เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 505,991
Page Views 665,988
สินค้าทั้งหมด 1
 

เตรียมตัวก่อนตาย

เตรียมตัวก่อนตาย
 

ขั้นตอนความตาย

         

ความตายนั้นเมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า  มี  ๓  ระดับ  ดังนี้

๑.       ตายเมื่อแก่  (ปัจฉิมวัย)  อายุ  ๕๐  ปีล่วงแล้ว

๒.     ตายก่อนแก่  (มัชฌิมวัย)  อายุ  ๒๕-๕๐  ปี

๓.     ตายโดยไม่มีโอกาสจะได้รู้จักคำว่าแก่  (ปฐมวัย)  อายุแรกเกิด - ๒๕  ปี  หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆตามศัพท์ที่อาตมาคิดเองว่า...

๑.      ตายตามคิว  (ตายเมื่อแก่)

๒.      ตายแซงคิว  (ตายก่อนแก่)

๓.      ตายลัดคิว  (ตายโดยไม่มีโอกาสจะรู้จักคำว่าแก่)

 
 

ได้อะไรในงานศพ

               

        ปกติงานศพถือว่าเป็นงานเสีย...นับแต่เสียชีวิต  เสียใจ  เสียเวลา  เสียทรัพย์  คิดๆดูเหมือนมีแต่เสียไม่มีได้  แต่วิสัยบัณฑิตชน  พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นสาระให้เกิดสาระ  ทำสิ่งที่เป็นโทษให้กลายเป็นคุณ  ทำสิ่งที่ปราศจากประโยชน์ให้เป็นประโยชน์  ฉะนั้นแม้ซากศพจะหาค่ามิได้ในแง่ของเนื้อหนัง  ดังคำที่ว่า

                              อันเป็ดไก่ควายวัวเนื้อตัวมันมีค่า
                                ถึงคราวล้มตายก็ขายได้ราคา
                                เป็นสินค้ามีคนต้องการ
                                แต่คนเราตายกายเน่าเหม็น
                                มองไม่เห็นเป็นแก่นสาร
                                ยามสดชื่นอยู่ก็รักกัน
                                คนนี้ของฉันคนนั้นของแก
                                แต่พอตายแหง๋แก๋ก็ไม่ใช่ของแกของฉันฯ

          เมื่อเป็นเช่นนี้ประโยชน์หรือวิตามินของงานศพอยู่ตรงไหน?  เบื้องต้นจะได้สกัดเอาวิตามินของการมางานศพ  ให้ท่านทั้งหลายได้สดับศึกษาสัก  ๕  ประการ  ซึ่งเป็นการถอดความจากพระคาถาในติโรกุฑฑสูตร  ซึ่งพระเจ้าพระสงฆ์นำมาอนุโมทนาหลังจาก  ยถาสัพพีฯ  ว่า  โส  ญาติธมฺโม  จ  อยํ  นิทสฺสิโต.  เป็นอาทิ  แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้  ดังนี้

๑.      ได้บอกความเป็นญาติ
-  ทั้งญาติโดยสายโลหิตและญาติธรรม

๒.    ได้ประกาศเกียรติคุณ
-  ทั้งของผู้ตายและของเจ้าภาพ

๓.      ได้สนับสนุนคนดี
-  ถวายกำลังแก่สมณะพระสงฆ์ผู้ดำรงพระศาสนา

๔.       ได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อเจ้าภาพ
-  เห็นใจในโอกาสประสบพบกับความสูญเสีย

๕.      ได้ซึมซาบในสัจจธรรม
-  เข้าใจในกฎธรรมชาติอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา

 

ธรรมะจากผี – ของดีจากพระ

               

         ว่าถึงประโยชน์ของการมางานศพแล้ว  คราวนี้จะได้ว่าถึงประโยชน์ของความตายบ้าง  อันความตายหากค้นให้พบหาให้เจอ จะพบว่าในความตายนั้นมีสาระแก่นสารที่น่าศึกษามากมายหลายสถาน  แต่เพื่อให้เหมาะแก่เวลาจักนำมากล่าวโดยย่อๆ  สัก  ๓  ประการ  คือ

๑.      ทำให้เห็นความดีของผู้ตายเด่นชัดขึ้น

๒.      ทำให้ญาติมิตรพี่น้องปรองดองสามัคคีกันกว่าแต่ก่อน

๓.    ก่อให้เกิดอัปมาทธรรม  ความไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต

          ประการที่  ๑  ช่วยให้เห็นความดีของผู้ตายเด่นชัดขึ้น  ข้อนี้อุปมาเหมือนต้นไม้ใหญ่  ที่เคยให้ร่มเงาและที่อยู่อาศัยแก่หมู่วิหคแก่นกกาตลอดถึงมนุษย์  เมื่อธรรมชาตินั้นยังอยู่ก็มิสู้ได้คำนึงถึงคุณค่า  ต่อเมื่อใดถูกพายุพัดโค่นหรือถูกตัดไปเสียแล้วยามนั้นคุณค่าของโพธิ์ไทรจะผุดงอกในความรู้สึกกว่าปกติ

          อีกอย่างคล้ายเวลาหิวกระหายใคร่จะดื่มน้ำ  มีภาชนะเช่นแก้วหรือขันใสให้ดื่ม  จะทานอาหารมีช้อนมีจานใส่ให้บริโภค  ยามที่แก้ว,  ขัน,  ช้อน,  จาน  ยังอยู่ก็มิสู้จะเห็นความสำคัญนักปล่อยเกะกะทิ้งขว้าง  ต่อเมื่อใดจะทานอาหาร  ช้อนจานไม่มีจะดื่มน้ำแก้วก็แตกขันก็หาย  นั่นแหละคุณค่าของสิ่งต่างๆเหล่านี้จะผุดงอกในจิตสำนึกมากกว่าเดิม  แม้ชีวิตคนก็เช่นเดียวกัน  รวมความว่าอะไรก็ตามที่พลัดพรากจากไปแล้ว  มิสามารถนำกลับคืนมาได้สิ่งนั้นล้วนมีคุณค่าเป็นเพิ่มพูน

          ประการที่  ๒  ช่วยให้ญาติพี่น้องปรองดองกันมากขึ้น  ก็ด้วยอำนาจความรัก  ความอาลัย  ความเห็นใจ  ในโอกาสที่แต่ละฝ่ายประสบพบกับความสูญเสีย

          ประการที่  ๓  ก่อให้เกิดอัปมาทธรรม  ความไม่ประมาท  ก็เพราะความตายจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้เกิดมุมมองสอดส่องชีวิตตน  จนเกิดเป็นปัญญาหรือแววจิตคิดเห็นความไม่เที่ยงแท้แปรเปลี่ยนของชีวิต  จนเกิดการยอมรับในกฎแห่งธรรมชาติ  และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะต้องประสบคือมัจจุราช  หรือความตาย

 

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view