เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 505,972
Page Views 665,969
สินค้าทั้งหมด 1
 

ถามตอบปัญหาวิธีปฏิบัติวิปัสสนา

ถามตอบปัญหาวิธีปฏิบัติวิปัสสนา

v ถาม รู้พองยุบด้วย  รู้เวทนาด้วย  รู้พองยุบด้วยเห็นนิมิตด้วย  ?

           ตอบ กรณีเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติปล่อยให้จิตรู้เป็นสองอารมณ์ให้โทษต่อการปฏิบัติอย่างยิ่ง  เหตุเพราะกำหนดไม่ได้ปัจจุบัน  อาการอื่นจึงเข้าแทรกแซงได้ง่าย

          ทางแก้ ให้กำหนดให้เป็นปัจจุบันอารมณ์นั้นแต่อย่างเดียว เช่น  เวทนา  เด่น  ให้กำหนดที่เวทนา  หรือนิมิตเด่นให้กำหนดที่นิมิต   การกำหนดที่เวทนา  หรือนิมิต  ให้วางจิตเป็น  อุเบกขากำหนดรู้อาการอยู่เฉย ๆ  โดยไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์นั้น ๆ

v ถาม เพลินนิมิต  เพลินแสง  เพลินสุข 

           ตอบ อารมณ์อย่างนี้แสดงว่าโยคีติดอยู่ในวิปัสสนูกิเลส

           ทางแก้  ให้กำหนดเห็นหนอ  หรือยินดีหนอ  หรือลืมตา  เริ่มกำหนดใหม่ให้เป็นปัจจุบัน  ถ้าพองยุบอ่อนลง  นิมิต  หรือแสงหรืออาการสุขจะเกิดขึ้นอีกให้รู้ตัวเองว่าสติอ่อนพยายามกำหนดให้เข้มแข็งเป็นปัจจุบันยิ่งขึ้น ถ้ายังไม่หายให้เดินจงกรมให้ได้ปัจจุบันดีแล้วนั่งใหม่

v ถาม เดินกำหนดได้ดี  แต่เวลานั่งกำหนดพองยุบมักง่วง

           ตอบ แสดงว่าโยคีอ่อนวิริยะในการกำหนด และกำหนดไม่ได้ปัจจุบันอาการเช่นนี้มักจะเกิดแก่โยคีใหม่   เป็นเด็กหรือหนุ่ม  สาว  ไม่ชอบนั่ง ชอบแต่เดิน

          ทางแก้ ถ้านั่งง่วงให้ลุกขึ้นเดินอีก พยายามเดินให้ได้ปัจจุบันเวลานั่งกำหนดให้ปัจจุบัน  ถ้ายังง่วงอยู่ให้เดินอีก

v ถาม ขณะนั่ง ตัวโยกหน้าโยกหลังเหมือนขี่ม้า  บางทีโยกข้างซ้าย ข้างขวา  บางทีหมุนทั้งตัว  บางทีหมุนแต่ศีรษะ 

           ตอบ โดยมากอาการเช่นนี้โยคีมักรู้ตัว  แต่ปล่อยให้โยกเพราะเพลินดี เหตุเป็นเพราะสติอ่อน กำหนดพองยุบไม่ได้ปัจจุบัน  ครั้นแรกจับพองยุบได้ชัดเจนดี  โดยมากมักถี่ขึ้นแล้วปล่อยให้อ่อนเผลอไป เมื่อตัวโยกกลับรู้สึกเพลินดีไม่ได้กำหนดหรือกำหนดบ้าง  แต่ยังเพลินอยู่จึงแก้ไม่หาย

          ทางแก้  กำหนดรู้หนอ ในขณะที่เป็นจนหาย  แล้วจึงจับพองยุบใหม่ให้เป็นปัจจุบัน  ให้สติจดจ้องอยู่ที่พองยุบ อย่าให้ขาด  ถ้าพองยุบอ่อนลงให้หมั่นเตือนตนเอง โดยกำหนดให้เข้มแข็งขึ้น  ถ้าโยกอีกให้กำหนดรู้ทันที  อย่าให้เกิดความรู้สึกเพลิดเพลินขึ้นได้

v ถาม การแยกรูปแยกนามออกจากกันได้  จะมีประโยชน์อะไร  ?

