เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,852
Page Views 696,903
สินค้าทั้งหมด 1
 

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์
ถาม : สติปัฏฐานหมายถึงสติซึ่งจัดอยู่ในสมาธิขันธ์ จึงน่าจะเป็นสมถภาวนา ไม่ใช่วิปัสสนา ใช่ไหม ?
ข้อสงสัยนี้เกิดจากการตีความคำว่า “สติปัฏฐาน” เอาเองโดยไม่ได้พิจารณาเนื้อความในพระสูตรให้ถ่องแท้เสียก่อน  อันที่จริง แม้แต่ในอุทเทส (บทย่อความของพระสูตร) ก็ได้อธิบายคำว่า “สมฺปชาโน” (ความตระหนักรู้ในปรากฏการณ์ตรงตามที่เป็นจริง) ไว้อย่างชัดเจนว่ามุ่งถึงความหยั่งรู้ที่เกิดจากวิปัสสนา  และเมื่ออ่านนิทเทส (เนื้อความทั้งหมดของพระสูตร) ก็จะพบบทว่า “สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา” (ย่อมเห็นความเกิดขึ้นจากเหตุบ้าง) ซึ่งในการเจริญสมถะ เราจะไม่สามารถเห็นการเกิดขึ้นแล้วดับไป หรือความเป็นเหตุปัจจัยในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้เลย เพราะต้องจดจ่ออยู่กับอารมณ์เดียวตลอดเวลา
มีอีกบทว่า “อนิสฺสิโต จ วิหรติ” (ย่อมอยู่โดยไม่มีตัณหาและทิฏฐิเข้าอาศัยด้วย) และ “น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ” (ย่อมไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลกด้วย)  เราจะเห็นความเกิดดับจนสามารถปล่อยวางทุกสิ่งได้ด้วยวิปัสสนาเท่านั้น มิใช่ด้วยสมถภาวนา  ดังจะเห็นได้ว่า แม้แต่การเจริญสมถะ [ในมหาสติปัฏฐานสูตร ส่วนที่ว่าด้วยกายานุปัสสนา (กำหนดรู้กองรูป)–ผู้แปล] เช่น อานาปานะ (กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก) หรือปฏิกูลมนสิการะ (กำหนดรู้ความน่าเกลียดของร่างกาย) ก็แนะวิธีปฏิบัติไว้เพียงเพื่อให้เป็นบาทฐานของวิปัสสนา  ทั้งนี้ยังมีวิธีที่เป็นวิปัสสนาล้วน ๆ ด้วย เช่น อิริยาปถะ (กำหนดรู้อิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔) และสัมปชัญญะ (กำหนดรู้อิริยาบถย่อยต่าง ๆ) เป็นต้น  ยิ่งกว่านั้น พระสูตรส่วนที่ว่าด้วยเวทนานุปัสสนา (กำหนดรู้เวทนา) จิตตานุปัสสนา (กำหนดรู้จิต) และธัมมานุปัสสนา (กำหนดรู้สภาวธรรม) ต่างก็ไม่เกี่ยวกับสมถภาวนาเลย เป็นวิปัสสนาภาวนาล้วน ๆ ทั้งสิ้น
 (“สัลเลขสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : พระศาสดาทรงสอนให้กำหนดรู้อาการ “เดิน” ว่าเป็นนามและรูป ใช่ไหม ?
“คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ”  (เมื่อเดินก็รู้ชัดว่าเดินอยู่)  คือเมื่อเดินก็แค่รู้ว่าเดินอยู่เท่านั้น ซึ่งฟังดูง่ายเกินกว่าที่จะเป็นวิธีการปฏิบัติธรรม ทว่านี่เป็นพระพุทธพจน์โดยตรงเลยทีเดียว มิฉะนั้นคงจะถูกละเลยหรือลบทิ้งไปแล้ว  กระนั้นบางท่านก็ยังทักท้วงว่าไม่น่าจะถูกต้อง ควรจะเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้มากกว่า  บ้างก็ติงว่าเมื่อกำหนดรู้อาการเดินในขณะเดินจะทำให้ท่าเดินดูแปลก ๆ ทั้งยังแย้งว่าเป็นเพียงการรู้อารมณ์บัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถ์  ทัศนะเหล่านี้อุปมาได้กับการเขียนต่อหางตัว “” (อักษรตัวที่ ๒๐ ในภาษาพม่าซึ่งเทียบได้กับ “น”) ให้ยาวขึ้นเมื่อไม่มีอะไรให้ปรับแก้  พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดานั้นบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ไม่ต้องแก้ไขต่อเติมแต่อย่างใด  เพราะฉะนั้น หากจำเป็นต้องภาวนาโดยระลึกถึงอารมณ์ปรมัตถ์แล้ว พระพุทธองค์ก็คงจะต้องตรัสสอนเช่นนั้นแทนเป็นแน่ คืออาจจะตรัสว่า “คจฺฉนฺโต วา นามรูปนฺติ ปชานาติ” (เมื่อเดินก็รู้ชัดว่าเป็นรูปนาม) แทนก็เป็นได้
(“อริยวสสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : สังเกตลมหายใจเข้าออกอย่างไรจึงจัดเป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนา ?
