เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 577,458
Page Views 747,720
สินค้าทั้งหมด 1
 

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์
ถาม : จริงหรือที่ว่า การสังเกตเห็นความสุขทำให้เกิดความหลงใหลในกามคุณ ส่วนการสังเกตความทุกข์เป็นการทรมานตน จึงควรกำหนดรู้ความรู้สึกที่เป็นกลางเท่านั้น ?
ในการเจริญวิปัสสนา บางท่านก็มีทัศนะแปลก ๆ ว่า การกำหนดรู้ความรู้สึกที่เป็นสุข (สุขเวทนา) ทำให้เกิดความหลงใหลในกามคุณ (กามสุขัลลิกานุโยค) ส่วนความรู้สึกที่เป็นทุกข์ (ทุกขเวทนา) เป็นการทรมานตน (อัตตกิลมถานุโยค)  จึงควรหลีกเลี่ยงการกำหนดรู้ความรู้สึกสองชนิดนั้น และกำหนดรู้เฉพาะความรู้สึกที่เป็นกลาง ๆ คือไม่สุขไม่ทุกข์ (อุเบกขาเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา) เท่านั้น  ความคิดเห็นเช่นนี้เป็นความเข้าใจผิดที่ไม่มีข้อมูลหลักฐานใด ๆ รองรับเลย
ในมหาสติปัฏฐานสูตร ส่วนที่ว่าด้วยเวทนานุปัสสนา พระพุทธองค์ตรัสชัดเจนว่าเราควรสังเกตความรู้สึกทุกชนิด ดังนี้
“สุขํ วา เวทนํ เวทยมาโน สุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ. ทุกฺขํ วา เวทยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ. อทุกฺขมสุขํ วา เวทนํ เวทยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ.”
“เมื่อเสวยสุขเวทนา ย่อมรู้ว่าเสวยสุขเวทนาอยู่ เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมรู้ว่าเสวยทุกขเวทนาอยู่ เมื่อเสวยอุเบกขาเวทนา ย่อมรู้ว่าเสวยอุเบกขาเวทนาอยู่”
ยังมีพระสูตรอีกมากที่ยืนยันว่าเราควรกำหนดรู้เวทนาทุกชนิด เช่น “ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา, ตมฺปิ อนิจฺจนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ.” 
“เธอย่อมรู้ตามเป็นจริงว่า เวทนาที่เป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ไม่เที่ยง” 
ดังนั้นโยคีควรรู้ว่า อารมณ์ใด ๆ ที่จัดเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ (ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยืดมั่นและความเห็นผิด ๕ อย่าง ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ล้วนเป็นอารมณ์ที่ควรกำหนดรู้ทั้งสิ้น
(“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : อาการแปลก ๆ เช่นนอนกลิ้งเกลือกบนพื้น สื่อถึงการบรรลุธรรมหรือไม่ ?
พึงทราบว่า ในขณะเข้า ฌาน (สภาวะที่จิตสงบประณีตอยู่ในสมาธิ) อิริยาบถของโยคีจะสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่ได้เป็นชั่วโมง  ๒-๓ ชั่วโมง หรืออาจนานกว่านั้นก็ได้  โยคีจึงอาจอยู่ในท่านั่งได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่สั่นหรือล้มลง  บางท่านคิดว่าอาการแปลก ๆ เช่นนอนกลิ้งเกลือกบนพื้น ที่เกิดระหว่างการอบรมกรรมฐาน สื่อถึงการบรรลุธรรม ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง  เพราะขณะเกิดมรรคผล หรือเกิดฌานที่เรียกว่า “อัปปนา” ไม่ว่าจะอยู่ในท่านั่ง ยืน หรืออิริยาบถใด ๆ ก็จะมั่นคงไม่ขยับเขยื้อนอยู่ในท่านั้น ๆ  ในอรรถกถาระบุชัดว่า “อปฺปนาชวนํ อิริยาปถมฺปิ สนฺนาเมติ”  แปลว่า “อัปปนาชวนจิต ย่อมยังอิริยาบถให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ”  จึงควรสรุปตามพระบาลีว่า อาการแปลก ๆ ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการบรรลุธรรมแต่อย่างใด
(“สัลเลขสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : การเรียนรู้ด้วยสัญญากับการกำหนดรู้ด้วยสติต่างกันอย่างไร ?