           ตอบ เกิดประโยชน์อย่างมาก  ๑.ทำให้รู้ว่ารูปกับนามเป็นคนละอัน  ๒. ทำให้รู้ว่ารูปก็สักแต่ว่ารูปไม่ใช่สัตว์บุคคล  ตัวตน  เราเขา  ไม่ใช่ชายไม่ใช่หญิง  แต่เป็นเพียงธาตุทั้ง  ๔  ประชุมกันเท่านั้น  ๓. ทำให้เห็นว่านามนี้มีสภาพรับอารมณ์  รู้อารมณ์  เท่านั้น หามีตัวตนไม่  เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  ทำให้จิตไม่ยึดถือผิดกิเลสหลอกไม่ได้

v ถาม วิธีเดินจงกรม มีกี่ระยะ ระยะไหนที่เหมาะกับการปฏิบัติมาก?

          ตอบ มี ๖ ระยะ ระยะที่เหมาะที่สุด ควรจะเป็นระยะ ๔ คือ ยกส้นหนอ ยก-หนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ถ้าผู้ปฏิบัติใหม่ควรทำตามพระวิปัสสนาจารย์ให้ ถ้าเป็นผู้เคยปฏิบัติมาจนครบ ๖ ระยะแล้ว ควรทำระยะที่รู้สึกว่าปฏิบัติได้สติสมาธิดี

v ถาม ในการเดินจงกรม บางคนก่อนเดิน หรือก่อนกลับ ต้องกำหนดอาการ อยากก่อนว่า  อยากเดินหนอ  และ อยากกลับหนอ บางคนก็ไม่กำหนดอยากทราบว่าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

         ตอบ ควรกำหนดเมื่อรู้สึกถึงอาการอยากเดิน อยากกลับ (เรียกว่าเห็นต้นจิต) ถ้าไม่รู้สึกก็ยังไม่ควรกำหนด จะเป็นการท่องจำเฉยๆ อีกประการหนึ่ง ควรกำหนดเมื่อโยคีได้ญาณที่ ๑ แต่ถ้าจะกำหนดเพื่อเสริมสติไม่ให้ลืมก่อนเดิน ก่อนกลับก็ควร แต่ให้น้อมจิตเข้าไปรู้ในอาการอยากนั้นๆด้วย ก็จะดีมาก

v ถาม ขณะยืนก่อนเดินจงกรม และกำหนดว่ายืนหนอ จะเอาจิตไว้ที่ไหน และกำหนดกี่ครั้ง?

          ตอบ ให้เอาจิตรู้ในท่าทางการยืนหรืออาการตั้งตรงของร่างกาย และนึกในใจว่า ยืนหนอ มีความว่าเรากำลังยืนอยู่ ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถอื่น ควรกำหนด ๓ - ๑๐ ครั้ง หรือจนกว่าจะรู้ในอาการยืนชัดเจน

v ถาม การเดินควรเดินนานกี่นาทีต่อครั้ง ?

           ตอบ โดยปกติให้เดินตั้งแต่ ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมง โดยยึดหลักเดินจงกรมกับนั่งสมาธิให้เท่ากัน และควรเดินก่อนนั่งทุกครั้ง เพื่อเป็นการสร้างสมาธิไว้ในการนั่ง ทำให้การนั่งๆได้นาน มีเวทนาน้อย อนึ่งผู้ที่มีอารมณ์นึกคิดฟุ้งซ่าน ควรนั่งให้มากว่าการเดิน ผู้ที่รู้สึกง่วง มีเวทนามาก มีสมาธิมาก ควรเดินให้มากกว่านั่ง จะเป็นการปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน

v ถาม ถ้าเดินจงกรมธรรมดา เดินค่อนข้างเร็ว เดินเร็ว กำหนดอย่างไร?

