เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,336
Page Views 696,345
สินค้าทั้งหมด 1
 

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์
ถาม : เราสามารถรับรู้ปรากฏการณ์ในอดีตหรืออนาคตตามความเป็นจริงได้หรือไม่ ?
ในอนุปทสูตร อุปริปัณณาสก์ กล่าวว่า สาวกผู้เจริญวิปัสสนาพึงใส่ใจกำหนดรู้เฉพาะสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นภายในใจและกายของตนเท่านั้น สภาวธรรมที่นอกเหนือจากนั้นจะรู้ได้แค่จากการคิดวิเคราะห์เทียบเคียงเอาเองตามเหตุผล  การระลึกรู้ปรากฏการณ์ภายในด้วยประสบการณ์ตรงนี้จึงสำคัญอย่างยิ่ง  เนื่องจากเราย่อมไม่อาจรับรู้สภาวธรรมที่เป็นอนาคตตามที่เป็นจริงได้เพราะยังไม่ได้ประสบ ส่วนสภาวธรรมที่เป็นอดีต เช่น ปรากฏการณ์ที่เกิดในชาติก่อน ๆ ก็ไม่อาจรับรู้ตามที่เป็นจริงได้เช่นกัน ได้เพียงหวนนึกอนุมานเอาเท่านั้น  แม้แต่การระลึกรู้เหตุการณ์ในชาตินี้ที่ประสบไปเมื่อปีก่อน เดือนก่อน สัปดาห์ก่อน หรือวันก่อน ๆ ก็ยังเป็นไปได้ยาก  หากว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ปรากฏการณ์ในชั่วโมงที่แล้วก็ยังไม่อาจกำหนดรู้ตามที่เป็นจริงได้ เพราะทันทีที่ปุถุชนเห็นหรือได้ยินสิ่งใดก็ย่อมเกิดความยึดถือว่าเป็นสัตว์บุคคล เราเขา หรือชายหญิงเสียแล้ว
ภัทเทกรัตตสูตรกล่าวว่า เราควรเริ่มวิปัสสนาภาวนาโดยสังเกตปรากฏการณ์ ณ ปัจจุบันขณะ ซึ่งสอดคล้องกับสติปัฏฐานสูตรที่ว่า “เมื่อเดินก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน” เป็นต้น กล่าวคือควรเจริญวิปัสสนาด้วยปัจจุบันอารมณ์ เช่น กำลังไป กำลังยืน กำลังนั่ง หรือกำลังนอน ฯลฯ  ทั้งนี้ อนัตตลักขณสูตรได้กล่าวถึงอารมณ์ที่เป็นอดีตก่อน ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าให้เริ่มภาวนาโดยกำหนดรู้อารมณ์อดีตก่อน อาตมาจึงต้องชี้แจงประเด็นนี้ให้กระจ่าง
(“อนัตตลักขณสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : ควรภาวนาด้วยการพิจารณาพร้อมทั้งบริกรรมว่า ”รูปไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง” หรือไม่ ?
หากโยคีภาวนาโดยนึกและท่องว่า “รูปํ อนิจจํ  รูปํ อนิจจํ” (รูปไม่เที่ยง รูปไม่เที่ยง)  แม้โยคีผู้นั้นจะรู้ความหมายของคำบาลีนั้นดี แต่ถ้าถามว่าจริงๆแล้วสิ่งที่เขากำลังพิจารณาอยู่นั้นคืออะไร ?  หรือรูปที่ว่าไม่เที่ยงนั้นคืออะไรกันแน่ ?  เขาคงตอบได้เพียงชื่อหรือคำตามสมมติเท่านั้น  และเมื่อถามเจาะจงลงไปอีกว่า สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก ?  คำตอบก็จะยิ่งคลุมเครือ  หรือหากสมมติว่าเป็นอารมณ์ภายใน แล้วอารมณ์ที่ว่านั้นปรากฏขึ้นที่ส่วนไหนของร่างกาย หัว ลำตัว แขนขา หนัง เนื้อ ท้อง ตับ หรือตรงไหน ?  เขาคงตอบได้แค่ตามสมมติบัญญัติหรือเป็นอนิจจะ (ความไม่เที่ยง) ในจินตนาการ คือเป็นเพียงสิ่งที่เขาระลึกถึงบ่อย ๆ เหมือนการสวดมนต์เท่านั้น
 (“สัลเลขสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : เหตุใดจึงไม่แนะนำให้โยคีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ?