“สัญญา” มีหน้าที่หมายรู้อารมณ์แล้วบันทึกไว้เป็นความทรงจำของเรา ส่วนหน้าที่ของสติคือแค่รับรู้ลักษณะต่าง ๆ ของอารมณ์ (สภาวะลักษณะ) และไตรลักษณ์ (สามัญลักษณะ) โดยไม่จดจำและไม่สนใจในรายละเอียดอื่น ๆ เช่น รูปร่างของสิ่งนั้น เป็นต้น  ความหมายตรงตัวของคำว่า “สติ” คือ “ระลึกได้” จึงมักแปลว่า “กำหนดรู้” ซึ่งเป็นเพียงการสังเกตอาการของใจและกายในทันทีที่ปรากฏเพื่อรับรู้สิ่งนั้น ๆ ตามที่เป็นจริง  ฉะนั้น แม้สองคำนี้จะฟังดูคล้ายกันในทางภาษา แต่มีสาระแตกต่างกันในทางปฏิบัติ 
 (“อนัตตลักขณสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : การสังเกตอาการพองและยุบของท้องสอดคล้องกับพระพุทธพจน์หรือไม่ ?
อาการพองและยุบของท้องประกอบด้วยปรากฏการณ์ทางรูปธรรมจึงจัดเป็นรูปขันธ์  ในอายตนะ ๑๒ จัดเป็นโผฏฐัพพายตนะ  ในธาตุ ๑๘ เป็นโผฏฐัพพธาตุ และในธาตุ ๔ ก็เป็นธาตุลม  หรือหากพิจารณาตามอริยสัจ ๔ ก็จัดเป็นทุกขสัจหรือความจริงแห่งทุกข์  ฉะนั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว อาการพองและยุบของท้องจัดเป็นรูปขันธ์ โผฏฐัพพายตนะ วาโยธาตุ และทุกขสัจ ซึ่งล้วนถือเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาเพื่อการหยั่งรู้ไตรลักษณ์ตามคำสอนของพระบรมศาสดาได้ทั้งสิ้น
(“มหาสติปัฏฐานสูตรนิสสัย” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : พระโพธิสัตว์ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ด้วยอานาปานสติใช่หรือไม่ ?
พระโพธิสัตว์ทรงเจริญวิปัสสนาโดยเห็นการเกิดขึ้นและเสื่อมไปของสภาวธรรมทั้งภายในและภายนอกตลอดทั่วทั้งจักรวาล ดังพระพุทธพจน์ว่า
“ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ อุทยพฺพยานุปสฺสี วิหาสิ” 
“พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ (ขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยืดมั่นและความเห็นผิด)” 
ด้วยการสังเกตอุปาทานขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นและดับไป พระองค์ทรงเจริญวิปัสสนาญาณขึ้นไปโดยลำดับจนเห็นแจ้งพระนิพพานครั้งแรกด้วยโสดาปัตติมรรค แล้วทรงปฏิบัติเช่นเดิมจนบรรลุพระนิพพานครั้งที่สองด้วยสกทาคามีมรรค จากนั้นทรงภาวนาต่อจนบรรลุธรรมครั้งที่สามด้วยอนาคามีมรรค สุดท้ายทรงเจริญวิปัสสนาจนตรัสรู้บริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค คือบรรลุ อาสวักขยญาณ (ปัญญาหยั่งรู้ในความดับแห่งกิเลสเครื่องหมักดองทั้งปวง) ทรงสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงถึงพร้อมด้วยพระสัพพัญญุตญาณ [พระปรีชาญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง–ผู้แปล]
 (“สัลเลขสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view