           ตอบ เดินช้าธรรมดากำหนดว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินค่อนข้างเร็ว กำหนดว่า ขวาย่าง ซ้ายย่าง เดินเร็วกำหนดว่า ขวา ซ้ายๆๆ โดยเน้นที่การรู้ในการย่างไปของเท้า

v ถาม ทำไมต้องเดินก่อนนั่ง  และทำไมต้องให้นั่งเท่า ๆ  กับเดิน  ?

           ตอบ การเดินทำให้จับอารมณ์ได้ชัดเจนกว่าการนั่ง และเป็นปัจจัยให้นั่งกำหนดอารมณ์ได้ชัดเจน นั่งได้นาน  ใจสงบเร็ว  ทุกข์เวทนามีน้อย สมาธิจะตั้งมั่นได้นาน  โรคภัยไม่เบียดเบียน  และการที่ให้เดินกับนั่งให้เท่ากันก็เพื่อปรับอินทรีย์ คือ วิริยะกับสมาธิ ให้เสมอกัน  ทำให้ไม่ง่วง ไม่ฟุ้งซ่าน

v ถาม ในขณะเดินจงกรม เอาจิตไปไว้ที่เท้าอย่างเดียวหรือ? ถ้าเกิดปวดหรือคิดขึ้นมาจะทำอย่างไร ?

           ตอบ ในขณะยืนให้เอาสติกำหนดรู้ที่รูปยืนว่า ยืนหนอๆ  รู้รูปทั้งหมด  ในขณะจะเดินให้กำหนดที่ใจว่า อยากเดินหนอๆๆ  ขณะเดินให้เอาจิตรู้ที่เท้าขณะยก  ขณะย่าง  ขณะเหยียบ  ขณะหยุด  ให้รู้ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไป  ในขณะยืน  หรือเดิน  ถ้ามีอาการเจ็บปวดที่ใดที่หนึ่งขึ้นมา  ให้ยืนกำหนดดูอาการปวด  หรือ  อาการเจ็บ จนอาการนั้นหายไป  จึงเดินต่อ  ถ้าเกิดได้ยินเสียง  หรือคิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็ให้ยืนกำหนดว่า ได้ยินหนอ หรือ คิดหนอ  จนเสียงหรือความคิดดับไปจึงกลับมาเดินต่อ

v ถาม เวลาเดิน  มีอาการตัวโยก  เหมือนขี่ม้า จะแก้ไขอย่างไร?

           ตอบ เหตุเพราะสติอ่อน เมื่อกำหนดอยู่อย่างเพลิดเพลินสมาธิตั้งเด่นขึ้นการกำหนดที่เท้าอ่อนลงขณะตัวโยก  รู้สึกเพลิดเพลินไม่กำหนดรู้ให้ทันท่วงที 

          ทางแก้ ให้ใช้สติจดจ้องอยู่ที่เท้าขณะก้าวเดิน กำหนดรู้อาการเดินให้ได้ปัจจุบันทุกๆ ก้าว ถ้าจิตแลบออกให้หยุดเดินก่อน แล้วกำหนดว่า รู้หนอ หรือ คิดหนอ  แล้วตั้งสติไว้ที่เท้าใหม่จึงก้าวเดินต่อไป

v ถาม การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น  มีอานิสงส์อย่างไร  ?

            ตอบ การปฏิบัติวิปัสสนานั้นมีอานิสงส์มากมายสุดที่จะพรรณนา จะขอยกเอาแต่ที่เป็นประโยชน์มาแสดงให้ทราบดังต่อไปนี้

     ๑. ตัดความสงสัยว่า  ชีวิตนี้คืออะไร  การได้เข้าใจเรื่องชีวิตที่ถูกต้องนั้นทำให้เราได้พัฒนาชีวิตของเรา ให้มีคุณค่ามากที่สุด  และเป็นชีวิตที่มีความสุขในโลกนี้

     ๒. รู้จักควบคุมจิตใจที่ผิดทาง  ให้รู้ทางที่ถูกต้อง  และมีอุบาย  วิธีที่จะทำจิตให้สงบ มีความสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องหาความสุขจากการใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขปนกับความทุกข์

