เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,349
Page Views 696,360
สินค้าทั้งหมด 1
 

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

ให้กรรมฐาน โดย หลวงพ่อประจาก

            ที นี้เวลาเดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เอาใจไปไว้ที่เท้า ปลายเท้า หรือฝ่าเท้า อันที่จริงเราดูเท้าจริง แต่ไม่ได้ไปใส่ใจดูตัวเท้า แต่ไปดูอาการของเท้า คำว่าขวาดูอาการยกขึ้นของเท้า ย่างก็คือย่าง หนอก็คือเหยียบ อาการยกของเท้ากับเท้าเป็นคนละอย่างกัน เพราะฉะนั้นเราดูอาการเคลื่อนไหวของเท้า แต่ต้องส่งใจไปที่เท้า แต่ไม่ใช่ว่าเอาใจไปไว้หลังเท้า ปลายเท้า อุ้งเท้า ส้นเท้า วันแรกเดินจงกรม 30 นาทีก็พอ ที่ของใครของมัน เวลาปฏิบัติไม่ต้องรอกัน ต่างคนต่างปฏิบัติกำหนดของตัวเอง แล้วเวลากราบ ก็รับกรรมฐานแล้ว โยคีต้องกราบแบบที่สอน ตอนเช้ามา ยืน แล้วก็ลงนั่ง กราบ 3 ครั้ง นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 3 ครั้ง แล้วเราก็ลุกขึ้นยืน เดินจงกรมก่อน 30 นาที อย่าเพิ่งเอามาก อย่าเห็นว่าเราเดินได้ชั่วโมงก็เอาชั่วโมง ไม่ได้ เพราะเราต้องปรับพื้นฐานของสมาธิให้มีกำลังขึ้นไปโดยลำดับ อย่าไปเร่ง วันที่ 1 ให้เดิน 30 นาที วันที่ 2 ให้เพิ่มไปอีก 10 นาที เป็นเดิน 40 นาที นั่ง 40 นาที คู่กัน วันที่ 3 เพิ่มอีก 10 นาที เป็นเดิน 50 นาที นั่ง 50 นาที วันที่ 4 เพิ่มอีก 10 นาที เป็นเดิน 1 ชั่วโมง นั่ง 1 ชั่วโมง เวลาจะไปไหนมาไหนจะไปเดินสวบ ๆ ๆ ไม่ได้แล้ว ต้องสำรวม จะไปหยิบไปจับอะไร อย่าไปเดินปล่อยมือไม่ได้ ต้องเดินท่าสำรวม และทอดสายตาอยู่ไม่ไกล ไม่ให้เดินไว ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ไม่ใช่ว่าอยู่บนศาลากำหนด พอลงศาลาแล้วปล่อยหมด ไม่ได้ ต้องปฏิบัติตั้งแต่เราตื่นมาจนถึงเราหลับเลย คำว่าปฏิบัติ เราอยู่ตรงไหน ๆ ก็ต้องกำหนดหมดเลย แล้วก็เดินกับนั่งสลับกันให้มาก เราจะไปหยิบไปจับ อะไรก็ต้องกำหนด อย่าไปอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ เวลาจะฉันหรือรับประทานอาหารก็ต้องกำหนด เวลาเห็นก็เห็นหนอ ๆ อยากทานก็อยากทานหนอ ๆ เสร็จแล้วจะตักก็ยกหนอ ๆ เอื้อมหนอ ๆ หรือหยิบหนอ ๆ อ้ามือก็อ้าหนอ ลงหนอ จับหนอ ตักหนอ ใส่หนอ ตักหนอ คลุกหนอ ขึ้นมาหนอ มาหนอ ๆ ๆ อ้าปากหนอ ใส่หนอ หุบหนอ แล้วก็ดึงช้อนออกจากปาก ดึงหนอ ๆ ลงหนอ ๆ วางหนอ เสร็จแล้วก็เคี้ยวหนอ ๆ จะกลืนก็กลืนหนอ ๆ ลงก็ลงหนอ ๆ ดูอาการลงไป ไม่ต้องรีบร้อน เราให้เวลาชั่วโมงครึ่งสำหรับทานข้าว ต้องกำหนดในอาการทานข้าว ไม่ต้องสนใจคนอื่น  ไม่ต้องให้พร เอาไปรวมไว้สุดท้ายค่อยให้พรเต็มที่ จะ เหลียวซ้ายแลขวา ยุกยิกไม่ได้แล้ว มือต้องประสานกันห้ามวางต่องแต่ง ๆ ต้องพยายามกำหนด สำหรับทำวัตร สวดมนต์จะไม่มีตอนนี้ ให้ปฏิบัติบูชา การปฏิบัติบูชาเป็นการกระทำที่เลิศกว่าการกระทำอย่างอื่น ฉะนั้น การไหว้พระ สวดมนต์ดี ไม่ใช่ไม่ดี แต่ตอนนี้เรามาทำสิ่งที่ดีกว่า ดีเลิศอย่างนี้ ดีธรรมดาเราเอาไว้ก่อน การแผ่เมตตาก็ให้แผ่วันสุดท้าย ตอนนี้เราชำระใจเราให้บริสุทธิ์ เพราะไม่อย่างนั้นใจเรามันจะแอบคิดไปถึงบ้านโน้นบ้านนี้ มันออกจากปัจจุบันไป เพราะฉะนั้นโยคีของเราต้องเพียรพยายามกำหนด และงดพูด

