เมนู

 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/04/2012
ปรับปรุง 04/06/2019
สถิติผู้เข้าชม 531,857
Page Views 696,908
สินค้าทั้งหมด 1
 

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์

สงสัยหนอ พระปัณฑิตาภิวงศ์
ถาม : การสังเกตอาการพองและยุบของท้องจัดเป็นสมถภาวนาหรือไม่ ?
การพองและยุบรวมอยู่ในอาการของธาตุลมที่เรียกว่า “อัสสาสะ ปัสสาสะ” ซึ่งเป็นหนึ่งในลม ๖ ชนิด  อันที่จริงสามารถนับอาการพองและยุบเข้าในธาตุลมได้ถึง ๔ ชนิด คือ อังคมังคานุสาริ วาโย (ลมอันแล่นไปตามองคาพยพใหญ่น้อยทั่วสรีระ), อัสสาสะ ปัสสาสะ วาโย (ลมหายใจเข้าและออก), กุจฉิสยา  วาโย (ลมอยู่ภายนอกลำไส้) และ ยัง วา ตัง วา วาโย (ลมทั่ว ๆ ไป)
แม้อาการพองและยุบจะรวมเข้าในลมหายใจเข้าออกได้ เพราะเชื่อมโยงโดยตรงและเป็นผลของลมหายใจ แต่อาตมาก็ไม่ได้หมายความว่าให้เจริญอานาปานสติ  เพราะในการเจริญอานาปานสตินั้น โยคีจะต้องให้จิตจดจ่ออยู่กับลมซึ่งไหลผ่านโพรงจมูกหรือเพดานปาก ตามที่ระบุไว้ในปฏิสัมภิทามรรคและวิสุทธิมรรค เป็นต้น  การสังเกตอาการของลมหายใจที่ไหลอยู่ในท้องจึงไม่จัดเป็นอานาปานสติ แต่เป็นธาตุววัตถาน (การกำหนดแยกแยะธาตุ ๔) เพราะการสังเกตธาตุใด ๆ ทั้งภายในและภายนอก อันเป็นที่ตั้งแห่งตัณหาและอุปาทาน ก็สามารถเจริญวิปัสสนาได้ทั้งนั้น
(“มหาสติปัฏฐานสูตรนิสสัย” โดย มหาสีสยาดอ)

ถาม : สติปัฏฐานสูตรกล่าวว่า โยคีควรสังเกตลมหายใจเข้าออกทั้งช่วงต้น กลาง และปลาย แต่ปฏิสัมภิทามรรคกล่าวว่า หากตามสังเกตลมหายใจเช่นนั้นอาจเสียสมาธิได้ เหตุใดพระบาลีจึงขัดแย้งกัน ?
“สพฺพกายาปฏิสํเวที” 
กำหนดรู้กองลมหายใจทั้งปวง
(อานาปานบรรพ มหาสติปัฏฐานสูตร)
“อาทิมฌฺชปริโยสานํ วิทิตํ กโรนฺโต” 
ทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมหายทั้งสิ้นให้รู้แจ้ง
(อรรถกถาปฐมสมันตปาสาทิกา)
“อปิจ โข ผุสนาวเสน เจว ฐปนาวเสน จ มนสิกาตพฺพํ” 
พึงมนสิการโดยการตั้งจิตไว้ ณ จุดที่ลมกระทบ
(คัมภีร์วิสุทธิมรรค)
รวมความว่า โยคีควรกำหนดรู้ลมหายใจทั้งเบื้องต้น กลาง และปลาย เฉพาะจุดที่ลมกระทบสัมผัสชัดเจนในโพรงจมูก
พระบาลีและอรรถกถาข้างต้นอธิบายว่า สมถสมาธิจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตั้งจิตไว้ที่โพรงจมูก  เพราะหากตามลมหายใจเข้าไปภายในหรือออกไปภายนอกโพรงจมูก จิตจะกวัดแกว่งฟุ้งซ่านเข้า ๆ ออก ๆ  ที่จริงแล้ว ท่านกล่าวเช่นนี้เพราะกำลังมุ่งถึงการเจริญสมถภาวนา  ส่วนการเจริญวิปัสสนาท่านว่า “สพฺพํ อภิญฺเญยฺยํ” (ธรรมทั้งปวงควรรู้ยิ่ง)  โยคีพึงกำหนดรู้อารมณ์ทั้งปวง คือปรากฏการณ์ทางกาย  ณ ที่ใดก็ตามที่สังเกตได้ชัด [สำหรับกายานุปัสสนา–ผู้แปล]
(มหาสีสยาดอ ตอบปัญหาของ สยาดอ อู สุนทรา)

ถาม : การกำหนดรู้อาการพอง ยุบ งอ หรือเหยียด เป็นเพียงสมมติสัจจะ หรือเป็นปรมัตถสัจจะ ?
ผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติอย่างจริงจังมักมีข้อข้องใจต่าง ๆ เช่นเกรงว่า การกำหนดว่า “งอหนอ เหยียดหนอ” จะทำให้หลงติดอยู่แค่เพียงรูปทรงสัณฐานของมือ, การกำหนดว่า “ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ” จะทำให้รับรู้ได้เพียงรูปร่างของเท้าที่กำลังเคลื่อนไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นความรู้ตามสมมติ หรือการสังเกตอาการพองและยุบจะทำให้หลงจินตนาการถึงรูปทรงของท้อง เป็นต้น  ประเด็นเหล่านี้อาจเกิดได้กับโยคีใหม่ ๆ แต่ก็มิใช่ว่าจะเกิดเฉพาะความรู้ตามสมมติบัญญัติตลอดเวลา  ในเบื้องต้นของการปฏิบัติ ความรู้ตามสมมติจะปรากฏสลับกันกับความหยั่งรู้อารมณ์ปรมัตถ์ เช่น อาการเคลื่อนไหว หรือสั่นสะเทือน  แต่ก็มีวิปัสสนาจารย์บางท่านสอนให้รับรู้เฉพาะอาการเคลื่อนไหวเท่านั้น ซึ่งผู้ที่เพิ่งเริ่มภาวนาย่อมไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เพราะในเบื้องต้นเราจะยังไม่สามารถเว้นจากการรับรู้สมมติบัญญัติได้เลยทีเดียว
 การหยั่งรู้ปรมัตถสัจจะสามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยความรู้ตามบัญญัติภาษาที่ใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน  แม้พระบรมศาสดาเองก็ตรัสสอนด้วยภาษาธรรมดา ๆ เช่น “เมื่อเดินก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน” “กำลังงอ” หรือ “กำลังเหยียด” เป็นต้น  พระองค์มิได้ทรงใช้ภาษาตามสภาวะปรมัตถ์เลย เช่นว่า “พึงรับรู้ความแข็งเกร็ง” หรือ “พึงรับรู้การเคลื่อนไหว”  ถึงโยคีจะภาวนาโดยอาศัยภาษาพื้น ๆ เช่น “งอหนอ เหยียดหนอ” ก็สามารถหยั่งรู้สภาวธรรมที่แท้จริง อาทิ ความแข็งเกร็ง และการเคลื่อนไหว ซึ่งซ่อนอยู่ในรูปทรงสัณฐานนั้น ๆ ได้เมื่อสมาธิและสติของโยคีมีกำลังพอ
(“หนทางแห่งวิปัสสนา” โดย มหาสีสยาดอ)
  Copyright 2005-2012 www.sati99.com All rights reserved.
view