็รู้ เป็นสัมผัสทางกาย เราสามารถรู้ได้ทางกาย สัมผัสแล้วรู้ในการสัมผัสตามอาการ แต่ถ้าไม่ถูกก็รู้ไม่ได้ อย่างที่เรานั่งสะโพกเราถูกหรือยัง ถูกแล้วความรู้สึกเกิด สมมติว่าเรานั่งอยู่ ความรู้สึกร้อนปรากฏ มันจะมีจุดที่ชัดเด่นอยู่ เรารู้สึกตรงไหนเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตรงไหนชัด เราหมายตาตรงนั้น สะโพกข้างขวาตรงไหน รู้สึกชัดดี เย็น ๆ ร้อน ๆ อ่อน แข็ง เราก็หมายใจไว้ตรงนี้ เวลาเรานั่งกำหนด นั่งหนอ ดูอาการนั่งแวบหนึ่ง ถูกหนอ ส่งใจไปสะโพกขวาที่มันสัมผัส รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตรงไหนที่ชัด เราก็ส่งใจไปตรงนั้น ถูกหนอ นั่งหนอ ดูนั่งอีกที แล้วก็ถูกหนอ ส่งใจไปสะโพกซ้ายคู่กัน นั่งหนอ ถูกหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ 2 แห่ง คู่กัน นั่งหนอ ถูกหนอ มีวิธีใช้แทนพอง-ยุบที่หายไป หายไปด้วยเหตุอะไรก็ตาม ด้วยอำนาจของสมาธิก็ตาม ด้วยอำนาจของญาณก็ตาม เราก็มาดูนั่งหนอ ถูกหนอ แทน แต่อย่าไปคอยพอง-ยุบ ปล่อยไปเลย ภายหลังรู้สึกว่าพอง-ยุบมาเมื่อไร เราก็ทิ้งนั่งหนอ ถูกหนอ มากำหนดพองหนอ-ยุบหนอต่อ กำหนดไปเรื่อย ๆ ถ้าพอง-ยุบไม่มาก็ไม่ต้องไปกังวล ดูนั่งหนอ ถูกหนอต่อไป

            ถ้า เราเจริญอานาปนสติมาก่อน หมายความว่าเจริญพุทโธมาก่อน แล้วติดอยู่ในพุทโธจริง ๆ เรากำหนด พุท เข้า โธ ออก ถ้าเรามากำหนดพองหนอ ยุบหนอ มันจะไล่กัน ตีกับลมหายใจ มันจะขึ้น ๆ ลง ๆ ใจมันไม่เป็นสมาธิ เพราะตามกำหนดถึง 2 อย่าง ตามลมหายใจเข้าไปด้วย ดูอาการพองด้วย ตามลมหายใจออก ดูอาการยุบด้วย มันจะตีกัน ให้ทิ้งพอง-ยุบไม่ต้องดู พอง-ยุบจะเด่นชัดอย่างไรไม่ต้องดู ดูอาการนั่ง กับอาการถูกแทนไปก่อน หลาย ๆ วันเข้า เสร็จแล้วเรามาแย็บ ๆ ดู พองหนอ ยุบหนอ ถ้ามันไม่ไล่เข้าไปหากัน เราก็มากำหนดพองหนอ ยุบหนอ แต่ถ้ามันขึ้น ๆ ลง ๆ กับลมหายใจอยู่ให้ทิ้งไปเลย ไม่ต้องไปกำหนดเดี๋ยวมันเสียเวลา แล้วมีวิธีใช้อีกอย่างหนึ่งคือ ครูบาอาจารย์จะเพิ่มให้ สมมติว่าคู่กับพอง-ยุบที่ทิ้งช่วง หมายความว่า พอพองหนอ ยุบหนอแล้ว มันไม่ยอมพอง มันจะทิ้งช่วงไว้หน่อยหนึ่ง ตอนนี้เราจะต้องเติมนั่งหนอลงไป จึงจะพองขึ้นมาพอดี อันนี้มันเป็นความละเอียดในการเจริญกรรมฐาน ถึงเวลานั้นจะรู้เอง แล้วถ้าพองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ลงไปแล้วมันก็ยังไม่ขึ้นมาอีก ก็กำหนดพองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ อย่างนี้เขาจะพองขึ้นมาพอดี ได้จังหวะ ใช้นั่งหนอ ถูกหนอ คู่กับพอง-ยุบที่ทิ้งช่วง

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view