โดยส่วนตัวแล้ว อาตมาเห็นด้วยว่าวิปัสสนาสามารถเจริญได้จากการสังเกตลมหายใจเข้าออกโดยรับรู้ถึงธาตุลมและจิตผู้รู้ที่ปรากฏร่วมในกระบวนการ  อย่างไรก็ดี คัมภีร์วิสุทธิมรรคระบุว่า ในกายานุปัสสนา ๑๔ หมวด แบ่งเป็นส่วนสมถะและวิปัสสนา และ อานาปานสติ (การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก) ก็จัดอยู่ในส่วนสมถะ ดังนี้
“อิริยาปถปพฺพํ จตุสมฺปชญฺญปพฺพํ ธาตุมนสิการปพฺพนฺติ อิมานิ ตีณิ วิปสฺสนาวเสน วุตฺตานิ ... อานาปานปพฺพํ ปน ปฏิกูลมนสิการปพฺพญฺจ อิมาเนเวตฺถ เทฺว สมาธิวเสน วุตฺตานิ.”
“๓ บรรพนี้ คือ อิริยาปถบรรพ จตุสัมปชัญญบรรพ ธาตุมนสิการบรรพ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยเป็นวิปัสสนา ...  ส่วน ๒ บรรพนี้เท่านั้น คือ อานาปานบรรพ และปฏิกูลมนสิการบรรพ ตรัสโดยเป็นสมาธิ”
เห็นได้ชัดว่า คัมภีร์วิสุทธิมรรคจัดอานาปานสติเป็นสมถภาวนา  ถ้าอาตมาสอนให้โยคีกำหนดลมหายใจเพื่อเจริญวิปัสสนา อาตมาก็อาจถูกติงว่าสอนให้เจริญสมถะ ไม่ใช่วิปัสสนา ดังข้อความข้างต้น  ซึ่งอาตมาย่อมไม่อาจยืนยันขัดแย้งกับพระคัมภีร์ได้ว่าอาตมาสอนวิปัสสนา  ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงไม่ได้แนะนำให้โยคีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเพื่อเจริญวิปัสสนา  แต่อาตมาก็อนุญาตให้โยคีเจริญอานาปานสติได้  หากเขาต้องการจริง ๆ อาตมาก็ไม่เคยห้ามเลย
ทั้งนี้พึงสังเกตว่า คัมภีร์วิสุทธิมรรคและปฏิสัมภิทามรรคอธิบายชัดเจนว่า ขณะเจริญอานาปานสติเพื่อให้เกิดอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ (สมถะ)  จิตควรจดจ่ออยู่ที่โพรงจมูกเท่านั้น ไม่ควรตามลมที่กำลังไหลเข้าออก  ส่วนการเจริญวิปัสสนาจะไม่จำกัดอารมณ์ว่าต้องเป็นปรากฏการณ์ทางกาย ณ ตำแหน่งหนึ่ง ๆ เท่านั้น  ฉะนั้นหากอาตมาสอนให้สังเกตปรากฏการณ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ความรู้สึกสัมผัสทางกาย ความฟุ้งซ่านของจิต หรือการเห็นและการได้ยิน เป็นต้น คำแนะนำของอาตมาก็จะขัดแย้งกับวิธีเจริญอานาปานสติที่ระบุในพระคัมภีร์และสมควรถูกตำหนิอีกเช่นกัน  อาตมาหวังว่าคำชี้แจงนี้คงจะสามารถไขข้อข้องใจได้ว่า เหตุใดอาตมาจึงไม่เจาะจงให้โยคีใช้อานาปานสติในการเจริญวิปัสสนา
(“มาลุกยปุตตสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : การสังเกตอาการพองและยุบของท้องขัดแย้งกับพระไตรปิฎกหรือไม่ ?