ไม่ว่าโยคีจะเจริญฌานได้หรือไม่ หากโยคีสังเกตลมหายใจเข้าออกในลักษณะรูปทรงสัณฐานก็จัดเป็นสมถภาวนา แต่ถ้าสังเกตความรู้สึกที่ลมกระทบสัมผัส หรือความสั่นไหวที่เกิดขึ้นก็จัดเป็นวิปัสสนาภาวนา
(“วิปัสสนานัย” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : การเฝ้าสังเกตความเจ็บปวด เมื่อยเกร็ง หรือแสบร้อนที่เกิดขึ้น โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถทันที จัดว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค จริงหรือ ?
ได้ยินว่ามีอาจารย์บางท่านสอนว่า ถ้ารู้สึกปวดเมื่อยหรือร้อนเพราะภาวนาในอิริยาบถเดียวนาน ๆ ก็ควรเปลี่ยนอิริยาบถเสีย มิฉะนั้นจะกลายเป็นการปฏิบัติแบบ อัตตกิลมถานุโยค (การทรมานตน)  ความเห็นนี้ไม่สมควร เพราะเอนเอียงไปทาง สาตถกสัมปชัญญะ (ความตระหนักในประโยชน์ที่มุ่งหมาย) จนเกินไป  ในการเจริญสมถะหรือวิปัสสนาจำเป็นจะต้องประกอบด้วย ขันติสังวร (การสงบระงับอยู่ได้ด้วยความอดทนอดกลั้น)  เพราะว่าสมาธิและวิปัสสนาญาณจะเจริญขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อโยคีพยายามอดทนต่อความเจ็บปวด และภาวนาต่อไปจนกว่าจะทนไม่ไหวจริง ๆ  หากเราเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เรื่อย จิตจะไม่ตั้งมั่น และไม่เอื้อให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงได้  โยคีที่ตั้งใจปฏิบัติทุกคนย่อมจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี  เราจึงควรอดทนภาวนาให้ต่อเนื่องที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยนัก  การอดทนอดกลั้นเช่นนี้จัดว่าเป็นขันติสังวรอย่างแท้จริง ไม่ใช่อัตตกิลมถานุโยคแต่อย่างใด เพราะมิใช่การจงใจทรมานร่างกาย แต่เป็นการบ่มเพาะขันติสังวร สติ สมาธิ และวิปัสสนาญาณให้ยิ่งแก่กล้า
ที่จริงแล้ว พระพุทธองค์ทรงหวังให้โยคีภาวนาต่อไปโดยไม่ยอมลดละความเพียรหรือเปลี่ยนอิริยาบถเลยจนกว่าจะบรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้นทีเดียว  พระองค์จึงตรัสสรรเสริญไว้ในมหาโคสิงคสาลสูตร มูลปัณณาสก์ ว่า “สารีบุตร ภิกษุในศาสนานี้ ฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ตั้งใจว่า ‘ตราบที่จิตของเรายังไม่พ้นจากอาสวะ เราจักไม่เลิกละการนั่งคู้บัลลังก์นี้’ สารีบุตร ภิกษุผู้มีความอดทนเช่นนี้ พึงยังป่าสาละให้งดงาม”  ฉะนั้น หากผู้ใดสอนว่า การภาวนาด้วยความอดทนต่อความไม่สบายกายจัดเป็นอัตตกิลมถานุโยค ก็เท่ากับว่าผู้นั้นดูหมิ่นสาวกของพระบรมศาสดา บิดเบือนพระพุทธพจน์ และทำลายประโยชน์อันพึงได้ของโยคีผู้พากเพียรอบรมสมาธิและปัญญา
ขันติสังวร : “ภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่าไหนพึงกำจัดได้เพราะความอดกลั้น ?  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน หิวกระหาย สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน  เป็นผู้มีชาติของผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำที่ผู้อื่นกล่าวชั่ว ต่อเวทนาร้ายแรงที่มีอยู่ในตัว ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว เป็นทุกข์ กล้าแข็งเผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ชอบใจ อาจคร่าชีวิตเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ความทุกข์ และความเร่าร้อนเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่อดกลั้นอยู่นั้น  อาสวะ ความทุกข์ และความเร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้นผู้อดกลั้นอยู่อย่างนี้” 
ตามพระพุทธพจน์ข้างต้น ซึ่งยกมาจากสัพพาสวสูตร โยคีพึงตระหนึกว่า พระพุทธองค์ทรงสอนให้อดทนแม้ความเจ็บปวดนั้นจะรุนแรงถึงชีวิต  ทั้งนี้ อรรถกถาได้ยกตัวอย่างต่าง ๆ สนับสนุนด้วย เช่น พระโลมสนาคเถระ ผู้ไม่ยอมล้มเลิกความเพียร บำเพ็ญภาวนาอย่างต่อเนื่องอยู่กลางแจ้งตลอดช่วงอันตรัฏฐกะ ซึ่งเป็นสัปดาห์ระหว่างสองเดือนสุดท้ายของปี และจัดเป็นช่วงที่หนาวที่สุด (ของอินเดีย) ที่อาจมีหิมะตกได้