     ๓. เป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้เสียสละความสุขให้แก่ผู้อื่น เป็นผู้มีใจเมตตากรุณา  เห็นสิ่งที่มีชีวิตล้วนแต่เป็นเพื่อนทุกข์  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย   ด้วยกันทั้งสิ้น

     ๔. เป็นผู้ไม่ตกต่ำ ไม่ไปอบาย เพราะมีสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องป้องกัน  เมื่อจะตายก็ตายด้วยสติ  ตายด้วยมหากุศลจิต  ไม่เป็นผู้หลงก่อนจะตาย  เป็นผู้กำหนดการเกิดชาติหน้าด้วยตัวเอง

     ๕. ผู้ที่กำลังศึกษาเล่าเรียน  ก็จะเป็นผู้มีปัญญา  มีความจำเป็นเลิศ  มีสมาธิในการเล่าเรียน มีความจำแม่นยำ เมื่อถึงเวลาสอบก็มีสติมั่งคง มีปัญญาเกิดขึ้นในขณะเวลาสอบ  ทำให้การสอบได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

     ๖. ทำให้สุขภาพทางร่างกายและจิตใจดีขึ้น  โรคภัยไข้เจ็บมีน้อย  ที่เป็นโรคที่เกิดจากกรรม ก็อาจจะบรรเทาหรือหายไปเอง  เพราะจิตของผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้นจะดีขึ้นจะสูงขึ้น  ก็เป็นปัจจัยให้รูปเปลี่ยนหรือพ้นจากอำนาจของกรรมได้

     ๗. ถ้าผู้ปฏิบัติยังมีอุปนิสัยวาสนาบารมีไม่แก่กล้า ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปนิสัยปัจจัยแก่  มรรค  ผล  นิพพานติดสันดานต่อไปในภพหน้า  เมื่อทำกาลกิริยา  มีสุคติภพ  คือ มนุษย์ และสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องต้น  ถ้ามีอุปนิสัยวาสนาบารมีแก่กล้า  ก็ย่อมจะทำให้บรรลุ  มรรค  ผล  นิพพานในชาตินี้

     ๘. ผู้ปฏิบัติย่อมได้อานิสงส์    ตามนัยมหาสติปัฏฐานสูตร  ดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ อย่างนั้นตลอด  ๗  ปี  ผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง  ๒  ผลอันใดอันหนึ่ง  คือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้  ๑  หรือเมื่ออุปาทิ ( คือ สังโยชน์ )  ยังเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี  ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ๗  ปี  ยกไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ผู้ใดผู้หนึ่ง  เจริญสติปัฏฐาน  ๔  อย่างนี้  ตลอด  ๖ - ๕ - ๔ - ๓ - ๒ - ๑ ปี  ตลอด  ๗  เดือน ๖ - ๕ - ๔ - ๓ - ๒ - ๑ เดือน  กึ่งเดือนตลอด  ๗  วัน  ผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง   ๒  ผล  อันใดอันหนึ่ง  คือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑ หรือ เป็นพระอนาคามี  ๑    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทางนี้เป็นทางที่ไปอันเอกเพื่อความหมดจดพิเศษของสัตว์ทั้งหลาย  เพื่อก้าวล่วงเสีย  ซึ่งความโศก  และความร่ำไร  เพื่อความอัสดงดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส  เพื่อบรรลุญายธรรม  เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง  ทางนี้  คือ  สติปัฏฐาน  ๔  อย่างด้วยประการฉะนี้

     ๙. อานิสงส์ในข้อสุดท้ายก็คือ การปฏิบัติธรรมนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เป็นการบูชาอย่างสูงสุด ที่จะหาสิ่งใดๆ ที่มี่ค่าสูงสุดในโลกนี้มาเปรียบเทียบได้  พระองค์ได้ทรงสรรเสริญการปฏิบัติบูชาว่า  ผู้ใดมาปฏิบัติธรรม  ผู้นั้นชื่อว่าบูชาเรา ด้วยการบูชาอย่างสูงสุด   ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต  ดังนี้

  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view