การกำหนดรู้อาการพองและยุบของท้องนั้นไม่ได้แปลกแยกจากคำสอนในพระไตรปิฎกเลย  มีพระบาลีมากมายที่รองรับเรื่องนี้ เช่น ในสฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย ระบุชัดว่า ถ้าพลาดจากการกำหนดรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นทางอายตนะ ๖ แล้วกิเลสจะเกิดขึ้น  และเมื่อโยคีได้ประสบลักษณะที่แท้จริงของอารมณ์ที่ปรากฏด้วยการกำหนดรู้อยู่นั้น โยคีผู้นั้นย่อมสามารถบรรลุมรรค ผล และนิพพานได้  แม้ในมาลุกยปุตตสูตร เพียงพระสูตรเดียวในวรรคนี้ก็พอที่จะชี้แจงประเด็นนี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง
พระสูตรนี้กล่าวว่า อารมณ์ใดที่ไม่เคยประสบย่อมไม่อาจยังกิเลสให้เกิดขึ้น ส่วนอารมณ์ใดที่ได้ประสบอาจยังกิเลสให้เกิดขึ้นได้  สติปัฏฐานสูตรยังอธิบายด้วยว่า เราจะสามารถกำหนดรู้อารมณ์ทั้ง ๔ ฐานได้อย่างไร  ขณะที่โยคีสังเกตอาการพองและยุบของท้อง ธาตุที่ปรากฏชัดคือธาตุลม ซึ่งการรับรู้อาการของธาตุลมจัดเป็น ธาตุมนสิการ (การกำหนดรู้ธาตุ)  แต่แทนที่จะใช้คำบาลี เราก็ใช้คำธรรมดา ๆ ในการระบุอาการปรากฏตามอย่างพระพุทธพจน์ที่ว่า “เมื่อเดินก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน”  ด้วยการกำหนดเช่นนี้โยคีย่อมสามารถรับรู้ลักษณะที่แท้จริงของปรากฏการณ์นั้น ๆ เช่น ความตึง หรืออาการเคลื่อนไหว ซึ่งกำลังเกิดขึ้นและดับไปทีละขณะ ๆ ได้หากสมาธิและวิปัสสนาแก่กล้าพอ
นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับอาตยนธัมมานุปัสสนาบรรพ ในสติปัฏฐานสูตร ที่กล่าวว่า “กายญฺจ ปชานาติ, โผฏฺฐพฺเพ จ ปชานาติ” (ย่อมรู้จักกายด้วย ย่อมรู้จักสิ่งที่พึงถูกต้องด้วยกายด้วย)  พระสูตรแนะว่าให้ระลึกรู้ความรู้สึกสัมผัส ณ ที่ใด ๆ ในร่างกาย รวมถึงจุดที่สัมผัส และรูปธรรมอันละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกัน  อาการพองและยุบจึงไม่ได้อยู่นอกเหนือจากพระบาลี และตรงตามพระบาลีทุกประการ  ในอิริยาปถบรรพยังเสริมว่า “ยถา ยถา วา ปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ, ตถา ตถา นํ ปชานาติ” (เมื่อตั้งกายไว้แล้วอย่างใด ๆ ก็ย่อมรู้ชัดอาการกายนั้นอย่างนั้น ๆ)  จึงกล่าวได้ว่า อากัปกิริยาใด ๆ ที่นอกเหนือจากอิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ ก็ควรกำหนดรู้ด้วยเช่นกัน  ฉะนั้นหากโยคีผู้ใดยังไม่อาจยอมรับการสังเกตอาการพองยุบของท้อง และยืนยันที่จะกำหนดรู้เฉพาะสิ่งที่ระบุในสติปัฏฐานสูตรจริง ๆ อาตมาก็แนะนำให้กำหนดอย่างต่อเนื่องว่า “นั่งหนอ นั่งหนอ” เมื่อกำลังนั่งอยู่  “ยืนหนอ ยืนหนอ” เมื่อกำลังยืน หรือ “นอนหนอ นอนหนอ” เมื่อกำลังนอนอยู่ เป็นต้น  แต่อาตมาไม่สอนให้โยคีเจริญอานาปานสติ เพราะจะขัดแย้งกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคและอรรถกถาของสติปัฏฐานสูตร ที่กล่าวถึงการเจริญอานาปานสติเพียงเพื่อให้เกิดฌานแล้วใช้เป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนาต่อเท่านั้น  ทั้งนี้อาตมาอนุญาตและไม่เคยคัดค้าน หากผู้ใดต้องการเจริญอานาปานสติจริง ๆ
(“มาลุกยปุตตสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view