ดังนั้นโยคีไม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถเพียงเพื่อขจัดอาการเจ็บปวดธรรมดา ๆ เช่น เมื่อยเกร็ง แสบร้อน หรือเหน็บชา  แต่พึงสังเกตอาการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องด้วยความอุตสาหะแน่วแน่ ว่าจะไม่ยอมขยับหนีทุกขเวทนานั้น  หรือหากเป็นได้ก็ควรภาวนาต่อไปโดยไม่ห่วงอาลัยในชีวิตเลยทีเดียว  ด้วยความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ โยคีย่อมสามารถเจริญขันติสังวร สมาธิ และวิปัสสนาญาณได้  อย่างไรก็ดี หากทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้ โดยกำหนดรู้การเคลื่อนไหวและอาการต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของสมาธิ สติ และปัญญา
สำหรับท่านที่ตีความอัตตกิลมถานุโยคผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระศาสดา คือกลับเห็นว่าการเจริญกรรมฐานเป็นการทรมานตนอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับพระพุทธพจน์ที่สอนให้เรายอมสละได้แม้อวัยวะและชีวิต โดยตั้งใจแน่วแน่ว่า “เนื้อและเลือดในสรีระของเรา จงเหือดแห้งไป จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที  เมื่อเรายังไม่บรรลุถึงอิฐผลที่พึงจะบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่คลายความเพียรนั้น”   เมื่อตั้งใจเด็ดเดี่ยวแล้วก็พึงทำความเพียรให้ต่อเนื่องไม่ย่อหย่อนลดละ  การปฏิบัติด้วยความเข้มแข็งเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งสมาธิและวิปัสสนาญาณ จึงไม่ควรกล่าวว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค
มิใช่แต่เพียงการเจริญสมาธิเท่านั้น  แม้การรักษาศีลซึ่งบางครั้งอาจเกิดความลำบากทางกายบ้าง ก็ไม่จัดว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค เช่น เด็กวัดหรือสามเณรอาจรู้สึกหิวบ้างในตอนเย็นเพราะต้องรักษาศีล ๘ หรือศีล ๑๐  แต่การงดเว้นจากการบริโภคยามวิกาลนั้นเป็นไปเพื่อความบริบูรณ์แห่งศีล สมาธิและปัญญาเช่นกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการทรมานตนโดยเปล่าประโยชน์
บางท่านก็ต้องอาศัยความอุตสาหะอดกลั้นอย่างยิ่งในการเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น  ทว่าพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญความพยายามนี้ว่า “เป็นทุกข์ในปัจจุบัน แต่ให้สุขในภายหน้า” ดังปรากฏในมหาธัมมสมาทานสูตร มูลปัณณาสก์ ความว่า
“ภิกษุทั้งหลาย การประพฤติธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไปเป็นอย่างไร ?  ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนงดเว้นจากปาณาติบาต พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสเพราะการเว้นจากปาณาติบาตเป็นปัจจัย (เรียงไปตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ทีละข้อ) ฯลฯ เป็นคนมีความเห็นชอบ พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสเพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย  เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์หลังจากตายเพราะกายพินาศไป  ภิกษุทั้งหลาย การประพฤติธรรมนี้ เรากล่าวว่ามีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป”
สรุปว่า การปฏิบัติใดสามารถบ่มเพาะศีล สมาธิ และปัญญา การปฏิบัตินั้นไม่จัดเป็นการทรมานตน แต่เป็นทางสายกลางคือมัชฌิมาปฏิปทา  ส่วนการปฏิบัติใดที่ไม่เป็นไปเพื่อศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว พึงรู้ว่าการปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อความเดือดร้อนแก่ตนโดยแท้
(“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view