            เรามีหน้าที่มาเอาใจใส่ดูแลตัวเอง คำว่าดูแลตัวเองเขามีเนื้อความ 2 อย่าง คือ รับและปฏิเสธ รับว่าจะมาดูแลตัวเอง ปฏิเสธการสนใจดูแลคนอื่น การสนใจดูแลคนอื่นเรามีมามากแล้ว แต่สนใจดูแลตัวเองไม่ค่อยมีเลย และอย่าพูด เพราะพูดอันตรายมากที่สุด คนอื่นเขากำลังปฏิบัติ เขากำลังได้ดี สติเขากำลังต่อเนื่อง เราไปทักเขาขาดทันที เขาขาดแล้วเราบาปทันทีเลย ทำให้เขาสติขาด เราก็เสีย พาลให้คนอื่นเสียไปด้วย ฉะนั้นต้องงดพูดเลย ถ้ามันอยากพูด เราต้องดังตั้งแต่อยากพูดหนอ ๆ ๆ กำหนดจนความอยากพูดมันดับไปแล้ว มันจะสั่งให้เราพูดอีกไม่ได้ ขอให้จำไว้ว่า เรามีหน้าที่ดูแลตัวเอง ขอบเขตที่เราดูแลรักษามีเพียงกว้างศอก ยาววา หนาคืบ แค่นี้เอง แต่มันรักษาไม่ค่อยหมด ได้เท่าไรเอาเท่านั้น ช่วง 2 - 3 วันแรก ไม่ต้องไปคิดว่าไอ้โน่นขาดไอ้นี่ขาด เอาเท่าที่เราได้ แต่ให้อยู่ในอาการสำรวม ทำเป็นไม่รู้จักกัน ไม่ต้องมองหน้ากัน มองแล้วมันอดคุยไม่ได้ ให้ก้มหน้า

            อีก อย่างคือกำหนดอย่างธรรมดา สมมติว่าเรากำหนดพองหนอ ยุบหนอไป มันเกิดปวดขึ้นมาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เราต้องทิ้งพอง ยุบ สมมติปวดขา เราก็ส่งใจไปดูขา ปวดหนอ ๆ แล้วไม่ต้องกำหนดเวลาให้ ดูไปจนกว่าอาการปวดจะดับไปเอง เราจะไปอยากให้เขาหายไม่ได้ ดูเวทนาที่เกิดขึ้น เรียกว่าเราเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไม่ต้องห่วงพอง-ยุบ ถ้าเขามีอยู่เราก็กำหนด ถ้าเวทนามันดับแล้ว เราก็กลับมาพองหนอ ยุบหนอต่อ

            ทีนี้เรากำหนดพองหนอ ยุบหนอไป เกิดใจมันแวบขึ้นไป  คิด ไปถึงวัด คิดไปหาลูกหลานที่บ้าน คิดไปถึงกิจการที่เราทำอยู่ เราก็ต้องทิ้งพอง-ยุบ โดยกำหนดว่าคิดหนอ ๆ ๆ การกำหนดความคิดไม่ใช่กำหนด เพียงคำ สองคำ แกจะอยู่ไม่อยู่ก็ช่าง ฉันกลับมาพองหนอ ยุบหนอต่อไป ไม่ได้ เราต้องกำหนดจนกว่าอาการคิดนั้นดับวูบไม่มีแล้ว ไม่คิดต่อแล้ว เราก็กลับมาพองหนอ-ยุบหนอต่อ แต่ถ้าเขามีอยู่ก็กำหนดคิดหนอ ๆ ๆ ต่อ ถ้าพองยุบก็ดี อาการของเวทนาก็ดี อาการของใจที่ออกไปก็ดี เราจะหงุดหงิด เรากลุ้มใจ เราเสียใจอย่างไร ให้กำหนด ถ้ากลุ้มใจก็กำหนดกลุ้มใจหนอ ๆ ดูอาการกลุ้มใจอย่างเดียวจนอาการกลุ้มใจมันดับไม่มีแล้ว เราก็กลับมากำหนดพองหนอ-ยุบหนอต่อ เวลาเราได้ยิน เสียงจิ้งหรีด เสียงจักจั่น เสียงพัดลม เบื้องแรกก็กำหนด 3 ครั้งก็พอ คือ ได้ยินหนอ ๆ ๆ สำหรับเสียงที่มีประจำ แต่ถ้าเสียงที่มาเป็นบางครั้งบางคราว กำหนดฟังเขาเฉย ๆ ฟังจนดับไป อย่างคนคุย ๆ ๆ ผ่านไป เราได้ยิน ก็ได้ยินหนอ ๆ แต่อย่าไปสนใจ เขาคุยเรื่องอะไรอย่าไปใส่ใจ กำหนดได้ยินหนอไปจนกว่ามันไม่มีแล้ว เราก็กลับมาพองหนอ ยุบหนอ

            ดัง นั้นการเจริญกรรมฐานที่แท้จริง เราไม่ต้องคิดหนักอกหนักใจ อันที่จริงก็เป็นการที่เรามาเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องอึดอัด มาเป็นอิสระมาเป็นไท ขอบเขตที่เราดูแลก็แค่กว้างศอก ยาววา หนาคืบไม่มากเท่าไร มันหลุดไปบ้างก็ไม่เป็นไร กำหนดมันใหม่ต่อไป ๆ แล้วจะค่อยดีขึ้นเอง

          สุด ท้ายของการให้กรรมฐานในวันนี้ ขอให้โยคี ผู้เข้าปฏิบัติธรรมทุกๆท่านได้นำเอาวิธีการนี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลต่อไป ขอให้มีความสุขด้วยกันทุกๆท่านเทอญฯ

 

คุณสินีรัตน์  ศรีประทุม  พิมพ์ต้นฉบับ

คุณมณฑาทิพย์  คุณวัฒนา  จัดตัวหนังสือ ตรวจแก้

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view